×

เทควันโดไทยกับการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหลังยุค ‘เทนนิส-พาณิภัค’

24.08.2026
  • LOADING...
นักกีฬาเทควันโดไทยกำลังแข่งขันในเอเชียนเกมส์

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงกีฬาเทควันโดมหกรรมกีฬาระดับเอเชียหรือโอลิมปิก ชื่อของ เทนนิส-พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ มักถูกวางไว้ในฐานะความหวังสูงสุดของทัพจอมเตะไทย และหลายครั้งเธอก็เปลี่ยน ความหวังให้กลายเป็นเหรียญทองได้จริง

 

 

แต่ในเอเชียนเกมส์ 2026 ที่ไอจิ-นาโกยา ภาพนั้นจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว เพราะเทนนิส-พาณิภัค ได้ยุติเส้นทางนักกีฬาไปแล้ว ขณะเดียวกัน เทควันโด ก็มีการปลี่ยนทั้งกติกา ระบบคะแนน เทคโนโลยี และรุ่นน้ำหนัก

 

การแข่งขันในเอเชียนเกมส์ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการตามหา “ใครสักคนมาแทนเทนนิส” แต่เป็นบททดสอบว่าเทควันโดไทยพร้อมเข้าสู่ยุคใหม่ได้มากน้อยเพียงใด

 

จากยุคที่มีเทนนิส สู่วันที่ไม่การันตีเหรียญทอง

 

เอเชียนเกมส์ครั้งก่อน ทัพเทควันโดไทยจบการแข่งขันด้วย 2 เหรียญทอง 2 เหรียญทองแดง โดยหนึ่งในเหรียญทองมาจากพาณิภัค และอีกเหรียญจาก หยู-บัลลังก์ ทับทิมแดง ในรุ่น 63 กิโลกรัมชาย

 

นั่นหมายความว่า เมื่อเทนนิสหายไปจากทีมชาติ ไทยไม่ได้เสียเพียงนักกีฬาหนึ่งคน แต่เสีย “หลักประกัน” ที่เคยทำให้การประเมินเหรียญทองง่ายขึ้นด้วย

 

เอเชียนเกมส์ครั้งนี้ สมาคมกีฬาเทควันโดจึงตั้งเป้าอย่างระมัดระวังกว่าที่ผ่านมา คือ 1 เหรียญทองจากประเภทต่อสู้ สะท้อนความจริงว่า ทุกเหรียญในยุคใหม่ต้องถูกสร้างขึ้นใหม่แทบทั้งหมด

 

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่สุดของเอเชียนเกมส์ 2026 คือการใช้รุ่นน้ำหนักแบบเดียวกับโอลิมปิกเป็นครั้งแรก นั่นคือฝ่ายชายแข่งขันในรุ่น 58, 68, 80 และมากกว่า 80 กิโลกรัม ส่วนฝ่ายหญิงเป็น 49, 57, 67 และมากกว่า 67 กิโลกรัม

 

ปัญหาคือ นักกีฬาไทยจำนวนมากไม่ได้เติบโตมากับการแข่งในพิกัดเหล่านี้โดยตรง บางคนจึงต้องลดหรือเพิ่มน้ำหนักเพื่อย้ายเข้าสู่รุ่นตามพิกัดโอลิมปิก

 

ตัวอย่างชัดเจนคือ อิม-พัชรกัญน์ พูลเกิด ที่ต้องขยับขึ้นมาแข่งขันใน 49 กิโลกรัม และต้องแบกน้ำหนักเพิ่มประมาณ 3 กิโลกรัมจากรุ่นที่คุ้นเคย ซึ่งส่งผลต่อทั้งความเร็ว ระยะ และพละกำลัง

 

‘หยู-บัลลังก์’ กับภารกิจที่ยากกว่าแค่ป้องกันแชมป์

 

บัลลังก์ ทับทิมแดง คือความหวังสูงสุดของทีมชุดนี้ แต่สถานการณ์ของเขาต่างจากเอเชียนเกมส์ครั้งก่อนอย่างชัดเจน

 

ครั้งนั้นเขาคว้าแชมป์ในรุ่น 63 กิโลกรัม แต่ครั้งนี้ต้องลงในรุ่น 68 กิโลกรัมเต็มตัว ซึ่งเป็นรุ่นที่คู่แข่งแข็งแกร่งขึ้นทั้งในแง่ขนาดร่างกายและประสบการณ์

 

แม้บัลลังก์จะผ่านทั้งโอลิมปิก 2024 และคว้าแชมป์โลก 2025 มาแล้ว แต่คู่แข่งอย่างเกาหลีใต้และอุซเบกิสถานก็อยู่ในระดับสูงเช่นกัน

 

ดังนั้นสถานะ “แชมป์เก่า” ไม่ได้ทำให้เส้นทางง่ายขึ้น ตรงกันข้าม มันกลับทำให้ทุกคนศึกษาวิธีเล่นของเขามากกว่าเดิม

 

หยูเคยยอมรับว่า ความคิดว่าคู่แข่ง “รู้ทางหมดแล้ว” เคยทำให้เขาสูญเสียความมั่นใจจนกระทบทั้งการซ้อมและการแข่งขัน แต่นี่คือการเปลี่ยนผ่านที่นักกีฬาระดับสูงแทบทุกคนต้องเจอ เมื่อจากเดิมเป็นดาวรุ่งที่ไม่มีใครจับตามอง กลายเป็นแชมป์โลกที่คู่แข่งต้องวางแผนรับมือโดยเฉพาะ

 

สิ่งที่เขาพยายามแก้จึงไม่ใช่เพียงเทคนิค แต่รวมถึง มายด์เซต ผ่านการทำงานกับนักจิตวิทยาการกีฬา และฝึกให้อยู่กับสถานการณ์ตรงหน้า

 

เพราะสำหรับเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ คู่แข่งสำคัญของบัลลังก์อาจไม่ได้อยู่แค่ฝั่งตรงข้าม แต่รวมถึงความคิดของตัวเองด้วย

 

กติกาใหม่ที่อาจกระทบ ‘จุดแข็ง’ ของไทยโดยตรง

 

นอกจากรุ่นน้ำหนักแล้ว เทควันโดในปี 2026 ยังเปลี่ยนกติกาหลายด้าน โดยเฉพาะการลดสิทธิ์ของโค้ชในการขอดูภาพช้าแบบทันที หรือ IVR

 

เดิมทีหากนักกีฬาเตะศีรษะแล้วคะแนนไม่ขึ้น โค้ชสามารถชาเลนจ์เพื่อขอดูภาพช้าได้ แต่ภายใต้กติกาใหม่ อำนาจดังกล่าวถูกจำกัดลงอย่างมาก และการเรียกดูภาพในจังหวะเตะหัวจะอยู่กับผู้ตัดสินกลางเป็นหลัก

 

สำหรับไทย นี่ถือว่าสำคัญ เพราะนักกีฬาไทยจำนวนมากมีจุดเด่นด้านการเตะศีรษะ ความหมายก็คือ ต่อจากนี้การออกอาวุธต้อง “ชัด” มากพอที่จะให้ระบบตรวจจับได้ตั้งแต่ครั้งแรก

 

ในอีกด้านหนึ่ง กติกาใหม่ก็เปิดโอกาสให้สไตล์การเล่นที่ดุดันและเสี่ยงมากขึ้น เพราะการหมุนตัวเตะศีรษะได้รับ 6 คะแนน จากเดิม 5 คะแนน ขณะที่เตะหมุนลำตัวได้ 4 คะแนน เตะศีรษะปกติ 3 คะแนน และเตะลำตัว 2 คะแนน

 

นั่นหมายความว่า เกมที่ตามหลังอยู่หลายแต้มอาจถูกพลิกได้จากอาวุธเพียงจังหวะเดียว

 

โค้ชเช-ชัชชัย ชเว จึงกำชับนักกีฬาไทยให้เล่นด้วยความดุดันและกล้าโจมตีศีรษะมากขึ้น เพราะระบบใหม่ให้รางวัลกับอาวุธยากมากกว่าเดิมอย่างชัดเจน

 

เทควันโดจึงกำลังขยับจากเกมบริหารคะแนน ไปสู่เกมที่บังคับให้ต้องสร้างความเสียหายเชิงคะแนนให้เด็ดขาดกว่าเดิม

 

อีกหนึ่งภาพของเทควันโดยุคใหม่คือการใช้ “ถุงมือเซนเซอร์” ร่วมกับเกราะไฟฟ้า โดยระบบจะตรวจจับแรงกระแทกจากหมัด และส่งข้อมูลให้ผู้ตัดสินเพื่อยืนยันคะแนนภายในระยะเวลาสั้นๆ ขณะเดียวกัน จำนวนกรรมการบนสนามก็ถูกลดลงเมื่อใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ

 

แนวคิดเบื้องหลังคือทำให้การแข่งขันรวดเร็ว ลดความผิดพลาดจากสายตามนุษย์ และให้เทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้น

 

แต่มันก็หมายความว่า นักกีฬาต้องเข้าใจระบบ ไม่ต่างจากการเข้าใจคู่แข่ง เพราะอาวุธที่ดูเหมือนเข้าเป้าด้วยสายตา อาจไม่มีค่าเลย หากแรงหรือจุดสัมผัสไม่ถึงเกณฑ์ของเซนเซอร์

 

เพราะเอเชียนเกมส์ ไม่ใช่ซีเกมส์

 

จากนักกีฬาประเภทต่อสู้ทั้ง 8 คน มีเพียง บัลลังก์ และ ใบเตย-ศศิกานต์ ทองจันทร์ เท่านั้นที่เคยผ่านเอเชียนเกมส์มาก่อน

 

นอกเหนือจากนั้นคือกลุ่มนักกีฬาที่กำลังเข้าสู่มหกรรมกีฬาระดับทวีปเป็นครั้งแรก

 

นักกีฬาชายในประเภทต่อสู้ประกอบด้วย สิรวิชญ์ มะหะหมัด, บัลลังก์ ทับทิมแดง, กฤตยชญ์ พร้อมปัจจุ และ แจ็ค วูดี้ เมอร์เซอร์

 

ขณะที่นักกีฬาหญิงในเอเชียนเกมส์ครั้งนี้คือ พัชรกัญน์ พูลเกิด, ณัฐกมล วาสนา, ศศิกานต์ ทองจันทร์ และ กัญจ์ณาลักษณ์ ชื่นชูกลิ่น

 

นี่ทำให้เอเชียนเกมส์ 2026 มีความหมายมากกว่าเรื่องผลงานระยะสั้น เพราะมันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของแกนหลักที่จะถูกต่อยอดไปถึงโอลิมปิก 2028

 

ความยากของเทควันโดไทยไม่ได้มาจากกติกาและการเปลี่ยนผ่านภายในทีมเท่านั้น แต่ยังมาจากระดับการแข่งขันของทวีปเอเชียเอง

 

เกาหลีใต้คือหนึ่งในมหาอำนาจของกีฬาชนิดนี้ ขณะที่จีน อิหร่าน อุซเบกิสถาน และชาติอื่นๆ มีนักกีฬาระดับโลกอยู่จำนวนมาก นั่นทำให้ความสำเร็จในซีเกมส์แทบไม่สามารถใช้เป็นตัวชี้วัดตรงๆ ได้

 

การแข่งขันในเอเชียนเกมส์คือการเจอกับนักกีฬาที่ผ่านทั้งชิงแชมป์โลก, เทควันโด กรังด์ปรีซ์ และโอลิมปิกมาแล้ว

 

โค้ชเชจึงต้องวิเคราะห์คู่แข่งและสถานการณ์แต่ละรุ่นอย่างละเอียด เพราะในบางรุ่น ไทยอาจมีศักยภาพสูง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีช่องว่างเหนือคู่แข่งเหมือนที่เคยเห็นในระดับอาเซียน

 

เมื่อไม่มีพาณิภัค คำถามง่ายที่สุดคือใครจะขึ้นมาแทน คำตอบในแง่ผลงานอาจเป็น หยู บัลลังก์ เพราะเขามีทั้งแชมป์เอเชียนเกมส์ แชมป์โลก และประสบการณ์โอลิมปิก

 

แต่การคาดหวังให้เขาเป็น ‘พาณิภัคคนต่อไป’ อาจไม่ยุติธรรมกับทั้งบัลลังก์และทีม เพราะเทนนิสสร้างมาตรฐานที่สูงผิดปกติจากความสำเร็จต่อเนื่องหลายปี

 

สิ่งที่เทควันโดไทยต้องทำหลังจากนี้จึงไม่ใช่สร้างนักกีฬาหนึ่งคนเพื่อแบกทุกอย่าง แต่สร้างระบบที่มีนักกีฬาหลายรุ่นสามารถขึ้นมาทดแทนกันได้

 

พุมเซ่ก็เปลี่ยนวิธีคิด

 

ขณะที่ประเภทพุมเซ่ หรือประเภทท่ารำของไทยก็เข้าสู่ช่วงปรับตัวเช่นกัน ทีมส่ง นาวิน ปินฑะสูตร ในประเภทเดี่ยวชาย และ ฐิตารีย์ แก้วโอฬารวสุ ในประเภทเดี่ยวหญิง โดยมี โค้ชลี นา ยอน ดูแล

 

หนึ่งในสิ่งที่ทีมเน้นมากขึ้นคือพุมเซ่ฟรีสไตล์ ซึ่งอาจถูกใช้เป็นตัวชี้ขาดในกรณีคะแนนสูสี ขณะเดียวกัน วิธีเลือกตัวแทนก็เปลี่ยนจากแนวคิดหมุนเวียนนักกีฬา มาเป็นการเลือก “คนที่ดีที่สุดของทีม” ลงประเภทเดี่ยว

 

เป้าหมายคือการเพิ่มโอกาสคว้าเหรียญให้มากที่สุด และสะท้อนว่าแม้แต่ประเภทที่ดูเหมือนอาศัยความแม่นยำและความสวยงามของท่ารำ ก็ถูกผลักเข้าสู่การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น

 

1 เหรียญทองที่มีความหมายมากกว่าเดิม

 

เทควันโดในเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ชิงทั้งหมด 11 เหรียญทอง แบ่งเป็นต่อสู้ 8 เหรียญ พุมเซ่ 2 เหรียญ และ เวอร์ชวล เทควันโด อีก 1 เหรียญ แข่งขันระหว่างวันที่ 1-3 ตุลาคม ที่โทโยฮาชิ ยิมเนเซียม จังหวัดไอจิ ห่างจากนาโกยา ไปทางใต้ราว 1 ชั่วโมงเศษ

 

เป้าหมายของไทยคือ 1 เหรียญทองจากประเภทต่อสู้และถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะได้อีก 1 เหรียญรางวัลจากพุมเซ่

 

ตัวเลขอาจดูน้อยกว่าอดีต แต่หากมองบริบททั้งหมด ทั้งการไม่มีเทนนิส การเปลี่ยนรุ่นน้ำหนัก กติกาใหม่ และนักกีฬาหน้าใหม่จำนวนมาก เหรียญทองหนึ่งเหรียญในครั้งนี้อาจมีความหมายมากกว่าที่ตัวเลขบอก

 

เพราะมันจะเป็นหลักฐานว่า เทควันโดไทยสามารถเดินต่อได้ แม้ยุคของนักกีฬาที่ดีที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์จะจบลงแล้ว

 

และนั่นอาจเป็นโจทย์สำคัญที่สุดของเอเชียนเกมส์ 2026

 

ไม่ใช่ว่า ‘ใครจะเป็นเทนนิสคนใหม่’ แต่คือ ‘เมื่อไม่มีเทนนิสแล้ว เทควันโดไทยยังเป็นทีมระดับแถวหน้าของเอเชียได้หรือไม่’

 

ภาพ: สมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย Taekwondo Association of Thailand / FACEBOOK

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising