ก่อนเดินทางมาเอเชียนเกมส์ 2026 “หยู” บัลลังก์ ทับทิมแดง ถูกวางให้เป็นหนึ่งในความหวังสูงสุดของทีมเทควันโดไทย
ไม่ใช่แค่เพราะเขาคือแชมป์โลกในรุ่น 68 กิโลกรัมชาย แต่เพราะผลงานในปี 2025 ของเขาเคยร้อนแรงถึงขั้นกวาดแชมป์รายการแล้วรายการเล่า จนชื่อของบัลลังก์กลายเป็นเสาหลักของทีมคนใหม่
แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2026 เรื่องราวกลับไม่ได้เป็นอย่างที่วางไว้ บัลลังก์ยังคงเป็นคนเดิม แต่ฟอร์มการแข่งขันกลับไม่เหมือนเดิม
เขายังไม่สามารถคว้าแชมป์ได้เลย ก่อนจะต้องเดินทางมาญี่ปุ่นในฐานะนักกีฬาที่ไม่ได้มีเพียงความคาดหวังจากตัวเอง แต่ยังต้องแบกความหวังของทีมเทควันโดไทยเอาไว้บนบ่า
และนี่คือเอเชียนเกมส์ครั้งแรกของเขาในฐานะเสาหลักของทีม
แตกต่างจากครั้งก่อนๆ ที่ยังมี “เทนนิส” พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ เป็นคนที่ช่วยแบกรับความหวังของทีมเอาไว้
ครั้งนี้ไม่มีใครให้หลบหลัง มีเพียงตัวเขาเองที่ต้องเดินลงสนามและรับมือกับทุกอย่าง แรงกดดันจึงมากกว่าครั้งไหนๆ
แต่ก่อนออกเดินทาง บัลลังก์ไม่ได้พูดถึงการต้องเอาชนะคู่แข่ง ไม่ได้พูดถึงการต้องพิสูจน์ตัวเอง หรือการต้องคว้าเหรียญทองให้ได้
เขาพูดถึง “ตัวเอง”
“พอปรับความคิด กลับมารู้จักตัวเองมากขึ้น เพิ่มศักยภาพ พัฒนาด้านร่างกายและจิตใจ เตรียมตัวให้ดี คิดว่าทำให้ดีที่สุดไว้ก่อน ในสนามผลงานมันจะออกมาดีเอง”
นั่นคือวิธีคิดที่บัลลังก์เลือกใช้รับมือกับช่วงเวลาที่ฟอร์มไม่ได้เป็นอย่างใจ
เขาไม่ได้พยายามหนีจากความกดดัน แต่เลือกกลับมาโฟกัสกับสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้ กลับไปแก้ไขข้อผิดพลาด พัฒนาตัวเอง เตรียมร่างกาย เตรียมจิตใจ และทำงานให้หนักขึ้น เพราะสำหรับเขา การกลับไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดไม่ได้เกิดขึ้นจากการหวังให้ฟอร์มกลับมาเอง
แต่มันเกิดจากการลงมือทำในทุกวัน และสุดท้าย เมื่อการแข่งขันมาถึง สิ่งที่เขาเตรียมตัวมาตลอดทั้งปีก็ถูกเรียกออกมาใช้บนสนาม
ในรอบรองชนะเลิศ บัลลังก์ต้องเจอกับ มุน จินโฮ แชมป์เอเชียคนล่าสุดจากเกาหลีใต้ ชาติต้นกำเนิดกีฬาเทควันโด และเขาเป็นฝ่ายที่แพ้ไปก่อนในยกแรกชนิดที่ทำแต้มไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
ส่วนในรอบชิงชนะเลิศกับ มาห์ดี้ คู่แข่งจากอิหร่าน บัลลังก์ก็ตกเป็นฝ่ายไล่ตามคะแนนตลอดทั้งสองยก
สองสถานการณ์ที่ไม่ได้เปิดโอกาสให้เขาเล่นอย่างสบายใจ แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นเหมือนกันคือ ทุกครั้งที่เกมไม่เป็นใจ บัลลังก์สามารถดึงตัวเองกลับมาได้
“เกาหลีเป็นคนเก่งมากๆ ยอมรับเลย”
“เพราะเขาได้แชมป์ก่อนหน้านี้มาทุกแชมป์ในปีนี้ คล้ายกับผมที่ปีที่แล้วได้ทุกแชมป์ แต่ปีนี้พลาดทุกแชมป์ ก็เป็นเขาที่ได้”
บัลลังก์รู้จักคู่แข่งคนนี้เป็นอย่างดี เขาเคยมีโอกาสไปเก็บตัวฝึกซ้อมร่วมกัน ได้เห็นสไตล์การเล่น และกลับมาทำการบ้านอย่างหนักเพื่อเตรียมรับมือกับเขา
แต่เมื่ออยู่บนสนาม การเตรียมตัวทั้งหมดไม่ได้หมายความว่าเกมจะเป็นไปตามแผน
“ช่วงแรกก็โดนเยอะมาก แต่ก็คิดว่าอดีตมันผ่านมาแล้ว มาสู้กันใหม่ ยก 2 ก็ตั้งสติให้ดีขึ้น พอทำได้ก็มาวัดกันยกสุดท้าย”
สุดท้ายบัลลังก์เป็นฝ่ายพลิกสถานการณ์กลับมาเอาชนะได้
จากนั้นในรอบชิงชนะเลิศ เขายังต้องเจอกับสถานการณ์ที่ตัวเองเป็นฝ่ายตามหลังอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ ดึงเกมกลับมาและคว้าเหรียญทองเอเชียนเกมส์มาครองได้สำเร็จ
“ดีใจแล้วก็เต็มที่จนวินาทีสุดท้ายจริงๆ” คำพูดนั้นอาจฟังดูเรียบง่าย
แต่กว่าจะมาถึงวินาทีที่เขาสามารถพูดประโยคนี้ได้ เขาต้องผ่านทั้งปีที่เต็มไปด้วยคำถาม ผ่านช่วงเวลาที่ฟอร์มไม่เป็นใจ และผ่านความกดดันจากการถูกคาดหวังให้เป็นหนึ่งในความหวังสูงสุดของทีม
สิ่งสำคัญคือเขาไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นสิ่งที่กำหนดตัวเขา เพราะตลอดการแข่งขัน บัลลังก์พยายามกลับมาที่คำถามเดิมอยู่เสมอ
“ผมรู้สึกว่าคนที่ทำได้ดีที่สุดก็คือตัวหยูเอง คนอื่นเขาให้กำลังใจ คอยซัปพอร์ต แต่สุดท้ายคนที่ทำก็คือตัวหยูเอง”
“คิดว่า To be my best ไว้ก่อน คิดว่าถ้าทำดีแล้วมันจะออกมาดีเอง”
To be my best อาจเป็นเพียงประโยคสั้นๆ แต่สำหรับบัลลังก์ มันคือวิธีพาตัวเองผ่านช่วงเวลาที่หนักที่สุด
เมื่อไม่สามารถควบคุมได้ว่าคู่แข่งจะเล่นอย่างไร หรือเกมจะพลิกไปทางไหน สิ่งที่เขาควบคุมได้มีเพียงตัวเอง และนั่นทำให้เรื่องราวของเหรียญทองเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ ไม่ได้อยู่แค่ที่ผลการแข่งขัน
แต่อยู่ที่กระบวนการทั้งหมด และสิ่งที่หนักที่สุดก็คือการเตรียมตัวให้พร้อม
“การเตรียมตัวเป็นอะไรที่สำคัญมากๆ แล้วก็หนักมากๆ เพราะว่าการแข่งขันแข่งวันเดียวก็จบ แต่การเตรียมตัวเนี่ยมันคือ 99 แต่เราใช้แค่แข่งแค่เปอร์เซ็นต์เดียว”
คนดูเห็นเพียงวันแข่งขัน เห็นเพียงไม่กี่นาทีบนสนาม เห็นการพลิกกลับมาเอาชนะ และเห็นเหรียญทองที่คล้องอยู่บนคอ
แต่เบื้องหลังนั้นคืออีกหลายเดือนของการฝึกซ้อม การแก้ไขข้อผิดพลาด การพัฒนาร่างกาย การดูแลสภาพจิตใจ และการพยายามกลับมาเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด
“หยู” บัลลังก์ ทับทิมแดง จึงไม่ได้เอาชนะเพียงคู่แข่งตรงหน้า แต่เอาชนะช่วงเวลาที่ตัวเองเคยถูกตั้งคำถามว่า ยังดีพอสำหรับเหรียญทองหรือไม่
วันนี้เขามีคำตอบแล้ว
“เป็นวันที่ยาวนานมาก รู้สึกดีใจ อย่างที่บอกเทควันโดแข่งกีฬาท้ายๆ ของทัวร์นาเมนต์ ก็อยากจะคว้าเหรียญทองให้ได้ ถึงมาช้า แต่มาชัวร์”
เอเชียนเกมส์อาจเป็นอีกหนึ่งสถานีที่สำคัญในเส้นทางของบัลลังก์ แต่ไม่ใช่ปลายทาง
เพราะอีกสองปีข้างหน้า เขาจะเดินทางต่อไปยังลอสแอนเจลิส กับความฝันที่ใหญ่กว่านี้ นั่นคือเหรียญทองโอลิมปิก
ครั้งนี้เขาจะไม่ได้ไปในฐานะนักกีฬาหน้าใหม่ของรุ่น 68 กิโลกรัมอีกต่อไป
เขาจะไปในฐานะแชมป์โลก และแชมป์เอเชียนเกมส์ พร้อมกับเวลาอีกสองปีสำหรับการเรียนรู้ พัฒนา และทำความเข้าใจตัวเองให้มากขึ้น


