×

คนไทยอยู่คนเดียวพุ่ง 5.5 ล้านคน ดันตลาด 1.3 ล้านล้าน ชี้แบรนด์ต้องเลิกทำการตลาดแบบเหมารวมคนโสด

29.03.2026
  • LOADING...
ภาพแสดงจำนวนคนไทยอยู่คนเดียว 5.5 ล้านคน และตลาดมูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท พร้อมการปรับกลยุทธ์การตลาดสำหรับคนโสด

โครงสร้างทางสังคมไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อจำนวนครัวเรือนที่พักอาศัยคนเดียวพุ่งทะยานขึ้นถึง 240% ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

 

ข้อมูลล่าสุดจากงานประชุม IIEX Asia Pacific ประจำปี 2026 เผยให้เห็นว่าปัจจุบันสัดส่วนของคนกลุ่มนี้ขยายตัวจนมีสัดส่วนสูงถึง 26% ของครัวเรือนทั้งหมดในประเทศ

 

อัตราการเติบโตที่รวดเร็วกว่าการขยายตัวของความเป็นเมืองถึง 3.5 เท่า ทำให้ประชากรที่ใช้ชีวิตคนเดียวมีจำนวนราว 5.5 ล้านคน ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ

 

ตัวเลขการใช้จ่ายเฉลี่ยของคนกลุ่มนี้อยู่ที่ประมาณ 20,200 บาทต่อเดือน ทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนและสร้างมูลค่าการใช้จ่ายในตลาดรวมได้สูงถึง 1.3 ล้านล้านบาทต่อปี

 

หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน สัดส่วน 26% ของไทยถือว่านำหน้าอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ไปมาก และกำลังไล่ตามประเทศพัฒนาแล้วอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ซึ่งชี้ชัดว่าเทรนด์นี้จะยังคงเติบโตต่อไป

 

ปรากฏการณ์คนอยู่คนเดียวขยายตัว

 

งานวิจัยเชิงลึกที่จัดทำโดย Stamina Asia ร่วมกับ Marketbuzzz ได้ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างคนไทยอายุ 25 ถึง 55 ปี ที่ใช้ชีวิตตัวคนเดียวครอบคลุมทุกภูมิภาคและระดับฐานะ

 

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นพฤติกรรมที่น่าสนใจว่า กลุ่มคนที่อาศัยอยู่คนเดียวไม่ได้มีความคิดหรือไลฟ์สไตล์ที่เหมือนกันทั้งหมด แต่สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มหลักตามทัศนคติ

 

กลุ่มแรกคือผู้ที่ยังมีความหวังในความรักซึ่งมีสัดส่วนมากที่สุดถึง 32% ตามมาด้วยกลุ่มที่กึ่งรับกึ่งสู้กับการอยู่คนเดียวในสัดส่วน 25%

 

ขณะที่กลุ่มผู้ที่ต้องอยู่คนเดียวอย่างจำยอมมีอยู่ประมาณ 22% และกลุ่มสุดท้ายที่รู้สึกเติมเต็มและภูมิใจกับความเป็นอิสระอย่างแท้จริงมีเพียง 21% เท่านั้น

 

แกรนท์ บาร์โทลี่ ผู้บริหารจาก Marketbuzzz ให้ความเห็นว่า “นี่ไม่ใช่กลุ่มตลาดเฉพาะอีกต่อไป แต่มันคือความเป็นจริงของประชากรไทยในปัจจุบัน”

 

เขายังระบุเพิ่มเติมด้วยว่า “เรากำลังพูดถึงประชากรกว่า 1 ใน 4 ของครัวเรือนไทยที่มีกำลังซื้อสูงและมีความต้องการเฉพาะทางที่หลายแบรนด์มองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย”

 

พฤติกรรมและความต้องการที่เปลี่ยนไป

 

ความแตกต่างทางอารมณ์และทัศนคติของทั้ง 4 กลุ่ม นำไปสู่พฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมือนกัน แบรนด์จึงไม่สามารถใช้วิธีการทำตลาดแบบเหมารวมกับคนกลุ่มนี้ได้อีกต่อไป

 

เจอโรม เฮอร์วิโอ ผู้ร่วมก่อตั้ง Stamina Asia กล่าวว่า “ความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดของแบรนด์คือการปฏิบัติกับกลุ่ม Solo เหมือนกันหมด”

 

เขายกตัวอย่างว่า คนโสดวัยเริ่มทำงานที่ยอมจ่ายหนักเพื่อดูแลตัวเอง ย่อมมีความต้องการที่แตกต่างจากคนโสดวัยผู้ใหญ่ที่มองหาเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับพรีเมียม

 

สิ่งที่ผู้บริโภคกลุ่มนี้โหยหาคือสินค้าที่ออกแบบมาเพื่อรองรับวิถีชีวิตแบบ ‘คนอยู่คนเดียว’ อย่างแท้จริง เช่น อาหารจานเดี่ยวที่มีปริมาณพอเหมาะสำหรับรับประทานหมดใน 1 มื้อ

 

รวมถึงบริการแบบเรียกใช้ตามต้องการอย่างการทำความสะอาดบ้าน การซักรีดแบบรับส่งถึงที่ หรือแม้แต่สถานที่ออกกำลังกายที่เน้นความเป็นส่วนตัวสูง

 

พฤติกรรมการเลี้ยงสัตว์ยังเป็นอีก 1 จุดเด่นที่สำคัญ โดยพบว่า 67% ของคนกลุ่มนี้มีสัตว์เลี้ยง และพร้อมแบ่งรายได้ 5% เพื่อดูแลเพื่อนคลายเหงาของพวกเขา

 

แนวโน้มนี้จึงถือเป็นโอกาสมหาศาลสำหรับตลาดสินค้าสัตว์เลี้ยง เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดกะทัดรัด เฟอร์นิเจอร์ประหยัดพื้นที่ ไปจนถึงประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อคนเดินทางลำพัง

 

การสื่อสารที่โดนใจผู้บริโภคกลุ่มนี้

 

นอกจากการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์แล้ว กลยุทธ์การสื่อสารก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยมัดใจผู้บริโภคกลุ่มนี้ โดยข้อความที่พวกเขาต้องการได้ยินคือความเข้าใจในวิถีชีวิต

 

งานวิจัยพบว่า 34% ของผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ ‘ความเท่าเทียม’ โดยมองว่าการอยู่คนเดียวเป็นเพียง 1 ทางเลือกในการใช้ชีวิตที่ไม่ได้แปลกแยกไปจากคนมีครอบครัว

 

รองลงมาคือความต้องการให้แบรนด์แสดง ‘ความใส่ใจ’ ต่อปัญหาที่พวกเขาต้องเผชิญในสัดส่วน 32% และอีก 29% ต้องการการเสริมพลังบวกและฉลองความเป็นอิสระ

 

2 ผู้บริหารจากงานวิจัยได้สรุปทิ้งท้ายว่า “66% ของกลุ่มเป้าหมายต้องการความใส่ใจและความเท่าเทียม มากกว่าแคมเปญที่เน้นความภูมิใจในความโสดแบบสุดโต่ง”

 

นั่นหมายความว่าแบรนด์ที่จะประสบความสำเร็จ คือแบรนด์ที่สามารถสื่อสารให้การอยู่คนเดียวกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา โดยไม่ต้องพยายามสร้างจุดยืนที่รุนแรงจนเกินความพอดี

 

ภาพ : ศวิตา พูลเสถียร / THE STANDARD

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories