ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เสร็จสิ้นไป และบรรดา สส. ทยอยเข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจนครบ 95% ของจำนวน สส. ทั้งหมด หรือ 475 คน ซึ่งปัจจุบันมีสส.รายงานตัวแล้ว 498 คน
หมุดหมายต่อไปคือ ‘รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา’ ก่อนการนัดประชุมสภาฯ ครั้งแรก เพื่อเลือกประธานสภาฯ ต่อไป
รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 ใจความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป
ดังนั้น รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาจะมีขึ้นในวันที่ 14 มีนาคม ณ ห้องโถงพิธี สัปปายะสภาสถาน อาคารรัฐสภา โดยมีบุคคลสำคัญทางการเมือง ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี ประธานวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครอง คณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภาจากแต่ละพรรคการเมือง ตลอดจนคณะทูตานุทูต และบุคคลที่เกี่ยวข้อง เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ
‘พระราชดำรัส’ เข็มมุ่งทางจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภา
หัวใจสำคัญของรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาคือ พระราชดำรัสที่พระราชทานแก่สมาชิกรัฐสภา ซึ่งเปรียบเสมือนเข็มมุ่งทางจริยธรรมให้บรรดาผู้แทนราษฎรน้อมนำไปยึดถือในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาตินับจากนี้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสในรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาครั้งที่ผ่านมา เมื่อปี 2566 ส่วนหนึ่งใจความว่า
“ประเทศชาติจะมีความเจริญเพียงไร ย่อมขึ้นอยู่กับสติปัญญา ความสามารถ และความสุจริต บริสุทธิ์ ของท่านที่จะปฏิบัติหน้าที่ทั้งปวง โดยยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน เป็นสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด”
จุดเริ่มต้นธรรมเนียม ‘รัฐพิธี’ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ที่มาของรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภามักถือกันว่า เริ่มต้นขึ้นอย่างไม่เป็นทางการในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) เมื่อปี 2470 ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิดประชุม ‘สภากรรมการองคมนตรี’ เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน โดยใช้คำว่า ‘พิธีเปิดประชุมสภาฯ’
ในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้เสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงประกอบพิธีเปิดประชุมด้วยพระองค์เอง แต่ได้พระราชทานพระราชกระแสรับสั่งให้เจ้าพระยามหิธรเสนาบดี ราชเลขาธิการ อัญเชิญไปอ่านเปิดประชุม
พระราชดำรัสตอนหนึ่งความว่า “ท่านย่อมทราบแล้วว่า ตำนานของกรุงสยามตั้งแต่โบราณกาลมา การปกครองประเทศย่อมอยู่ใน พระราชอำนาจอันสิทธิ์ขาดของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินพระองค์เดียว แต่เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินก็ได้ทรงตั้งแต่งผู้ที่ทรงวางพระราชหฤทัยเป็นเสนาบดีให้บังคับบัญชากระทรวงทบวงการต่างๆ เพื่อปลดเปลื้องพระราชภาระ”
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พ.ศ. 2475 ประเพณีดังกล่าวได้นำมาปรับใช้กับการประชุมรัฐสภา โดยครั้งแรกในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ท้องพระโรงพระที่นั่งอนันตสมาคม และกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สำคัญซึ่งถูกบัญญัติในรัฐธรรมนูญทุกฉบับนับแต่นั้นมา
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ฉบับปี 2560 ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 122 ความว่า พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมรัฐสภา ทรงเปิดและทรงปิดประชุม โดยจะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงทำรัฐพิธีด้วยพระองค์เอง หรือจะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระรัชทายาทซึ่งทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว หรือผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้แทนพระองค์มาทำรัฐพิธีก็ได้
ย้อนประวัติศาสตร์ผ่านสถานที่ประกอบรัฐพิธี
สำหรับรัฐพิธีเปิดการประชุมรัฐสภาในวันที่ 14 มีนาคมที่จะถึงนี้ ถือเป็นครั้งที่ 3 ในรัชกาลปัจจุบัน นับแต่รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาเมื่อปี 2562 ซึ่งจัดขึ้นที่อาคารวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ
โอกาสดังกล่าวนั้น ยังถือเป็นครั้งแรกในรอบ 87 ปี ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ไม่ได้จัดขึ้นที่พระที่นั่งอนันตสมาคม
ส่วนรัฐพิธีครั้งต่อมาเมื่อปี 2566 จัดขึ้นที่โถงพิธี ชั้น 11 ของสัปปายะสภาสถาน อาคารรัฐสภาแห่งที่ 3 ของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นสถานที่จัดรัฐพิธีในครั้งที่จะถึงนี้ด้วย
เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/


