ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่กำลังยืนอยู่บนทางแพร่ง ระหว่างการ ‘ติดกับดัก’ เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ หรือการ ‘ผ่าตัดโครงสร้าง’ เพื่อสร้างเครื่องยนต์ใหม่
ก่อนจะไปถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ที่จะมีการเลือกตั้ง และได้รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ มีปัญหาอะไรที่รอรัฐบาลมาแก้
ธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งออกทางเรือแห่งประเทศไทย ภาคการส่งออก กล่าวในบางช่วงกับ THE STANDARD WEALTH ในรายการพิเศษ #WEALTHRoundtableSpecial อย่างน่าสนใจว่า ภาคการส่งออกถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยมีสัดส่วนราว 60% ของ GDP ซึ่งนับว่าสูงมาก
อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักที่ภาคการส่งออกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน คือความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical ) ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันทั่วโลกมีจุดความขัดแย้งสำคัญราว 12 จุด ส่งผลให้ประเทศมหาอำนาจต้องขยับตัวและปรับท่าทีทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างจริงจัง ตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ไปจนถึงการที่สหรัฐอเมริกาพยายามทวงคืนบทบาทผู้นำทางเศรษฐกิจโลก
สหรัฐฯ มองว่าตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐฯเปิดตลาดให้ประเทศต่าง ๆ เข้ามาค้าขายจำนวนมาก ขณะที่สินค้าสหรัฐกลับถูกเก็บภาษีในหลายประเทศ จึงเริ่มจุดชนวนมาตรการตอบโต้ด้านการค้าอย่างชัดเจนตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2025
การกำหนดอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐ ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดของโลก แม้ในทางกฎหมาย ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะเห็นว่ามาตรการดังกล่าวไม่เหมาะสม แต่ศาลสูงสุดเลือกที่จะยังไม่ให้ความเห็น และเลื่อนการตัดสินออกไป ซึ่งสะท้อนว่ามาตรการเหล่านี้ เมื่อดำเนินการไปแล้ว ยากที่จะย้อนกลับได้ง่าย
ผู้ส่งออกจึงประเมินว่าสถานการณ์นี้จะไม่จบลงในระยะสั้น และมีแนวโน้มยืดเยื้ออีกอย่างน้อย 2-3 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสหรัฐฯ เป็นตลาดหลักของไทย
ปมใหญ่ค่าเงินบาทแข็ง-เงินไม่รู้ที่มาไหลเข้าไทย
ประเด็นที่สองคือ ‘อัตราแลกเปลี่ยน’ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ค่าเงินบาทอยู่ที่ประมาณ 34 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเอื้อต่อการส่งออกอย่างมาก แต่จากการที่สหรัฐฯ ใช้นโยบายลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ทำให้เงินทุนไหลเข้าสู่เอเชียจำนวนมาก
“ประเทศไทยกลับได้รับผลกระทบหนักเป็นลำดับต้น ๆ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงจากเงินลงทุนปกติ แต่รวมถึงเงินทุนที่ขาดความโปร่งใสและเงินที่ไม่รู้ที่มาต่าง ๆ เช่น ทองคำและการลงทุนในตลาดการเงิน”
ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าโดยไม่จำเป็น ซึ่งเป็นปัญหารุนแรงที่ภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งแก้ไข
ประเด็นสุดท้ายคือ ESG และคาร์บอนเครดิต โดยเฉพาะข้อกำหนดจากสหภาพยุโรป (EU) ที่กำหนดให้ประเทศคู่ค้าต้องปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ธุรกิจที่ต้องการส่งออกไปยุโรปจำเป็นต้องพิสูจน์ว่ามีการลดหรือชดเชยการปล่อยคาร์บอน ซึ่งกลายเป็นต้นทุนใหม่ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง และเป็นภาระเพิ่มเติมต่อภาคการส่งออกในระยะยาว
แนะนโยบายพรรค ชูแก้โครงสร้างประเทศก่อนสาย
ดังนั้น สิ่งที่คาดหวังจากนโยบายการเมืองวันนี้ คือ การกำหนดแนวทางและทิศทางบริหาร “โครงสร้างประเทศ” อย่างรอบคอบและจริงจัง หากไม่เร่งแก้ไข ปัญหานี้จะส่งผลกระทบเศรษฐกิจถดถอยลงไปอีก
จากอุตสาหกรรมประเทศซึ่งเคยเป็นฐานการผลิตและผู้ส่งออกที่มีศักยภาพ จะค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการผลิตเอง ท้ายที่สุดคือการ พึ่งพาการนำเข้าสินค้าเพื่อการบริโภคเป็นหลัก
“ประเทศไทยจะเป็นเพียง Consumer market คือเป็นประเทศที่ไม่มีอุตสาหกรรมของตัวเอง ต้องนำเข้าสินค้ามาใช้และมาบริโภคทั้งหมด ซึ่งเป็นภาพที่น่าเศร้าและน่ากังวลอย่างยิ่ง”
ธนากร เน้นย้ำอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่ฉุดรั้งการผลิตและส่งออกของไทย ซึ่งเศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกมากถึง 60% ว่า “แม้ตัวเลขการส่งออกของไทยในช่วงที่ผ่านมาจะขยายตัวในระดับสูง แต่ข้อเท็จจริงกลับพบว่า การเติบโตดังกล่าวไม่ได้มาจากผู้ประกอบการไทยเป็นหลัก หากเกิดจากการทำ transhipment และการลงทุนของบริษัทต่างชาติที่เข้ามาผลิตแล้วส่งออกจากประเทศไทย”
ส่งผลให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจดูดี แต่คนไทยและผู้ประกอบการในประเทศกลับไม่ได้รับอานิสงส์อย่างแท้จริง
ปัญหาดังกล่าว ล้วนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องได้รับการแก้ไขตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่นโยบายการให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน การค้า ไปจนถึงการพิจารณาว่าประเทศไทยควรยืนอยู่ตรงจุดใดในห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain)
“หากรัฐสามารถวางโครงสร้างประเทศให้ชัดเจน รู้ว่าซัพพลายเชนในประเทศมีจุดแข็งตรงไหน และควรผลักดันสินค้าไทยไปอยู่ในตำแหน่งใดของตลาดโลก ปัญหาเหล่านี้จะคลี่คลายได้ แต่หากไม่ทำอย่างจริงจัง ปัญหาจะไม่จบ และจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต” ธนากร กล่าว



เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/


