×

ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติส่งสัญญาณชัด นโยบายดอกเบี้ยไทยถึงจุดเปลี่ยน มองรอบหน้าไม่ ‘คง’ ก็ ‘ขึ้น’ แต่ยังไม่ถึงเวลา ‘ลง’

09.08.2023
เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ

ผู้ว่าฯ ธปท. ชี้นโยบายการเงินไทยถึงจุดเปลี่ยนจาก Smooth Takeoff เป็น Landing แล้ว มองดอกเบี้ยรอบหน้าไม่ ‘คง’ ก็ ‘ขึ้น’ แต่ไม่ ‘ลง’ แน่นอน เตรียมหั่นประมาณการณ์ GDP ไทยปีนี้ลงต่ำกว่า 3.6%

 

เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2566 ธนาคารแห่งประเทศไทย ภายใต้หัวข้อ ‘ก้าวต่อไปของเศรษฐกิจการเงินไทย’ ว่าเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ที่สามารถกลับมาฟื้นตัวได้ตามศักยภาพการเติบโตที่ระดับ 3-4% แล้ว ขณะที่เงินเฟ้อก็อยู่ในระดับต่ำและในระยะยาวมีแนวโน้มจะเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ 1-3% ซึ่งเป็นบริบทที่แตกต่างจากในปีที่ผ่านมาที่เศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงเริ่มฟื้นตัวและมีบางช่วงที่เงินเฟ้อเร่งตัวแรงขึ้นไปเกือบ 8% ทำให้โจทย์การดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. แตกต่างไปจากเดิม และจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับบริบทใหม่

 

“ในแถลงการณ์ล่าสุดของ กนง. มีการปรับภาษา ถอดคำพูดเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไปออกไป ซึ่งสะท้อนว่าเรามาถึงจุดเปลี่ยนทางนโยบายจาก Smooth Takeoff มาเป็น Landing แล้ว ไม่จำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเหมือนในช่วงที่ผ่านมา แต่เปิดให้มี Optionality หรือทางเลือกว่าจะขึ้นต่อหรือคงไว้ที่เดิมได้ในรอบหน้า ขึ้นอยู่กับข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ออกมาเป็น Outlook Dependent แต่ที่แน่ๆ คือดอกเบี้ยจะยังไม่ลงเพราะภาวะเศรษฐกิจยังไม่เอื้อ” ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าว

 

เศรษฐพุฒิกล่าวว่า การดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. จะไม่โอนเอนไปตามข้อมูลในระยะสั้นหรือ Noises แต่ข้อมูลต่างๆ จะถูกนำมาวิเคราะห์ว่าจะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่ได้คาดการณ์เอาไว้หรือไม่ โดย 3 เรื่องสำคัญที่จะมีน้ำหนักต่อการตัดสินใจกำหนดอัตราดอกเบี้ยของ ธปท. คือ

 

  1. ต้องเอื้อให้เศรษฐกิจเติบโตได้ในระดับศักยภาพในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันการเติบโตที่ระดับ 3-4% ถือว่าเหมาะสมและเป็นไปตามศักยภาพแล้ว หากโตเร็วกว่านี้อาจเกิดปัญหาเนื่องจากไทยมีโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย

 

  1. ต้องดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-3% ได้อย่างยั่งยืน

 

  1. ดอกเบี้ยจะต้องไม่ไปสร้างปัญหาเชิงโครงสร้างหรือก่อให้เกิดความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยในปัจจุบันที่ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการคงดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำมาเป็นเวลานาน โดยวิธีทำให้สมดุลคือการปรับดอกเบี้ยแท้จริงให้กลับมาเป็นบวก

 

อย่างไรก็ดี ผู้ว่าฯ ธปท. เน้นย้ำว่า Terminal Rate หรือระดับดอกเบี้ยสูงสุดของรอบของไทยไม่จำเป็นต้องอยู่ในระดับสูงกว่า Neutral Rate หรืออัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลางต่อระบบเศรษฐกิจ เหมือนกับในต่างประเทศ เพราะบริบทเศรษฐกิจมีความต่างกัน เศรษฐกิจไทยไม่ได้ขยายตัวร้อนแรงจนเกินศักยภาพ และเงินเฟ้อไม่ได้อยู่ในระดับสูงและไม่ได้มีแรงขับเคลื่อนจากฝั่งอุปสงค์ 

 

เศรษฐพุฒิกล่าวอีกว่า การพิจารณาดอกเบี้ยนโยบายทุกครั้งจะมีการคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับลูกหนี้ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางด้วย แต่การขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมาถือว่ามีความจำเป็น เพราะหากปล่อยให้เงินเฟ้อติดเครื่องความเสียหายกับลูกหนี้จะรุนแรงมากกว่า

 

เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยในปัจจุบันที่มียอดคงค้างอยู่ราว 16 ล้านล้านบาท คิดเป็น 90.6% ต่อ GDP ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงเกินกว่าระดับเฝ้าระวังที่ 80% ต่อ GDP ตามที่ Bank for International Settlements (BIS) กำหนดไว้ในปี 2567 ธปท. จะเริ่มบังคับใช้มาตรการการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ที่รวมถึงการดูแลปัญหาหนี้เรื้อรัง (Persistent Debt) ไม่สามารถปิดจบได้

 

โดยนอกจาก 2 มาตรการข้างต้นแล้ว ธปท. ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางอื่นๆ เพื่อดูแลหนี้ครัวเรือนเพิ่มเติมควบคู่ไปด้วย เช่น การทดสอบโครงการ Sandbox ในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงของลูกหนี้ (Risk-Based Pricing: RBP) และการกำหนดภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio: DSR) ซึ่งมาตรการ RBP จะเป็นกลไกช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้กู้ที่มีความเสี่ยงสูงเกินกว่าเพดานดอกเบี้ยปัจจุบันสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น ขณะที่กลุ่มลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำหรือมีประวัติการชำระหนี้ดีจะมีโอกาสได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงกว่าเพดานดอกเบี้ยปัจจุบัน 

 

“มาตรการ DSR อาจมีนัยต่อการเติบโตและการเข้าถึงสินเชื่อบ้าง แต่เราจะดูบริบททางเศรษฐกิจก่อนบังคับใช้ด้วย การจะแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ไม่อยากให้หนี้โตคงไม่สามารถจะเลี่ยงผลกระทบต่อ Growth ของสินเชื่อได้ทั้งหมด แต่เราจะดูเงื่อนไขและความยืดหยุ่นต่างๆ ให้มีความเหมาะสมและค่อยเป็นค่อยไป” เศรษฐพุฒิกล่าว 

 

นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ ธปท. ยังให้ความเห็นถึงแนวโน้มหนี้เสียหรือ NPL ในระบบว่าในระยะข้างหน้าหนี้เสียมีโอกาสที่จะปรับเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน เนื่องจากมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ที่ออกมาก่อนหน้านี้จะหมดไป ทำให้กลุ่มหนี้ที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ (Special​ Mention Loan) หรือหนี้ที่มีการค้างชำระ​ 31-90 วันบางส่วนอาจไหลมาเป็นหนี้เสีย แต่เชื่อว่าจะไม่รุนแรงถึงขั้นกลายเป็นหน้าผาจนกระทบเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ 

 

“ไม่ใช่ทั้งหมดของหนี้กลุ่ม SM ที่จะไหลไปเป็น NPL เช่น กรณีสินเชื่อบ้าน เราพบว่า Migration Rate ที่ไหลไปเป็น NPL ปัจจุบันอยู่ที่ 22% ลดลงจากในช่วงก่อนหน้าที่สูงถึง 32% ขณะที่การไหลกลับไปเป็นหนี้ปกติกลับมีสูงถึง 30% ในภาพรวมเราคงเห็น NPL เพิ่มขึ้น แต่จะไม่ได้สูงจนน่ากังวล เพราะกลุ่มลูกหนี้ที่เข้าโครงการช่วยเหลือแล้วจะได้รับความช่วยเหลือตามเงื่อนไขต่อไป แม้ว่ามาตรการจะหมดอายุแล้วก็ตาม” เศรษฐพุฒิระบุ

 

ท้ายสุด ผู้ว่าฯ ธปท. ยังให้ความเห็นถึงสถานการณ์ทางการเมืองไทยว่า ขณะนี้มีหลายคนที่กังวลว่าการตั้งรัฐบาลล่าช้าจะมีผลกับการจัดทำงบประมาณจนกระทบต่อเศรษฐกิจ แต่ในส่วนของ ธปท. ไม่ได้เป็นห่วงประเด็นดังกล่าวมากนัก เพราะในสมมติฐานทางเศรษฐกิจของ ธปท. ได้ใส่เรื่องนี้เข้าไปในประมาณการแล้ว โดยมองว่าส่วนที่จะกระทบไม่ใช่งบประจำแต่เป็นงบลงทุนใหม่ ซึ่งตัวเลขไม่ได้สูงจนทำให้ภาพเศรษฐกิจในปีนี้เปลี่ยน

 

“ปัจจุบันเรายังเห็นการฟื้นตัวที่ต่อเนื่อง แต่บางช่วงตัวเลขที่ออกมาอาจต่ำกว่าที่คาด โดยเฉพาะตัวเลขการส่งออกที่ชะลอลง ดังนั้น อาจเห็นการปรับตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงจากประมาณการเดิมที่ 3.6% แต่จะอยู่ในระดับ 3% กลางๆ บวกลบ” เศรษฐพุฒิกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่คิดว่าน่ากังวลมากกว่าไม่ใช่ความล่าช้าในการตั้งรัฐบาล แต่เป็นทิศทางการกำหนดนโยบายของรัฐบาลใหม่ เพราะทั่วโลกตอนนี้ให้ความสำคัญกับการทำนโยบายไม่บั่นทอนเสถียรภาพหรือสร้างความผิดเพี้ยนให้กับตลาด ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กรณีที่รัฐบาลอังกฤษประกาศจะทำนโยบายต่างๆ แต่ไม่สามารถตอบได้ว่าเอาเงินมาจากไหนจนส่งผลต่อความเชื่อมั่น และล่าสุดสหรัฐฯ ก็ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือจากปัญหาด้านเสถียรภาพทางการคลัง 

 

“สิ่งที่อยากฝากไปถึงรัฐบาลใหม่ คือไม่อยากเห็นการทำนโยบายที่ไปบั่นทอนเสถียรภาพ เข้าใจว่ารัฐบาลใหม่คงต้องมีนโยบายแนวประชานิยมบ้าง ถ้ายังอยู่ในกรอบ ไม่มากเกินไป มีวิธีหาเงินมารองรับที่ชัดเจนก็โอเค แต่ถ้ามากไปก็น่าห่วง” ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวทิ้งท้าย


READ MORE





Latest Stories