ความมั่งคั่งไม่เคยยืนอยู่ตามลำพัง มันต้องการโครงสร้างที่รองรับ ต้องการบริบทที่ทำให้เกิดความหมาย และต้องการเรื่องเล่าที่ช่วยให้คนรุ่นถัดไปเข้าใจว่ามันเกิดขึ้นมาอย่างไร นี่คือความจริงที่ครอบครัวผู้มั่งคั่งทั่วโลกเริ่มตระหนัก และกำลังปรากฏชัดในประเทศไทย ประเทศที่ธุรกิจครอบครัวจำนวนมากกำลังก้าวผ่านช่วงเปลี่ยนสำคัญ จากมือของผู้ก่อตั้งไปสู่ทายาทที่เติบโตมาในโลกที่ความมั่งคั่งถูกนิยามใหม่อย่างสิ้นเชิง
ภายในห้องประชุมของ Private Bank แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ บทสนทนาที่เริ่มจากตัวเลขและพอร์ตลงทุนมักค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่คำถามที่สงบนิ่งแต่ทรงพลัง คำถามที่ว่า “Legacy สำหรับคุณคืออะไร”
นี่ไม่ใช่คำถามเรื่องจำนวนเงินหรือโครงสร้างภาษี หากแต่เป็นคำถามที่มุ่งสำรวจโครงสร้างของคุณค่า ความตั้งใจ และสิ่งที่ครอบครัวอยากส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป หรือแม้กระทั่งสิ่งที่ยึดมั่นในปัจจุบัน คำตอบที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปีคือ การทำกิจกรรมเพื่อสังคม (Philanthropy) ในฐานะโครงสร้างที่ช่วยจัดระเบียบความมั่งคั่ง ความสัมพันธ์ และความหมายของการเป็นครอบครัว ที่ไม่ใช่การให้แบบเดิมในอดีต
เมื่อความมั่งคั่งเติบโตเร็วกว่าความหมาย
วันนี้ธุรกิจครอบครัวไทยจำนวนมากกำลังอยู่บนเส้นทางหัวเลี้ยวหัวต่อ ผู้ก่อตั้งที่สร้างทุกอย่างจากศูนย์กำลังส่งไม้ต่อให้ทายาทรุ่นใหม่ คนที่เติบโตท่ามกลางบริบทโลกที่ความมั่งคั่งไม่ใช่สิ่งที่มีไว้ครอบครอง แต่เป็น “เครื่องมือ” ที่ใช้สร้างผลกระทบเชิงบวก สร้างคุณค่า และสร้างความหมายที่ลึกซึ้งกว่าตัวเงิน ทายาทเหล่านี้ตั้งคำถามที่รุ่นก่อนอาจไม่เคยหยิบยกมาก่อน เช่น สิ่งที่ครอบครัวควรส่งต่อไปนอกจากเงิน คุณค่าที่ทำให้ธุรกิจยืนหยัดได้มาถึงวันนี้คืออะไร และอะไรจะทำให้คนรุ่นถัดไปรับไม้ต่อด้วยความภูมิใจแทนความกดดัน คำถามเหล่านี้ทำให้ Philanthropy ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อสังคมอีกต่อไป แต่กลายเป็นพื้นที่ที่ครอบครัวได้ร่วมกันทบทวนและออกแบบนิยามของความมั่งคั่งในมุมใหม่ มุมที่ยั่งยืนกว่าเดิม

เอเดรียน เมซซินาวเออร์ (Adrian Mazenauer)
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCB Julius Baer
โครงสร้างก่อนตัวเลข: มุมมองที่เปลี่ยนเกมของการวางแผนความมั่งคั่ง
เอเดรียน เมซซินาวเออร์ (Adrian Mazenauer) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCB Julius Baer พบข้อเท็จจริงหนึ่งที่เกิดซ้ำในทุกที่ที่เขาไป นั่นคือ “ความมั่งคั่งที่ใหญ่ที่สุด มักเปราะบางที่สุด” หากขาดโครงสร้างรองรับที่เป็นระบบ ครอบครัวจำนวนมากมีสินทรัพย์กระจายอยู่หลายบัญชี หลายประเทศ และหลายรูปแบบ จนภาพรวมที่แท้จริงไม่ปรากฏชัด ความเสี่ยงจึงถูกซ่อนอยู่ในรายละเอียดที่ไม่มีใครเห็น สำหรับเอเดรียน โครงสร้างของความมั่งคั่งที่ดีต้องเริ่มจากการกำหนดวัตถุประสงค์ของเงินให้ชัดเจน เพื่อให้แต่ละก้อนทำหน้าที่เฉพาะของมัน จากนั้นต้องเริ่มบทสนทนาให้เร็วที่สุด เพราะบทสนทนาที่เริ่มช้า มักไม่ทันกาล และสุดท้ายคือการรักษาภาพรวมให้เป็นหนึ่งเดียว เนื่องจากความซับซ้อนคือศัตรูตัวสำคัญของความมั่งคั่งระยะยาว หลักคิดทั้งสามนี้คือหัวใจเดียวกับที่ทำให้ Philanthropy กลายเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ได้จริง เพราะการให้ที่มีความหมายจำเป็นต้องมีทั้งวัตถุประสงค์ โครงสร้าง และความต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการบริหารความมั่งคั่ง

ลอร่า เฮมริก้า (Laura Hemrika)
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Julius Baer Foundation
ประเทศไทย ดินแดนที่ Philanthropy หยั่งรากลึก แต่ยังขาดโครงสร้างที่ยั่งยืน
ลอร่า เฮมริก้า (Laura Hemrika) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Julius Baer Foundation อธิบายว่า ประเทศไทยคือหนึ่งในประเทศที่มีรากฐานของ “การให้” แข็งแรงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการทำบุญ ความผูกพันในครอบครัว หรือความตั้งใจของคนรุ่นใหม่ที่อยากสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ไทยยังขาดคือ “โครงสร้าง” ที่ทำให้การให้เหล่านั้นทรงพลังและยั่งยืนได้ในระยะยาว ในมุมของเธอไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า Modern Philanthropy ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “ควรบริจาคเงินเท่าไหร่” แต่เริ่มจากคำถามว่า “ประเด็นใดสะท้อนคุณค่าของครอบครัวเราอย่างแท้จริง” เมื่อคำตอบนั้นชัดเจนแล้ว ครอบครัวจึงควรเลือกโฟกัสเพียง 1–2 ประเด็นสำคัญที่สุด แทนการพยายามแก้ทุกปัญหาในคราวเดียว ซึ่งจะกลายเป็น North Star ที่ทำให้การมีส่วนร่วมนั้นมีทิศทาง มุ่งมั่น และไม่หลุดโฟกัส
พื้นที่สนทนาที่ทำให้ครอบครัวได้ยิน “เสียงจริง” ของกันและกัน
ลอร่าสังเกตเห็นรูปแบบที่กำลังปรากฏขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก คือ ทายาทที่ไม่เคยพูดอะไรในที่ประชุมครอบครัวกลับกลายเป็นคนที่มีบทบาทมากที่สุดเมื่อประเด็นคือเรื่องสังคมที่พวกเขาอยากสนับสนุน เพราะ Philanthropy ไม่ใช่โต๊ะที่พูดถึงอำนาจหรือทรัพย์สิน แต่เป็นโต๊ะที่ให้ทุกคนพูดด้วย “ภาษาของคุณค่า” ภาพสะท้อนที่ชัดเจนคือการจัดตั้งมูลนิธิ Julius Baer Foundation ซึ่งได้สร้างพื้นที่ให้สมาชิกทุกเจเนอเรชันได้สะท้อนและตีความคุณค่าของครอบครัวร่วมกัน เมื่อเวลาผ่านไป บทสนทนาในครอบครัวจึงค่อย ๆ เคลื่อนจากเรื่องการควบคุมและความเป็นเจ้าของ ไปสู่ประเด็นเรื่องความรับผิดชอบ เจตนารมณ์ และผลกระทบระยะยาวที่ต้องการส่งต่อให้กับสังคม สิ่งนี้ไม่เพียงเปิดโอกาสให้สมาชิกครอบครัวรุ่นใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย แต่ยังทำให้ผู้ก่อตั้งสามารถถ่ายทอดหลักคิดที่เคยอยู่ในรูปของความเข้าใจโดยนัย ให้กลายเป็นหลักการที่ชัดเจนและส่งต่อได้อย่างเป็นระบบ Philanthropy จึงทำหน้าที่เสมือน “ภาษากลาง” ที่ช่วยหล่อหลอมความเข้าใจร่วมกันของครอบครัวว่าด้วยมรดกทางความคิดและบทบาทของการเป็นผู้ดูแลรักษาความมั่งคั่งในระยะยาว
Philanthropy สนามฝึกจริงของทายาท ก่อนก้าวสู่บทบาทผู้สืบทอด
ในมุมของลอร่า Philanthropy ที่มีโครงสร้างชัดเจนเปรียบเสมือน “สนามฝึกจริง” ให้ทายาทได้เรียนรู้การตัดสินใจ การบริหารทรัพยากร และการรับผิดชอบผลลัพธ์ ก่อนที่จะต้องก้าวขึ้นมาถือบังเหียนกิจการขนาดใหญ่ของครอบครัวในอนาคต ทุกการตัดสินใจมีผลลัพธ์จริง การบริหารเงินต้องมีเหตุผลและการพิจารณาที่รอบคอบ และการทำงานร่วมกันต้องอาศัยความไว้วางใจ สำคัญที่สุดคือมันทำให้ทายาท “ได้ยินเสียงของตัวเอง” และเข้าใจบทบาทของตนในครอบครัว ก่อนต้องรับช่วงกิจการที่มีขนาดมหาศาลกว่า
Private Bank ผู้เปิดบทสนทนาที่สำคัญที่สุด ซึ่งครอบครัวมักไม่เคยเริ่ม
Philanthropy จะกลายเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ได้จริงก็ต่อเมื่อมีโครงสร้างและกระบวนการที่ชัดเจน ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญของ Private Bank เอเดรียนมองว่า Private Bank เป็นผู้ที่ช่วยเปิดบทสนทนาที่ครอบครัวไม่เคยเริ่มมาก่อน เป็นผู้เชื่อม governance, succession และ philanthropy เข้าด้วยกัน เป็นผู้สร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพูดคุยเรื่องคุณค่า และเป็นผู้ช่วยที่ทำให้ครอบครัวมองเห็นภาพรวมของความมั่งคั่งทั้งหมดอย่างเป็นระบบ รวมถึงเป็นผู้ทำให้การให้กลายเป็นโครงสร้างเชิงกลยุทธ์มากกว่าจะเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า เพราะในขณะที่การพูดเรื่องเงินอาจสร้างความตึงเครียด การพูดเรื่องสิ่งที่ครอบครัวอยากมอบให้แก่สังคมกลับทำให้ทุกคนเปิดใจมากกว่า

Philanthropy เสาหลักใหม่ของการส่งต่อ Legacy
เมื่อการส่งต่อความมั่งคั่งเริ่มจาก “ความหมาย” ไม่ใช่ “ทรัพย์สิน” ความหมายของ Legacy ในครอบครัวก็เปลี่ยนไป Legacy ไม่ได้เกิดจากสิ่งที่ถูกส่งมอบเท่านั้น แต่เกิดจากสิ่งที่ครอบครัวทำความเข้าใจร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นคุณค่า เจตนารมณ์ หรือบทบาทของแต่ละคนในฐานะผู้ดูแลความมั่งคั่งของครอบครัว ในบริบทนี้ Philanthropy จึงไม่ใช่เพียงการให้ แต่เป็นจุดตั้งต้นของการจัดระเบียบความคิด เป็นพื้นที่ทดลองด้านการกำกับดูแล และเป็นเครื่องมือเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นถัดไปก้าวสู่การเป็นผู้ดูแลรักษาความมั่งคั่ง ไม่ใช่เพียงผู้รับช่วงทรัพย์สิน ท้ายที่สุดแล้ว ความมั่งคั่งที่ยั่งยืนที่สุดอาจไม่ใช่จำนวนทุนที่ส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง แต่คือ “ความชัดเจน” ที่ยังคงอยู่หลังจากการส่งต่อเกิดขึ้น และสำหรับครอบครัวที่ยอมตั้งคำถามว่า “อะไรคือสิ่งที่เราอยากส่งต่อจริง ๆ” Philanthropy จึงไม่ใช่บทปิดของ Legacy หากเป็นจุดเริ่มต้นของการนิยามมันใหม่อีกครั้ง
[ADVERTORIAL]

