×

ไขคำตอบ ทำไมไฟฟ้าไทย ‘ล้าหลัง’ 20 ปีน้ำมันยังแพง เลิกอิงสิงคโปร์ได้หรือไม่? ถึงเวลารัฐทุบโครงสร้างพลังงาน

01.04.2026
  • LOADING...
โรงกลั่นน้ำมันเบื้องหลังภาพ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีพลังงาน

‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รับงานหนัก ลั่น ‘ต้องกล้าทุบ’ โครงสร้างพลังงาน แก้น้ำมันแพง-ขาดแคลนทั้งระบบ สั่งทำทันทีเปิดข้อมูลน้ำมันทั้งระบบ-คุมค่าการกลั่นที่พุ่งสูง พร้อมย้ำเลิกประกาศราคากลางดึก ลดความตื่นตระหนกชี้ปัญหาไม่โปร่งใส ทั้งที่ผลิตเกิน 10 ล้านลิตร ย้ำหากลดต้นทุนได้ต้องคืนประโยชน์ให้ประชาชนทันที

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ ในครม.อนุทิน 2 กล่าวในรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ ยอมรับตรงไปตรงมาว่า กำลังเผชิญ ‘งานหนัก’ ทันทีหลังเข้ารับตำแหน่ง พร้อมเปิดเผยว่าได้เริ่มหารือกับนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับแนวทางแก้ปัญหาพลังงานแล้ว

 

ยืนยันชัดว่าจะมี ‘การเปลี่ยนแปลง’ แนวทางการบริหารอย่างแน่นอน แม้ขณะนี้ยังติดข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 185 ทำให้ยังไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มรูปแบบ

 

ถามแรงทำไม ‘น้ำมันขาดแคลน’ ทั้งที่ผลิตเกินกำลังกว่า 10 ล้านลิตร

 

รัฐมนตรีพลังงานระบุว่า ปัญหาเร่งด่วนมี 2 ด้านหลัก คือ ‘น้ำมันและค่าไฟฟ้าแพง‘ โดยในส่วนของน้ำมันนั้น ปัญหาไม่ได้มีเพียงราคาที่สูงขึ้นตามตลาดโลกเท่านั้น แต่ยังมีประเด็น ‘น้ำมันขาดแคลน’ ทำไมน้ำมันไม่มีเติม ในบางพื้นที่ ทั้งที่ข้อมูลระบุว่าประเทศมีน้ำมันสำรองและกำลังการกลั่นเพียงพอ ผลิตเกินกำลังกว่า 10 ล้านลิตร จึงตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาอาจเกิดจากความไม่โปร่งใสของระบบกระจายสินค้า

 

เอกนัฏ ชี้ว่า จุดบอดคือระบบข้อมูลด้านพลังงานของไทยยังขาดรายละเอียดสำคัญ โดยมีเพียงตัวเลขปริมาณสำรองรายเดือน แต่ไม่มีข้อมูล ‘การไหลของน้ำมัน’ (flow) ตั้งแต่โรงกลั่น คลังน้ำมัน ผู้ค้ารายใหญ่ ไปจนถึงสถานีบริการ ซึ่งควรมีการเปิดเผยข้อมูลแบบรายวันหรือใกล้เคียงเรียลไทม์ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่าน้ำมันอยู่ในจุดใด และป้องกันการกักตุนหรือการรั่วไหล

 

“ทุกอย่างแก้ได้ ซึ่งข้อมูลคือปัญหา กรมธุรกิจพลังงานอยู่มานาน แต่มีข้อมูลน้อยมาก เราควรจะมีข้อมูลภาพรวม 2 ชุด มีน้ำมันเข้ามาเท่าไหร่ กลั่นเท่าไหร่ ประชาชนจะได้เห็นว่ารั่วไหลตรงไหน ถ้าถูกส่งออกมาไม่ถึง 10 ล้านลิต จะไปอยู่ตรงไหน”

 

อีกประเด็นสำคัญคือการทำงานของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งถูกวิจารณ์เรื่องความไม่โปร่งใส

 

“ยาที่จะรักษาความตื่นตระหนกประชาชนคือความโปร่งใส“ ลั่นเลิกประกาศกลางดึก

 

โดยเฉพาะการประกาศราคาหรือมาตรการในช่วงเวลากลางดึกที่สร้างความสับสนและความตื่นตระหนกให้ประชาชน ซึ่งการแก้ปัญหาในภาวะวิกฤตต้องอาศัย ‘ความโปร่งใส’ เป็นหัวใจสำคัญ มากกว่าการยึดติดกับการอ้างอิงราคาตลาดต่างประเทศแบบวันต่อวัน

 

หากเป็นการปรับขึ้นสามารถประกาศในช่วงเย็นได้ แต่หากราคาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ก็สามารถเรียกประชุมฉุกเฉินและประกาศลดราคาได้ทันทีเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์

 

“ยาที่จะรักษาความตื่นตระหนกคือความโปร่งใส การทำงานและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ต้องโปร่งใสมากขึ้น แม้ที่ผ่านมาจะบอกว่าอัพเดท รอตลาดสิงคโปร์ ซึ่งผมมองว่า ‘ไม่ต้องสัญญาณจากสิงคโปร์ก็ได้’ เพราะสิ่งที่ทำอยู่ ราคาของเราห่างจากสิงคโปร์เยอะมาก และราคาน้ำมันดิบ ยังวิ่งไล่ตามราคาสำเร็จรูปที่ขึ้นสูงกว่ามากด้วยซ้ำ”

 

ฉะนั้น ราคาที่จึงสูงมากผิดปกติ วันนี้ราคาสูงเฉลี่ย 13 บาท เป็นไปได้อย่างไร?

 

เตรียมกำหนดกรอบ ‘ค่าการกลั่น’ ตั้ง ‘คลังน้ำมันสำรองของชาติ’

 

เอกนัฏ ระบุอีกว่า นอกจากนี้ สิ่งที่จะต้องทำทันทีคือ การกำหนดกรอบ ‘ค่าการกลั่น’ ที่ปรับตัวสูงผิดปกติ จากเดิมเฉลี่ยราว 2-3 บาทต่อลิตร แต่ปัจจุบันพุ่งขึ้นถึง 7-13 บาทต่อลิตร ซึ่ง ‘เกินกว่าความเหมาะสมในภาวะวิกฤต’

 

จึงเสนอให้มีการกำหนดเพดาน (cap) ทบทวนกลไก เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการได้กำไรเกินควร พร้อมย้ำว่า หากสามารถลดค่าการกลั่นได้ ควรนำไป ‘ลดราคาน้ำมันให้ประชาชน’ เป็นลำดับแรก

 

“ผมเคยคุยกับผู้บริหารโรงกลั่น เข้าใจว่ามีต้นทุนสูง แต่ไม่ใช่การปรับไปที่ 2 ไป 7 บาท มันเกินไป ใครที่อ้างตลาดเสรี ก็ทราบกันดี ฉะนั้น ทั้งหมดนี้ต้องมารีแคป ถ้าโรงกลั่นรับรายได้มาในยามวิกฤตก็เกินไป เข้าใจว่าธุรกิจต้องทำกำไร แต่ไม่ควรเกินไป เรายังเคยพูดถึงภาษีลาภลอยมาแล้ว ต้องกล้าทุบ” เอกนัฏ กล่าว

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รู้จัก ‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รัฐมนตรีป้ายแดงกระทรวงพลังงาน ในครม.อนุทิน 2 กับแผนรื้อโครงสร้าง ล้างบางน้ำมันล่องหน ลั่นไม่รับใบสั่งกลุ่มทุน รู้จัก ‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รัฐมนตรีป้ายแดงกระทรวงพลังงาน ในครม.อนุทิน 2 กับแผนรื้อโครงสร้าง ล้างบางน้ำมันล่องหน ลั่นไม่รับใบสั่งกลุ่มทุน
31 มี.ค. 2569 | 15:41
พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ‘ขุมทรัพย์พลังงาน OCA’ สำคัญต่อไทยอย่างไร ทำไมอาจช่วยให้คนไทยจ่ายค่าไฟถูกลง? พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ‘ขุมทรัพย์พลังงาน OCA’ สำคัญต่อไทยอย่างไร ทำไมอาจช่วยให้คนไทยจ่ายค่าไฟถูกลง?
28 ก.ย. 2566 | 15:26
ทำไมไทยถึงมีต้นทุนผลิตไฟถูกลง เมื่อการผลิตปิโตรเลียมอ่าวไทยเปลี่ยนจากระบบสัมปทานเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต ทำไมไทยถึงมีต้นทุนผลิตไฟถูกลง เมื่อการผลิตปิโตรเลียมอ่าวไทยเปลี่ยนจากระบบสัมปทานเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต
7 มี.ค. 2566 | 20:25
ประธานกลุ่มโรงกลั่นฯ เข้าชี้แจงปมค่าการกลั่นกับรัฐบาล พร้อมชี้ความจริง ‘โรงกลั่น’ กับผู้ค้ามาตรา 7 คือผู้แบกหนี้กองทุนน้ำมันฯ ตัวจริง วอนรัฐเร่งคืนเงินก่อนกระทบความมั่นคงทางพลังงาน ประธานกลุ่มโรงกลั่นฯ เข้าชี้แจงปมค่าการกลั่นกับรัฐบาล พร้อมชี้ความจริง ‘โรงกลั่น’ กับผู้ค้ามาตรา 7 คือผู้แบกหนี้กองทุนน้ำมันฯ ตัวจริง วอนรัฐเร่งคืนเงินก่อนกระทบความมั่นคงทางพลังงาน
31 มี.ค. 2569 | 8:40

 

ในระยะยาว รัฐมนตรีเสนอให้ไทยพิจารณาจัดตั้ง ‘คลังน้ำมันสำรองของชาติ’ แทนระบบปัจจุบันที่ให้เอกชนเป็นผู้สำรอง เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในยามวิกฤต

 

พร้อมส่งสัญญาณถึงผู้ที่กักตุนเก็งกำไรว่า ราคาน้ำมันไม่ได้มีแต่ขาขึ้น และนโยบายใหม่อาจทำให้ราคาปรับลดลงได้ในอนาคต

 

เอกนัฏ เผยถึง ประเด็นค่าไฟอีกว่า สถานการณ์ค่าไฟที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เตรียมประกาศใช้เดือนเมษายน-สิงหาคม 2569 อัตราต่ำสุดอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ว่า อัตราดังกล่าวเป็นการดึงเงินส่วนเกินจากการลงทุนหรือ  Clawback ของ 3 การไฟฟ้า คือ กฟผ. การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.)และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กลับคืนมาเพื่อนำมาอุดหนุน แม้ยังถือว่าสูงกว่าระดับปัจจุบัน โดยแนวทางการประกาศใช้วันที่ 1 พฤษภาคมนี้ ยืนยันว่าเป็นไปตามกำหนด โดยปกติค่าไฟจะมีการประกาศทุก 4 เดือน โดยค่าไฟมีโครงสร้าง ‘แบบขั้นบันได’ ผู้ใช้ไฟน้อยจะจ่ายในอัตราที่ต่ำกว่า ขณะที่ผู้ใช้ไฟมากจะจ่ายในอัตราที่สูงกว่า ‘คล้ายกับระบบภาษี’

 

อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มักมีหลายทางเลือก 3 สูตร เช่น การกำหนดอัตราสูงสุด หรือ การตรึงไว้ที่ 3.95 บาท ซึ่งหมายถึงการไม่คืนเงินให้การไฟฟ้า โดยทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง ล้วนเป็นรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลถือครอง 100% หรือกล่าวได้ว่าเป็นของประชาชน

 

ทั้งนี้ โดยปกติรายได้ของหน่วยงานเหล่านี้ต้องนำไปลงทุน แต่ในบางช่วงที่ไม่มีการลงทุน เงินส่วนดังกล่าวสามารถดึงกลับมาใช้ได้ในรูปแบบ ‘Clawback’ ซึ่งหากนำเงินราว 9,000 ล้านบาทมาใช้ จะทำให้ค่าไฟอยู่ที่ประมาณ 3.95 บาท และยังมีกลไกอื่นที่อาจลดลงมาอยู่ที่ 3.88 บาทได้

 

หากมีการปรับวิธีประเมินผลการดำเนินงานของทั้ง 3 การไฟฟ้า ซึ่งต้องพิจารณาควบคู่ผลประกอบการ

 

“ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ รัฐบาลซึ่งเป็นผู้ประเมินเองสามารถปรับเกณฑ์ได้ โดยอาจชะลอการลงทุนบางส่วนและนำเงินกลับมาใช้เพื่อลดภาระค่าไฟของประชาชน ทำให้สามารถกดค่าไฟลงมาอยู่ที่ 3.88 บาทได้ ซึ่งมีแนวทางทำได้”

 

แง้มแนวทางอุดหนุนค่าไฟ ยึดหลักการเดียวกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

 

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเคาะราคาระหว่าง 3.95 บาท กับ 3.88 บาท แม้ดูต่างกันเพียง 7 สตางค์ แต่มีมูลค่าหลายพันล้านบาท

 

จึงเป็นการตัดสินใจเชิงนโยบาย เช่นเดียวกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สามารถใช้ชดเชยได้ แต่ต้องคำนึงถึง ‘ข้อเท็จจริง’ โดยเฉพาะต้นทุนก๊าซที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่นำเข้า

 

โดยนี่คือีกปัญหาในระยะยาว ที่ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างพลังงาน เนื่องจากพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซมากเกินไป ปัจจุบันไทยผลิตก๊าซได้เองราว 50% และนำเข้าจากเมียนมาประมาณ 10% รวมเป็น 60% ‘ค่อนข้างมั่นคง’

 

อีก 40% เป็น LNG ซึ่งครึ่งหนึ่งมาจากตะวันออกกลาง เช่น แหล่งกาตาร์ และการซื้อแบบ Spot ในตลาดโลกทำให้ต้นทุนผันผวนและสูงขึ้น ซึ่งต้องพิจารณาว่าไทยอาจซื้อมามากเกินไปหรือไม่

 

“ค่าไฟเป็นกลไกหนึ่ง แต่การจะลดหรือเพิ่มย่อมมีต้นทุน ‘ไม่มีสิ่งใดได้มาฟรี’ จึงต้องดำเนินควบคู่กับมาตรการส่งเสริม การประหยัดพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงการรณรงค์ให้ประชาชนประหยัด เพราะประชาชนมีข้อจำกัดอยู่แล้ว“ เอกนัฏ ย้ำ

 
 

โครงสร้างอัตราค่าไฟไทย ‘ล้าหลัง’ ไม่ได้ปรับปรุง มาตั้งแต่ปี 2543

 

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในแนวทางคือการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟแบบขั้นบันได ซึ่ง ‘ไม่ได้ปรับปรุง’ มาตั้งแต่ปี 2543 ทำให้ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ไฟในปัจจุบัน

 

โดยอาจกำหนดให้ผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย ได้อัตราเฉลี่ยไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ขณะที่ผู้ใช้ไฟมาก เช่น 400-600 หน่วยขึ้นไป จะจ่ายในอัตราที่สูงขึ้น เพื่อสร้างแรงจูงใจในการประหยัดพลังงาน ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ข้อมูลและกฎหมายของไทยล้าหลังมาก

 

ทั้งนี้ ค่าใช้ไฟเฉลี่ยของครัวเรือนในต่างจังหวัดอยู่ที่ประมาณ 190 หน่วยต่อเดือน จึงสามารถออกแบบนโยบายให้ครอบคลุมคนส่วนใหญ่ได้ ซึ่งต้องเข้าไปดูการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคด้วย

 

นโยบาย ‘ไฟฟ้า 3 บาท’ ยังทำได้ พร้อมรุกเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี

 

สำหรับนโยบาย ‘ไฟฟ้า 3 บาท 200 หน่วยแรก’ ที่เคยหาเสียงไว้นั้น รัฐมนตรียอมรับว่า “ในภาวะวิกฤตอาจต้องปรับใช้แบบพุ่งเป้า โดยให้สิทธิ์กับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยก่อน ส่วนผู้ใช้ไฟเกิน 200 หน่วย อาจยังได้รับประโยชน์บางส่วนในลักษณะเฉลี่ย แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้เต็มรูปแบบในทันที”

 

“หมายความว่า เวลาพิจารณาแบบขั้นบันได คนที่ใช้ไฟเกิน 200 หน่วยแรก ก็เข้าเกณฑ์ได้ด้วย ซึ่งต้องดูค่าไฟเฉลี่ย 3.88 บาทต่อหน่วย ซึ่งก็วางแผนไว้ ซึ่งดูค่าเฉลี่ยครัวเรือนอีกที”

 

ในระยะยาว รัฐบาลมีแนวทางส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ การซื้อไฟคืน (net metering) และการบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟ (Demand Response) ผ่านเทคโนโลยีมิเตอร์อัจฉริยะ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ไฟสามารถเลือกช่วงเวลาใช้ไฟเพื่อลดค่าใช้จ่ายได้

 

นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาไปสู่ตลาดไฟฟ้าเสรี โดยเริ่มจากผู้ใช้ไฟรายใหญ่ เช่น ภาคอุตสาหกรรม ก่อนขยายสู่ระดับชุมชนและครัวเรือน ผ่านระบบไมโครกริด และเปิดให้เลือกผู้จำหน่ายไฟฟ้าได้ในอนาคต

 

ภาพ: Shutterstock AI

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories