ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง ก่อนถึงการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คำถามสำคัญที่สังคมกำลังจับตา คือ การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็น ‘จุดเปลี่ยน’ ของประเทศไทย หรือจะเป็นเพียงการย้ำรอยอยู่กับที่เช่นเดิม
บทความล่าสุดจาก Bloomberg วิเคราะห์สถานการณ์ที่น่ากังวลของประเทศไทย โดยชี้ให้เห็นว่า ที่ผ่านมาแม้ประชาชนจะพยายามออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศมากแค่ไหน แต่ในความเป็นจริงเศรษฐกิจไทยกลับดูเหมือนจะติดหล่มอยู่ในโครงสร้างแบบเดิมที่ไม่เอื้อต่อการก้าวไปข้างหน้าในโลกยุคอนาคต
ยิ่งวันนี้ความหวังที่การเลือกตั้งจะเป็น ‘จุดเปลี่ยน’ ครั้งใหญ่เริ่มถูกตั้งคำถามว่าอาจเป็นเพียงภาพลวงตา เพราะตราบใดที่โครงสร้างเชิงอำนาจและเศรษฐกิจยังไม่ได้รับการเขย่าใหม่ สังคมไทยก็ทำได้แค่เดินวนอยู่ในอ่างของปัญหาเดิมๆ ที่รุมเร้ามานานกว่าสองทศวรรษ
หากย้อนกลับไปในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยเป็นดาวรุ่งที่ถูกคาดหมายว่าจะเจริญรอยตามเสือเศรษฐกิจอย่างเกาหลีใต้หรือสิงคโปร์ แต่ภาพฝันนั้นกลับสลายไปเพราะวงจรการรัฐประหารที่ซ้ำซากและความไม่มั่นคงทางการเมืองที่ทำให้รัฐบาลขาดความต่อเนื่องในการบริหาร
ทำให้ปัจจุบันไทยกลายเป็นประเทศที่โตไม่ทันโลก และรั้งท้ายเพื่อนบ้านในภูมิภาคอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งสะท้อนให้เห็นชัดจากข้อมูล ที่ระบุว่า นับตั้งแต่ช่วงก่อนโควิด เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง 5% หรือเฉลี่ยเพียง 1% ต่อปี ในขณะที่คู่แข่งอย่างเวียดนามและอินเดียพุ่งทะยานไปถึง 40%
ในช่วงเวลาเดียวกัน ปัญหาของไทยไม่ได้มีแค่เรื่องตัวเลข GDP เท่านั้น แต่ยังรวมถึงหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง โครงสร้างประชากรที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว และขาดแคลนอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเข้ามาเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนประเทศแทนที่การท่องเที่ยวและการส่งออกที่เริ่มอ่อนแรงลง
ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้จึงกลายเป็นสมรภูมิการแข่งขันแบบสามขั้วที่น่าจับตา ระหว่าง ‘พรรคประชาชน’ ทายาททางการเมืองของพรรคก้าวไกลที่เน้นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการทลายทุนผูกขาด กับขั้วของ ‘พรรคเพื่อไทย’ และ ‘พรรคภูมิใจไทย’ ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีรักษาการ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ยังคงเน้นนโยบายประชานิยมและการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเป็นหลัก
แม้พรรคประชาชนจะครองความนิยมในเขตเมืองและเสนอทางออกผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรม แต่หนทางสู่การจัดตั้งรัฐบาลกลับเต็มไปด้วยขวากหนาม เพราะขาดพันธมิตรทางการเมืองที่จะช่วยรวบรวมเสียงให้ถึงกึ่งหนึ่งของสภา ซึ่งต่างจากขั้วเพื่อไทยและภูมิใจไทยที่มีฐานเสียงกว้างขวางและมีความพร้อมในการจับมือกันเพื่อรักษาอำนาจเดิมไว้มากกว่า
อีกหนึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในเศรษฐกิจไทย คือ การผูกขาด โดยข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ชี้ชัดว่า รายได้ของเศรษฐกิจไทยมากกว่า 85% กระจุกตัวอยู่ในมือบริษัทเพียงราว 5% เท่านั้น ขณะที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ไม่กี่ตระกูลมีอิทธิพลครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่อาหาร พลังงาน ไปจนถึงโทรคมนาคม และมีสัดส่วนรวมเกือบ 20% ของมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ไทย
โครงสร้างดังกล่าวส่งผลให้เกิดภาวะ ปลาใหญ่กินรวบ บั่นทอนการแข่งขัน ปิดกั้นนวัตกรรม และซ้ำเติมปัญหาค่าครองชีพของประชาชนให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศบนเวทีหาเสียงยังคงถูกครอบงำด้วยนโยบายประชานิยม ตั้งแต่โครงการรัฐช่วยจ่ายไปจนถึงแนวคิดอย่าง หวยใบเสร็จ ท่ามกลางคำเตือนจากนักเศรษฐศาสตร์ว่า มาตรการเหล่านี้อาจให้ผลได้อย่างจำกัด เนื่องจากพื้นที่ทางการคลังของประเทศกำลังหดแคบลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่หนี้สาธารณะขยับเข้าใกล้เพดานราว 66% ของ GDP ประกอบกับมุมมองเชิงลบจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ทำให้รัฐบาลชุดใหม่ต้องเริ่มต้นการทำงานภายใต้ข้อจำกัดที่ตึงตัวอย่างยิ่ง
ในภาพใหญ่ Bloomberg Economics ประเมินว่า ไทยกำลังแสดงอาการของภาวะ ‘ประเทศพัฒนาแล้วทั้งที่ยังยากจน’ ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนอันตรายสำหรับนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้าสู่ไทยยังตามหลังมาเลเซียและเวียดนามอยู่หลายเท่าตัว สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพระยะยาวของประเทศที่กำลังลดลงอย่างน่ากังวล หากรัฐบาลใหม่ยังลังเลที่จะเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพราะเกรงผลกระทบในระยะสั้น ไทยอาจพลาดเป้าหมายการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงไปอย่างถาวร
ด้วยเหตุนี้ การเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเข้าคูหาเพื่อเลือกบุคคลใหม่มาดำเนินนโยบายแบบเดิม แต่คือจุดตัดสินใจครั้งสำคัญว่า ประเทศไทยจะยอมรับความเจ็บปวดระยะสั้นเพื่อคลี่คลายปัญหาเชิงโครงสร้าง หรือจะปล่อยให้เศรษฐกิจค่อยๆ ซบเซาลงจนยากจะฟื้นกลับได้ในอีกสามทศวรรษข้างหน้า
อ้างอิง:


