สภาพัฒน์เผยเศรษฐกิจ (GDP) ไทยปี 2568 ขยายตัว 2.4% โตแรงเกินคาด คาดปีหน้าชะลอต่อ เหลือโตเพียง 2% (ค่ากลาง) ย้ำควรจัดตั้งรัฐบาลให้เร็วและเรียบร้อยที่สุด พร้อมเร่งรัดกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ให้ล่าช้าน้อยที่สุด
วันนี้ (16 กุมภาพันธ์) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2568 ขยายตัว 2.4% ชะลอตัวลงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับการขยายตัว 2.9% ในปี 2567
โดยเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวในปีที่ผ่านมา มาจากการชะลอตัวลงของการใช้จ่ายภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจยังคงได้รับแรงสนับสนุนส้าคัญจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวในเกณฑ์สูงต่อเนื่องสอดคล้องกับการกลับมาขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน และการเร่งขยายตัวขึ้นของการลงทุนภาครัฐ
เศรษฐกิจไทยรอดภาวะถดถอยเชิงเทคนิค
สำหรับเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ขยายตัว 2.5% YoY โตเกินคาด และเร่งขึ้นจากการขยายตัว 1.2% YoY ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 โดยเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ขยายตัวจากไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 1.9% QoQ สะท้อนว่า ไทยสามารถรอดจากภาวะถดถอยเชิงเทคนิคได้ หลังจาก GDP ไตรมาส 3 ของปี 2568 ติดลบ 0.3% QoQ
โดยรวมทั้งปี 2568 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อยู่ที่ 18.97 ล้านล้านบาท (5.77 แสนล้านดอลลาร์) เพิ่มขึ้นจาก 18.68 ล้านล้านบาท (5.29 แสนล้านดอลลาร์) ในปี 2567 และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัวของคนไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 269,643.1 บาทต่อคนต่อปี (8,200.9 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี)เพิ่มขึ้นจาก 266,102.7 บาทต่อคนต่อปี (7,539.3 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี) ในปี 2567
สำหรับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.81% อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ -0.1% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 3.1% ของ GDP

ทำไมเศรษฐกิจไทยปี 2568 ถึงโตเกินคาด
โดยดนุชา ยังระบุว่า โครงการคนละครึ่งมีส่วนช่วยการกระตุ้น Sentiment การบริโภคได้ แต่ก็ต้องเรียนว่า การใช้จ่ายจาก ‘คนละครึ่ง’ ส่วนใหญ่ลงไป ‘เศรษฐกิจนอกระบบ’ ค่อนข้างเยอะ
พร้อมทั้งมองว่า สาเหตุหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไทยที่โตเกินคาดในปีนี้มาจากการขยายตัวเกินคาดในไตรมาส 4 ที่ GDP โตถึง 2.5% YoY จาก‘การลงทุนและการก่อสร้าง’ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ขยายตัวแรงกว่าที่คาดไว้มาก
โดยการลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 4 ขยายตัวสูงถึง 6.5% โดยเฉพาะการก่อสร้างที่ขยายตัว 11.2% จากการลดลง 4.5% ในไตรมสส 3/2568 ขณะที่การลงทุนก่อสร้างของภาครัฐก็กลับมาขยายตัวในเกณฑ์สูงของ 15.6% จากการเร่งรัดเบิกจ่ายงบลงทุนและงบกระตุ้นเศรษฐกิจโครงการขนาดเล็ก
สภาพัฒน์ปรับประมาณการ GDP ปี 2569 เป็น 2% (ค่ากลาง)
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ดนุชาคาดว่า GDP ปี 2569 จะขยายตัวในช่วง 1.5 – 2.5% (ค่ากลางการประมาณการ 2.0%) โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ประกอบด้วย (1) การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภค
บริโภคและการลงทุนภาคเอกชน (2) การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน (3) การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง และ (4) ปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการขยายตัวของการผลิตภาคการเกษตร
อย่างไรก็ตาม คาดว่าการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวชะลอลงเหลือ 2.1% และ 1.9% ตามลำดับ มูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์จะขยายตัวเพียง 2.0% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วงติดลบ 0.3% ถึง 0.7% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.4% ของ GDP

นอกจากนี้ สภาพัฒน์ยังมองว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงหลายประการ เช่น ความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการค้าโลก หนี้สินภาคครัวเรือนและธุรกิจที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงเงื่อนไขและบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองหลังการเลือกตั้ง
ดนุชายังแนะว่า สำหรับประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปี 2569 ที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญ ได้แก่ การรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองหลังการเลือกตั้ง การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน การขับเคลื่อนภาคการส่งออก การแก้ไขปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจ และภาคครัวเรือน

เร่งจัดตั้งรัฐบาล ให้งบประมาณล่าช้าน้อยที่สุด
ดนุชายังกล่าวว่า รัฐบาลควรจัดตั้งรัฐบาลให้เร็วและเรียบร้อยที่สุด พร้อมเร่งรัดกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ให้ล่าช้าน้อยที่สุด
พร้อมคาดว่า ในกรณีที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว ภายในเดือนมีนาคม หรืออย่างช้าไม่เกินต้นเดือนเมษายน จะส่งผลให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ล่าช้าไปประมาณ 2 เดือน
แต่ในกรณีจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าจะส่งผลกระทบต่อเนื่องให้งบประมาณปี 2570 ออกล่าช้าตามไปด้วย ซึ่งจะกระทบต่อเม็ดเงินลงทุนใหม่ที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
ดนุชายังแนะว่า ในกรณีที่งบประมาณปี 2570 มีความล่าช้า ยังมีกลไกที่จะช่วยประคองเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 ได้แก่การเร่งใช้งบลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่ใช้ปีปฏิทิน ซึ่งจะมีเม็ดเงินลงทุนที่สามารถเบิกจ่ายได้ในช่วงเวลาดังกล่าว โดยเบื้องต้นคาดการณ์ว่า จะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบประมาณ 92,000 ล้านบาท มาช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่งบประมาณแผ่นดินยังไม่เรียบร้อย



