×

“ชีวิตฉันเริ่ดจะตาย” เส้นทางชีวิตสุดมหัศจรรย์ของ อมิตา ทาทา ยัง

25.07.2018
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

12 Mins. Read
  • “ชีวิตทาเปลี่ยนไป แต่มันไม่ได้เปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดีเลย สำหรับทารู้สึกว่ามัน Wow! this is so much fun! นี่มันเจ๋งกว่าชีวิตเด็กอายุ 14 ทั่วไปอีก ฉันมงลง! ชีวิตดีมาก! คนอื่นจะไปดูหนังเหรอ ฉันไม่ดู ฉันจะไป MTV Awards”
  • “การ bullying มันเป็นการแสดงออกที่คนทำควรต้องรู้สึกอายตัวเอง เพราะฉะนั้นเราต้องไม่เป็นเหยื่อของคนที่กำลังทำร้ายเราอยู่ เราไม่ได้ทำอะไรผิด คนเหล่านี้อาจจะมีปัญหาอยู่แล้วไม่รู้จะไปลงกับใคร เขาก็มานั่งสร้างกลุ่มกันเองเพื่อให้รู้สึกว่ามีกลุ่ม แต่มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากนะ เพราะว่ายูเอาความเกลียดมาสร้างเป็นกระแส”
  • “Be yourself. ต้องเป็นตัวของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นอะไรอย่างไรก็ตาม อย่างที่สอง Be adventured. สนุกกับชีวิต ต้องได้เห็นอะไรเยอะๆ เปิดหูเปิดตา และอย่างที่สาม Be kind. Be kind to yourself and be kind to other people. คือเป็นคนใจดีกับตัวเอง เป็นคนใจดีกับผู้อื่น”

 

 

เด็กผู้หญิงที่ร้องเพลงบนเวทีสยามกลการ, เด็กผู้หญิงอายุ 14 กับยอดขายล้านตลับ, ผู้หญิงที่ยืนร้องเพลงอย่างสง่างามในพิธีเปิดกีฬาเอเชียนเกมส์, ผู้หญิงที่ Time ยกให้เป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลของเอเชีย, ผู้หญิงที่กล้าเปิดเผยความรักของตัวเองออกสื่อในยุคที่ดาราผู้หญิงต้องปิดปากเรื่องแฟน, ผู้หญิงที่เคยถูกตั้งกระทู้ด่าในพันทิปตั้งแต่สมัยอินเทอร์เน็ตเพิ่งบูม, ผู้หญิงที่โดนครหาว่ามั่นใจเกินไป, ผู้หญิงที่ทำความฝันของเป็นจริงได้อย่างที่พูด, ผู้หญิงที่ถูกกล่าวหาว่าทำลายภาพลักษณ์ผู้หญิงไทย, ผู้หญิงที่ถูกจับจ้องแต่เรื่องน้ำหนักตัว แต่เมื่ออยู่บนเวทีกลับทำให้เห็นว่าไม่มีอะไรหยุดเธอได้, ผู้หญิงที่มีชีวิตที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนมากมาย ฯลฯ

 

อมิตา ทาทา ยัง คือผู้หญิงคนนั้น เจ้าของฉายา ‘สาวน้อยมหัศจรรย์’ ที่ชีวิตผ่านอะไรมามากมาย ได้เห็นโลกในแบบที่น้อยคนนักจะได้เห็น มีพายุเข้ามากระหน่ำอยู่หลายระลอก แต่เธอยังอยู่ ยังคงทำตามความฝันต่อไป นั่นแหละความมหัศจรรย์ที่แท้จริงที่ทำให้ผมอยากรู้เหลือเกินว่า ‘ทาทา ยัง’ ผ่านมันมาได้อย่างไร

 

ก่อนจะเริ่มสัมภาษณ์ ผมเห็นรอยสักของเธอแล้วสะดุดตา ‘Save me from myself’ เธอสักเพราะเชื่อว่าจะดีจะชั่วก็อยู่ที่ตัวเราเอง “รอยสักทุกอันที่อยู่บนตัวนี่ไม่มีอะไรที่สักเพราะความเมาหรือโง่ ทุกอย่างมีความหมายหมดเลย เช่น Music to the ears, Shooting star, Love and Dream ทุกคำคือตัวทาหมด แล้วก็มีชื่อคุณแม่บัญชรอยู่ที่คอ เพราะคิดว่ายันต์อะไรก็คงไม่สู้ยันต์ชื่อแม่ที่จะมาอยู่ตรงคอเรานี่ล่ะค่ะ ทาทะเลาะกับแม่เรื่องสักเยอะมากนะ แต่ตอนนี้แม่อยู่ที่คอเลย (หัวเราะ) แล้วทาก็เชื่อว่าวันที่สักชื่อแม่ที่คอ วิญญาณแม่คงยืนกรี๊ดอยู่ข้างๆ” แล้วเธอก็หัวเราะออกมาดังๆ

 

หลายคำถามที่เราคุยกันเป็นเรื่องดราม่า เป็นบาดแผลของชีวิต แต่เธอเล่าไปหัวเราะไป และให้แง่มุมชีวิตที่น่ามหัศจรรย์เหลือเกิน

 

“Yes, I have amazing life. ชีวิตทาเริ่ดจะตาย” เธอบอกผมและหัวเราะให้กับทุกสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาในชีวิต   

 

 

ชีวิตติดสปอตไลต์

 

การต้องใช้ชีวิตอยู่ในสปอตไลต์ตั้งแต่เด็กมีผลกับชีวิตคุณอย่างไรบ้าง

จริงๆ ตอนออกอัลบั้มแรกทาชิลมากเลย จนถึงวันที่มีคอนเสิร์ตของเราเองนั่นแหละค่ะ วันนั้นมันเหมือน wake up call ว่า ว้าว… คนเป็นพันเป็นหมื่นคนมาซื้อตั๋วดูเรา ร้องเพลงของเรา อัลบั้มขายได้ล้านตลับภายใน 4 เดือน นี่มันยิ่งใหญ่มากเลย มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้ว แต่คุณแม่จะปลูกฝังตลอดว่าต่อให้เราดังหรือประสบความสำเร็จ เราก็ยังต้องไนซ์กับคนนะ คุณแม่จะเข้มงวดเรื่องมารยาทมาก ที่สำคัญเราต้องเคารพคนที่เขาให้โอกาสเรา เมื่อเขารักเรา เราก็ต้องเคารพเขา

 

ชีวิตทาเปลี่ยนไป แต่มันไม่ได้เปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดีเลย สำหรับทารู้สึกว่ามัน Wow! this is so much fun! นี่มันเจ๋งกว่าชีวิตเด็กอายุ 14 ทั่วไปอีก ฉันมงลง! ชีวิตดีมาก คนอื่นจะไปดูหนังเหรอ ฉันไม่ดู ฉันจะไป MTV Awards

 

ทารู้สึกว่าสิ่งที่ได้มาทาโชคดีมาก แล้วจะมีสักกี่คนที่ได้ทำแบบนี้ ทาเลย appreciate กับมัน ถ้าวันนั้นทามานั่งดราม่าแล้วรู้สึกว่าทำไมฉันไม่ได้ไปงานพรอม ไม่ได้ทำโน่นทำนี่เหมือนชีวิตเด็กคนอื่นๆ วันนี้ทาก็คงไม่ได้อยู่ตรงนี้นะ แต่วันนั้นทารู้สึกว่าไม่ได้ไปไฮสคูลพรอมก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะเราได้ไปงาน MTV เลยจ้า ไปเจอวง Blue วงที่เขาเปิดเพลงกันในงานพรอมน่ะ ดิฉันไปเจอเลยค่ะ ฉันไปรับรางวัลด้วย โอ๊ย โอเคกว่า ชีวิตฉันเริ่ดจะตายเธอ (หัวเราะ)

 

ชีวิตที่เริ่ดจะตายแบบนี้ต้องแลกกับอะไรบ้าง

มันไม่มีศิลปินคนไหนที่ประสบความสำเร็จแล้วชีวิตโรยด้วยกลีบกุหลาบ ทุกคนกัดฟัน ทุกคนสู้ ทุกคนทำงานหนักเพื่อให้ได้ความสำเร็จมา


มันก็มีเรื่องกอสซิป เรื่องปาปารัซซี เรื่องความเป็นส่วนตัว แต่มันมากับธุรกิจนี้อยู่แล้ว ซึ่งตลอดเวลาที่อยู่มาก็เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ไม่ได้บอกว่าทาทำถูกมาตลอดทุกๆ ครั้ง แต่ก็เรียนรู้ที่จะรับมือในแต่ละเรื่องไป ดีที่สุดก็คือไม่สร้างเรื่องค่ะ ไม่ต้องสร้างเรื่องให้เกิดปัญหา แต่วันนี้กลับเรียนรู้ว่าไอ้พวกที่ไม่สร้างเรื่องเนี่ยไม่ค่อยดังนะ สมัยนี้ต้องสร้างเรื่องหน่อยถึงจะดัง (หัวเราะ) ก็แล้วแต่เลยค่ะ

 

ความคิดที่มองเห็นสิ่งที่ตัวเองมีมากกว่าสิ่งที่ตัวเองขาดแบบนี้มันเริ่มเกิดขึ้นได้อย่างไร

มันคงต้องผ่านประสบการณ์มาด้วยนะคะ อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญมากคือทาได้รับการหล่อหลอมมาด้วยคนคิดบวกคือคุณพ่อหรือคุณแม่ ท่านจะไม่ใช่แนวมาปลอบประโลม แต่จะชี้ให้เราเห็นด้านที่เป็นบวกของชีวิตว่ายูพลาดตรงนี้ แต่ยูได้ทำอันนั้น มีข้อเปรียบเทียบให้เราเห็นได้ชัดเจน เช่น เพื่อนยูได้ไปดูหนังเรื่องนี้ แต่ยูได้ไปดูรอบพรีเมียร์ของหนังเรื่องนี้ โอเคไหมล่ะ เราก็จะรู้สึกว่าจริงว่ะ เปรี้ยวเนอะ

 

 

ชมรมคนเกลียดทาทา

 

คุณเป็นผู้หญิงที่มั่นใจ กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำในสิ่งที่ตัวเชื่อ การกล้าบอกว่ามีฝันอยากทำอัลบั้มเพลงภาษาอังกฤษ การกล้าเปิดเผยเรื่องความรัก ฯลฯ ก็เป็นสิ่งที่เรียกว่า break the norm มากๆ ในยุคนั้น และทำให้ถูกพิพากษาว่าคุณมั่นใจเกินไป คุณทำอย่างไรจึงยืนหยัดบนความเชื่อมั่นของตัวเองท่ามกลางคนที่ปรามาสคุณได้ตั้งแต่ในยุคนั้น

วันนั้นกับวันนี้ไม่ได้ต่างเลย ทาเป็นคนเดิม ความมั่นใจก็ยังเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าอ้วนขึ้น มีวุฒิภาวะมากขึ้น ณ ตอนนั้นทาไม่รู้สึกว่าตัวเองผิด และคนที่บอกว่าทาไม่ผิดก็คือคุณพ่อคุณแม่ เราผิดอะไรกับการที่เราพูดเรื่องของตัวเองด้วยความมั่นใจ พูดเรื่องงานซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราทำด้วยความมั่นใจ และสุดท้ายเราก็ทำได้อย่างที่พูด มันไม่ได้ไปก้าวก่ายใครเลย เพราะฉะนั้นทาไม่รู้สึกผิด ไม่มีอะไรต้องไฟต์ ไม่มีอะไรต้องแก้ตัว ก็ไม่ต้องทำ อยู่เฉยๆ และเชื่อมั่นในชีวิตของเรา

 

แต่ถามว่าเจ็บปวดไหม เจ็บปวด ทำไมยูพูดทำร้ายไอกันจังเลย มันเกิดขึ้นทุกวันก็บั่นทอนเหมือนกัน แต่ที่สุดแล้วมันคือคำพูดของคุณพ่อคุณแม่เราที่บอกว่าความจริงไม่ใช่สิ่งน่าอาย ความจริงที่เราพูดไปเป็นหลักฐานที่ดีที่สุด คุณพ่อจะบอกทาเสมอว่า ถ้ายูเชื่อมั่นในตัวยูแบบนี้ ยูมีพลังสนับสนุนจากพ่อแม่แบบนี้ ทำต่อ ไม่เป็นไร การมีแบ็กอัพที่ดีสำคัญมาก เพราะว่าเวลาชีวิตเราเจอปัญหามากๆ เข้า เจอคนพูดใส่เยอะๆ เข้า เราก็จะหูเบาหรือหลงทางได้ แต่คุณพ่อคุณแม่ทาชัดเจนมากว่าจะสอนทาให้เป็นคนแบบไหน คุณพ่อคุณแม่ทาโคตรเจ๋งเลย

 

ในยุคที่อินเทอร์เน็ตเพิ่งเริ่มบูม คุณก็เป็นเหยื่อของ social bullying ด้วยการถูกตั้งกระทู้ในพันทิป มีชมรมคนแอนตี้ทาทาเกิดขึ้น คุณรับแรงปะทะที่เกิดขึ้นจากสื่อใหม่อย่างอินเทอร์เน็ตในเวลานั้นอย่างไร ประสบการณ์ของคุณน่าจะเป็นประโยชน์กับเหยื่อคนอื่นๆ ด้วย

เราเป็นคน เรามีจิตใจ จะบอกว่าไม่มีความรู้สึกเลยก็เป็นไปไม่ได้ แต่ทามักจะคิดเสมอว่าคนพวกนี้คงเป็นคนที่ไม่ค่อยมีความสุข สงสัยไม่รู้จะทำอะไรมั้ง ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกว่าวันนี้จะด่าใครดี ทาว่าคนเหล่านี้มีชีวิตที่น่าเศร้านะ อาจจะต้องแย่พอสมควรเลยล่ะที่จะลุกขึ้นมาแล้วนึกในใจว่าวันนี้เรามาตั้งกลุ่มด่าคนนี้กันดีกว่า เรามาเกลียดคนกันดีกว่า สนุกจังเลย (หัวเราะ) เขาคงทุกข์กันมากแล้วล่ะที่ต้องมารวมหัวแกล้งเรา มานั่งคุยกันทีละคนเลยดีกว่าว่าชีวิตมีปัญหาอะไร เผื่อฉันจะช่วยแก้ไขปัญหาให้ แล้วเผลอๆ เธอจะรักฉันเอง (หัวเราะ)

 

ทารู้สึกว่าการ bullying มันเป็นการแสดงออกที่คนทำควรต้องรู้สึกอายตัวเอง เพราะฉะนั้นเราต้องไม่เป็นเหยื่อของคนที่กำลังทำร้ายเราอยู่ เราไม่ได้ทำอะไรผิด คนเหล่านี้อาจจะมีปัญหาอยู่แล้วไม่รู้จะไปลงกับใคร เขาก็มานั่งสร้างกลุ่มกันเองเพื่อให้รู้สึกว่ามีกลุ่ม แต่มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากนะ เพราะว่ายูเอาความเกลียดมาสร้างเป็นกระแส

 

 

I Believe

 

หลังจากที่คุณประกาศว่าอยากมีอัลบั้มเพลงภาษาอังกฤษ กว่าที่จะได้เซ็นสัญญากับ Columbia Records คุณต้องผ่านด่านอะไรบ้าง

ตอนแรกทาเซ็นสัญญากับ Warner Music ก่อน แต่อัลบั้มนั้นไม่ได้ทำ โชคดีมากอย่างหนึ่งคือเวลาที่เมืองนอกเขายกเลิกสัญญา เขาจ่ายเงินค่ะ เราได้เงินก้อนใหญ่มาก ชีวิตดีมาก กลับมาร้วยรวย แต่มันก็เสียใจตรงที่ว่าเราไม่ได้ออกอัลบั้มอินเตอร์ ซึ่งนั่นคือจุดประสงค์ของเรา เอาตรงๆ เลยนะ เงินก้อนที่เขาให้ทามา ทาสามารถไปทำอัลบั้มใหม่ได้อีกอัลบั้มหนึ่งเลย ทาก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ได้แย่ แต่ตอนทารู้ว่ายกเลิกสัญญากับ Warner Music ทาร้องไห้ ทาดราม่า ทาร้องไห้อยู่ประมาณ 6 ชั่วโมง แล้วคุณพ่อทาก็บอกว่าเราพลาดตรงนี้ แต่ถ้าเกิดมันมีโอกาสอื่นๆ เข้ามาล่ะ คุณพ่อคุณแม่ก็จะเอาพลังบวกมาบลัฟพลังลบ เราก็จะมีพลังขึ้นมาทันที แล้วก็ไม่ร้องไห้อีกเลย มุ่งหน้าต่อ

 

ตอนที่ทาออกจากแกรมมี่ก็เพราะทาอยากลองทำงานกับคนอื่นบ้าง นั่นคือจุดเริ่มต้น พอทำอัลบั้มไทยกับ BEC-Tero ทาง Sony เห็นแล้วก็สนใจเรา ทาก็บินไปคุยที่ฮ่องกง เพราะฮับของ Sony อยู่ที่นั่น สุดท้ายเขาก็คุยกันภายในแล้วบอกว่าจะให้เซ็นสัญญากับ Columbia Records


กรี๊ดเลยไหมตอนที่รู้ว่าได้เซ็นสัญญากับ Columbia Records

ไม่ได้กรี๊ด อึ้งค่ะ นั่งแบบ What? Are you joking? ค่ายเดียวกับมารายห์ แครีย์ เลยเนี่ยนะ เขาก็บอกว่าใช่ และคุณจะเป็นศิลปินเอเชียคนแรกที่ได้เซ็นสัญญากับค่ายนี้

 

วันที่อัลบั้ม I Believe ออกมา คุณรู้สึกอย่างไรบ้างกับการเดินทางที่แสนยาวนานนั้น

ทางงมาก ทาเหนื่อยมาก อยู่ที่ไหนยังจำไม่ได้เลย เพราะตอนนั้นต้องเดินทางไปแต่ละประเทศเพื่อโปรโมตอัลบั้ม กำลังนั่งสัมภาษณ์สื่อแบบนี้นี่แหละค่ะอยู่ที่สักประเทศหนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็มีทีมงานเดินมาบอกว่าอัลบั้มยูวางขายวันนี้แล้วนะ แค่นั้นเลย

 

ที่มันตลกมากคือทาจำวันจำคืนอะไรไม่ได้เลย ทาเดินทางเยอะมากจนบางวันตื่นขึ้นมาแล้วต้องหยิบโทรศัพท์มาดูว่าทาอยู่ที่ไหน เพราะจำไม่ได้ นี่ไม่ได้โกหกนะ มันบินเยอะมาก บินจนเหนื่อย มันเหมือนที่ทาบอกแหละค่ะว่ากว่าจะมาถึงตรงนี้ได้เราต้องทำงานหนักมาก

 

มีอยู่ช่วงหนึ่งหลังจากที่ทาทัวร์ I Believe อยู่ 4 ปีมั้ง ทาบอกคุณพ่อว่าทาไม่ทำแล้ว ทาไม่ไหว ทาเหนื่อย แต่ในที่สุดทาหยุดได้ 2 เดือน ระหว่างที่หยุดไปพักนั้น อยู่ดีๆ ก็มีฟีดแบ็กกลับมาว่าอัลบั้มของทา sold out ที่ประเทศนั้นประเทศนี้ เราก็รู้สึกมีพลัง จะไม่ให้เรากลับมาได้อย่างไร เอาจริงๆ แค่หยุดไปแค่ 1-2 สัปดาห์ทาก็เบื่อแล้ว


คุณชอบพูดถึงการเป็นตัวของตัวเองตลอด และสิ่งที่คุณทำก็สื่อในเรื่องการสร้างแรงบันดาลใจให้คนลุกขึ้นมาเป็นตัวของตัวเองอยู่เสมอ การเป็นตัวของตัวเองสำคัญอย่างไร

ทุกวันนี้ด้วยสื่อ ด้วยโซเชียลมีเดีย ด้วยสังคม ด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ทาว่าคนเรามันโดนโน้มน้าวให้ขาดความเป็นตัวของตัวเองไปเยอะพอสมควร คนเราลืมคิดถึงความสุขของตัวเอง แต่ไปคิดถึงแฟชั่น ไปคิดถึงสิ่งที่เขาทำกัน แล้วถ้าทำตามแล้วเราจะอินเทรนด์ แต่คุณไม่ได้คิดถึงว่าการทำแล้วอินเทรนด์เนี่ย คุณได้อะไรจากมัน

 

ทายินดีที่จะทำอะไรก็ตามที่มันอาจจะไม่ได้ตามคนอื่น แต่ทามีความสุขดีกว่า เอาอะไรที่มันเป็นแก่นแท้ข้างในเราดีกว่า เราหาตัวจริงของเราเองดีกว่า ดีกว่าไปทำอะไรที่เหมือนคนอื่น แต่ไม่เป็นตัวของเราเอง มันเหนื่อย

If you make it amazing, it would be amazing. Make your life amazing. ถ้าคุณทำชีวิตให้มหัศจรรย์ มันก็จะมหัศจรรย์ ทุกคนทำให้ชีวิตตัวเองมหัศจรรย์ได้

 

ครอบครัวของทาทา

 

ตั้งแต่เราคุยกันมา คุณพูดถึงคุณพ่อคุณแม่ในฐานะคนที่เป็นพลังสำคัญตลอดเส้นทางของคุณอยู่เสมอ วันนี้ท่านไม่อยู่แล้ว คุณมีอะไรอยากจะบอกกับคนที่ยังมีพ่อแม่อยู่บ้าง

เชื่อทาเถอะ ไม่ต้องเอารายละเอียดทุกอย่างที่เขาพูด แค่จำไว้ เวลาคุณพ่อคุณแม่เตือนเราเนี่ย ท่านเตือนด้วยความหวังดี บางทีสิ่งที่ท่านเตือนมันจี้ใจดำเราเหลือเกิน แล้วเราก็จะรู้สึกว่าพูดอีกแล้ว พูดอยู่ได้ แต่ถ้าลุกขึ้นมาวันหนึ่งแล้วบอกกับตัวเองว่าที่เขาพูดเนี่ย เขารักนะ เปลี่ยนซะ แล้วเราลองปรับดูสิ ชีวิตจะดีขึ้นมาก แม่พูดแล้วสบายใจก็ให้แม่พูดไป แต่เราต้องไม่เก็บมาหงุดหงิด แม่กับทาก็เป็นแบบนี้ แม่บ่นเหรอ แทนที่จะไปเถียงเขา ทาบอกเลย แม่ ไปกินข้าวกันดีกว่า แม่ก็หยุดพูด ท่านไม่ได้อยู่กับเราอย่างนี้นานหรอก เพราะทุกคนต้องเกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา

 

พอจะเล่าให้ฟังเพื่อเป็นประโยชน์ได้ไหมว่าคุณเตรียมตัวรับมือกับการจากไปของคุณพ่อคุณแม่อย่างไรบ้าง

คุณแม่จับทามานั่งพูดเลยว่า ฉันจะตาย เธอต้องทำใจ แล้วทาแบบ What?! No, you’re not. แม่ก็ตอบว่า Yes, I am. อะไรอย่างนี้ ขำจะตาย มันขำ ณ ตอนนั้น ทาก็ไม่ยอมรับความจริงเท่าไร คิดว่าไม่หรอก เขาพูดเล่น เขาก็สั่งว่าเขาจะเอาอะไรไว้บ้าง ไล่ไปเลยจ้า โลงศพเอายี่ห้อนี้ แบบนี้ ไม้สักทองเจ้านี้ ห้ามใครถ่ายรูป แม่ไม่สวย อย่างนั้นเลย ทาก็ไม่ได้แคร์อะไร แต่พอมาอยู่คนเดียวก็เริ่มใจหาย เริ่มนึกในใจว่ามันอาจจะเกิดขึ้นได้ แล้วทาจะบอกให้เลยว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาทำแบบนั้นกับทา เพราะว่านั่นคือการลาของเขา แล้วเขาก็ได้บอกทาไว้หมดแล้วว่าเขาทำอะไร แล้วทาก็รู้สึกว่าวันที่เขาไป ทาได้ทำทุกอย่างตามที่เขาต้องการเป็นครั้งสุดท้าย มันก็เลยเป็นการลากันที่โอเค

 

ส่วนพ่อของทาเนี่ยเป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว ท่านเคยล้มไปแล้วครั้งหนึ่ง เพราะว่าท่านหัวใจวาย แล้วก็มีภาวะที่จะเป็นแบบนี้ได้ ฉะนั้นพอมีประสบการณ์จากคุณแม่ ทาก็พูดกับตัวเองเสมอว่าเขาไปได้นะ นี่คือสิ่งที่ทาพยายามจะบอกกับคนที่กำลังมีคุณพ่อคุณแม่อยู่ คอยเตือนตัวเองไว้นะว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ มันไม่มีอะไรที่อยู่กับเราเสมอ เพราะฉะนั้นเราต้องคิด เราต้อง appreciate แล้วเราต้องมีความสุข เห็นคุณค่าของท่านในวันที่ท่านอยู่ ถ้าจะเสียดาย ให้เสียดายตั้งแต่วันนี้ไว้ก่อนเลยว่าเรายังไม่ได้ทำอะไรบ้าง ตอนท่านไปแล้วจะได้ไม่เสียดาย

 

แม่ทาสอนไว้เลย ท่านบอกว่าฉันต้องการให้เธอเจ็บน้อยที่สุด เพราะฉันไม่ได้อยากจะมานั่งเห็นเธอร้องไห้ ฉันจะไปก็ไปไม่ได้ ฉันอยากเห็นเธอกลับไปร้องเพลง เพราะเธอมีคนที่รักอยู่อีกมาก ฉันมีความสุขที่สุดเวลาเห็นเธอร้องเพลง ฉันอยากเห็นเธอกลับไปร้องเพลงเร็วที่สุด ถ้าเธอทำได้ฉันจะมีความสุขที่สุด เข้าใจไหม

 

แล้ววันที่ทาขึ้นไปร้องเพลงให้คนเยอะที่สุดฟังแบบนั้น ทาก็รู้สึกว่าทาได้ทำแล้ว วันนี้พอทาเป็นแม่ ทายิ่งรู้สึกถึงคำของเขาว่าทำไมเราจะอยากให้ลูกเราต้องมาทุกข์หรือติดอยู่กับความรู้สึกไปไม่ได้อย่างนี้

 

การเป็นแม่คนเปลี่ยนชีวิตคุณไปอย่างไรบ้าง

เปลี่ยนฉิบหายเลย (หัวเราะ) เปลี่ยนมาก ทาหันไปมองหน้าเรย์ (ลูกชาย) อยู่บ่อยๆ ทาอุ้มเรย์แล้วก็บอกว่าเธอเป็นใคร เพราะว่าเรย์นี่มาเปลี่ยนชีวิตจนทาต้องถามว่าใครเอาคุณมาเกิดเนี่ย เขาดัดสันดานอะไรก็ไม่รู้ของเราเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด แต่มันเป็นในทางที่ดีและมีความสุข

 

การมีน้องเรย์สอนอะไรคุณบ้าง

สิ่งที่เรย์สอนทาคือสิ่งเดียวกับที่แม่ทาเคยบอกไว้เลย เวลาทาดื้อๆ สักพักหนึ่งแม่ทาก็จะสะบัดตูดแล้วพูดว่า จำไว้ วันหนึ่งที่เธอมีลูกของเธอเองแล้วจะเข้าใจ แม่จ๋า ทุกวันนี้ทาเข้าใจมาก ช่วงนี้เรย์เซย์โนใส่ทาตลอดเวลา No. No. No. What? I’m your mother. No what? ทาก็ทะเลาะกับเรย์ไปเรื่อย (หัวเราะ) เรย์เหมือนทามาก เป็น mini me นั่นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ดีเอ็นเอเป็นอะไรที่หลอนมาก (หัวเราะ) วิธีการพูด ทุกอย่างเลย โอ๊ยตาย!

 

ถ้าจะมีบทเรียนให้น้องเรย์สัก 3 ข้อที่ควรจะต้องติดตัวไปตลอดชีวิตเลย คิดว่าจะเป็นเรื่องอะไร

อย่างแรกนะ Be Yourself. ทาว่าเขาต้องเป็นตัวของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นอะไรอย่างไรก็ตาม อย่างที่สอง Be adventurous. สนุกกับชีวิต ต้องได้เห็นอะไรเยอะๆ เปิดหูเปิดตา และอย่างที่สาม Be kind. Be kind to yourself and be kind to other people. คือเป็นคนใจดีกับตัวเอง เป็นคนใจดีกับผู้อื่น

 

ทาอยากให้เขาเป็นเด็กที่มีความสุข คือไม่จำเป็นต้องเป็นเด็กเรียนเก่งก็ได้ แต่อยากให้เรย์เป็นเด็กอีคิวดี เด็กอีคิวดีเนี่ยเอาตัวรอดได้เสมอ เพราะว่าเพื่อนก็มี เรียนไม่เก่งเดี๋ยวเพื่อนก็ช่วย ครูก็เอ็นดู เพื่อนก็เยอะ คนก็รักเขา แล้วให้เขาอยู่รายล้อมด้วยคนที่มีจิตใจดี

 

Photo: IG @tataamitayoung

 

ความมหัศจรรย์ของชีวิต

 

ที่คุยกันมาทั้งหมดนี้ ชีวิตคุณโคตรมหัศจรรย์เลยนะ

Yes, I have an amazing life. ต้องใช้คำนี้ ยิ่งพอมีเรย์เนี่ย ทาจะบอกเรย์ตลอดเวลาขึ้นเวทีว่า ดูสิลูก คนเหล่านี้มาดูแม่ร้องเพลง แล้วเรย์ก็จะบอกว่า Wow! Yeah, so cool! แม่เรย์เท่มาก แม่เรย์เปรี้ยว

 

ก็เหมือนกับที่ทาประกวดร้องเพลงตอนเด็กๆ นั่นแหละค่ะ ทาคิดแค่ว่าอยากจะทำมัน อยากจะสนุก อยากร้องเพลง แค่นั้นเลย ไม่ได้คิดว่าวันนั้นมันจะเปลี่ยนชีวิตทา ไม่เคยคิดว่าถ้าฉันไม่ชนะในค่ำคืนนี้แล้วชีวิตจะต้องล่มสลาย อาจจะเพราะคิดแบบนี้ทาเลยประสบความสำเร็จ เพราะทาทำด้วยความสุขจากข้างในจริงๆ ไม่ได้ต้องเอาดีเอาเด่น ความคิดแบบนี้มันมีอยู่ในตัวทาตลอดเลย

 

จริงๆ แล้วทาคิดว่าทุกคนมีเรื่องราวของเขา อยู่ที่ว่าเขาจะเล่ามันอย่างไร ที่สำคัญคือเขาอยากใช้ชีวิตแบบไหน

 

If you make it amazing, it would be amazing. Make your life amazing. ถ้าคุณทำชีวิตให้มหัศจรรย์ มันก็จะมหัศจรรย์ ทุกคนทำให้ชีวิตตัวเองมหัศจรรย์ได้

 

คุณมีอะไรจะบอกกับผู้หญิงที่ชื่อ ทาทา ยัง

You go girl! yeah. จริงๆ You go girl! You go on! Good luck! แล้วอีกอย่างคือมันก็ไม่ยากที่เราจะผอม แต่เราจะพร้อมหรือยังเท่านั้นเอง (หัวเราะ) อ้วนแบบนี้มันก็ดีนะ มันก็เอื่อยๆ เหมือนสลอตน่ะ เข้าใจหรือเปล่า ชีวิตก็ดี ตัวก็นุ่มๆ (หัวเราะ) แต่ไปดูดิฉันบนเวทีสิคะ I don’t give a shit!

FYI
  • ทาทา ยัง เป็นหนึ่งในศิลปินที่จะขึ้นคอนเสิร์ต ‘ICHITAN และ LACTASOY Present 90’s Nonstop Concert เต้นไม่หยุด สุดทุกค่าย’ ปรากฏการณ์งานเต้นมาราธอนครั้งแรกกับศิลปินต่างค่ายบนเวทีคอนเสิร์ตเดียวกัน วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคมนี้ เวลา 18.00 น. ที่ชาเลนเจอร์ฮอลล์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซื้อบัตรได้ที่ไทยทิกเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา
  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories