×

Jubilee เผย กระแสเพชรสังเคราะห์ไม่ใช่ปัจจัยฉุดราคาเพชรแท้ ชี้ตลาดคนละกลุ่ม แค่ทางเลือกเรื่องความสวยงาม แต่ไม่ตอบโจทย์การลงทุน

12.09.2023
  • LOADING...
เพชรสังเคราะห์

จริงหรือไม่? ที่กระแสความนิยมใน ‘เพชรสังเคราะห์’ หรือเพชรเลี้ยง พุ่งสูงขึ้นกระทบต่อดีมานด์ในตลาด ‘เพชรแท้’ จนทำให้ De Beers ยักษ์ใหญ่วงการเพชร ต้องปรับลดราคาเพชรลงถึง 40% ตามที่มีกระแสข่าวออกมา ซึ่งสร้างความแตกตื่นให้กับตลาด 

 

ล่าสุด อัญรัตน์ พรประกฤต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ หรือ Jubilee ผู้นำธุรกิจเครื่องประดับเพชรแท้อันดับหนึ่งของเมืองไทย ภายใต้แบรนด์ JUBILEE DIAMOND ได้ออกมาไขข้อข้องใจดังกล่าว พร้อมอธิบายเรื่องราวของสถานการณ์ตลาดเพชรในปัจจุบัน 

 

อัญรัตน์ระบุว่า ความนิยมในเพชรสังเคราะห์ไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อราคาเพชรแท้ที่เจียระไนแล้ว แต่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจทั่วโลกที่ชะลอตัว โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของเพชรแท้ ทำให้ดีมานด์หดตัวและราคาย่อลงมา โดยถือเป็นเรื่องปกติที่ราคาจะต้องปรับตัวลงให้สอดคล้องกันระหว่างดีมานด์และซัพพลายที่แท้จริงของตลาด 

 

ย้อนกลับไปช่วงเกิดโรคระบาดโควิดในปี 2562-2564 ธุรกิจเหมืองเพชรหยุดชะงัก และเมื่อเกิดสงครามยูเครน-รัสเซียก็มีการแบนเพชรจากเหมืองรัสเซีย ทำให้ซัพพลายหายไปจำนวนมาก ขณะที่หลังโควิดคลี่คลาย ตลาดฝั่งอเมริกาเริ่มเปิด และจีนก็เริ่มทยอยปลดล็อกมาตรการต่างๆ ตลาดเพชรกลับมามีความต้องการเพิ่มขึ้น ยิ่งส่งผลให้ราคาเพชรพุ่งสูงขึ้นถึง 27.3% 

 

ทั้งนี้ การที่ De Beers ยักษ์ใหญ่วงการเพชร ปรับลดราคาลง 40% นั้นเป็นการปรับลดราคาเฉพาะเพชรดิบ (Rough Diamonds) เฉพาะกลุ่ม Select Makeables เป็นกลุ่มที่คุณภาพความสะอาดไม่สูง จะใช้ในอุตสาหกรรมเป็นหัวของเครื่องจักร และหากเพชรกลุ่มนี้จะเจียระไนเป็นเพชรที่ใช้เป็นเครื่องประดับ ก็จะได้ Yields ที่ลดลงมา 50% จากก้อนเพชรดิบ 

 

ยกตัวอย่างเช่น เพชรดิบขนาด 2-4 กะรัต หากนำมาเจียระไนเป็นเพชรคุณภาพที่สวมใส่เป็นเครื่องประดับ ก็จะใช้ได้ประมาณ 1-2 กะรัต โดยคุณภาพเพชรพอใช้ได้ แต่ไม่ถึงระดับที่เรียกว่าสมบูรณ์แบบ ส่วนเพชรกลุ่มที่เจียระไนแล้ว (Polished Diamonds) การปรับตัวของราคาลดลงมาไม่ถึง 10% 

 

อย่างไรก็ตาม แม้ราคาเพชรจะตกลงมา แต่ราคายังเติบโตกว่าก่อนเกิดโรคระบาดโควิด ทั้งนี้ เพชรถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ลงทุนได้ เพราะเข้าเกณฑ์ทั้ง 4 ข้อ คือ 

 

  1. มีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา 
  2. มีความต้องการในตลาด 
  3. มีราคามาตรฐาน 
  4. สามารถขายออกได้เพื่อคืนทุน 

 

ซึ่งตอนนี้เป็นช่วงที่กำลังปรับสู่ราคาตลาดที่แท้จริง นับเป็นอีกช่วงหนึ่งที่น่าจะเข้าไปลงทุน เพราะเชื่อว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น   

 

ซีอีโอของ Jubilee เล่าอีกว่า ปัจจุบันประเทศที่เป็นตลาดใหญ่ของเครื่องประดับเพชรแท้มีอยู่ 4 ประเทศ ได้แก่ อเมริกา, จีน, ญี่ปุ่น และอินเดีย โดยเฉพาะตลาดอเมริกาและจีนถือว่าใหญ่มาก รวมกันแล้วมีการใช้เพชรแท้มากกว่า 60% แบ่งเป็น อเมริกาประมาณ 48% และจีนประมาณเกือบ 20% 

 

โดยพฤติกรรมของผู้บริโภคในอเมริกาส่วนใหญ่จะไม่ค่อยสนใจเรื่องคุณภาพเพชรแท้ตามหลัก 4Cs (Carat: กะรัตหรือน้ำหนักเพชร, Cut: เหลี่ยมการเจียระไน, Color: สีหรือน้ำ, Clarity: ความสะอาด ที่เพชรแท้จะมีตำหนิตามธรรมชาติ) แตกต่างจากผู้บริโภคในตลาดแถบเอเชีย ที่จะเน้นในเรื่องคุณภาพเพชรแท้ตามหลัก 4Cs ซึ่งเป็นมูลค่าในตัวของเพชรแท้ 

 

“ผู้บริโภคในตลาดอเมริกาส่วนใหญ่มีค่านิยมแค่ขอให้ได้ใส่เพชร ใช้เพชร แต่ไม่ค่อยสนใจในเรื่องคุณภาพเพชรแท้มากเท่าผู้บริโภคในตลาดเอเชียซึ่งใช้เพชรคุณภาพสูง ประกอบกับตอนนี้สภาวะเศรษฐกิจมีการชะลอตัวและมีการใช้เพชรคุณภาพต่ำอยู่แล้ว ผู้บริโภคบางกลุ่มจึงหันมาใช้เพชรสังเคราะห์ที่ราคาไม่สูงกันมากขึ้น ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ตลาดเพชรสังเคราะห์ในอเมริกาจะได้รับความนิยมและเติบโตขึ้น” อัญรัตน์กล่าว

 

ซีอีโอ Jubilee กล่าวอีกว่า จริงๆ แล้วเพชรสังเคราะห์มีมานานแล้ว และมีความพยายามทำให้คล้ายเพชรแท้มากขึ้นด้วยเทคโนโลยี โดยตอนเข้ามาในตลาดใหม่ๆ ราคาจะถูกกว่าเพชรแท้ 20-30% แต่ปัจจุบันราคาถูกกว่า 70-90% สะท้อนว่าเป็นลูกค้าคนละกลุ่มและเป็นคนละตลาดกัน ในขณะที่ De Beers เองก็ผลิตเพชรสังเคราะห์ เพิ่มซัพพลายเข้ามาในตลาด เพื่อทำให้ราคาลดลง ตอกย้ำว่าราคาเพชรสังเคราะห์มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ และไม่มีมูลค่าในอนาคต 

 

ดังนั้นเหตุการณ์การปรับตัวของราคาเพชรแท้ De Beers มองว่าจะเกิดขึ้นแค่ระยะสั้น และเป็นการปรับตัวตามกลไกของตลาด จากการที่ราคาพุ่งขึ้นสูงมากในช่วงโรคระบาดโควิดและช่วงระยะเวลานี้ เป็นการปรับตัวให้กลับมาในจุดที่ควรจะเป็น จึงเป็นช่วงที่ควรลงทุนหรือเก็บสะสม และในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะในช่วงปลายปีในทุกๆ ปี ตลาดเพชรแท้จะมีการปรับราคาขึ้นตามความต้องการในตลาดที่มีมากขึ้น จึงยืนยันได้ว่า เพชรแท้มีมูลค่าในตัวเองที่จะเติบโต จึงเป็นสินทรัพย์ลงทุนได้

 

อัญรัตน์ย้ำว่า แม้ในปัจจุบันเพชรสังเคราะห์จะมีความใกล้เคียงกับเพชรแท้เป็นอย่างมาก แต่สิ่งที่ทำให้ไม่สามารถเทียบเท่าเพชรแท้ได้คือ มูลค่าในตัวเองที่จะเติบโต โดยคนทั่วโลกไม่ได้มองเพชรสังเคราะห์เป็นการลงทุน จะซื้อ-ขายหรือแม้แต่จำนำก็ทำได้ยาก เพราะไม่มีมูลค่าเพิ่มในอนาคต จากการที่สามารถผลิตเพิ่มได้ไม่จำกัด ต่างจากเพชรแท้ที่นับวันยิ่งหาได้น้อยลง 

 

จากปัจจัยข้างต้น เพชรสังเคราะห์อาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ชื่นชอบเพชรในแง่ของความสวยงามและไม่ได้คำนึงถึงมูลค่าในอนาคต แต่หากมองหาเพชรในแง่ของการลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าในอนาคต แน่นอนว่าเพชรแท้ตอบโจทย์ได้ดีกว่า ตอกย้ำว่าเพชรสังเคราะห์ไม่ได้เกิดมาเพื่อทดแทนเพชรแท้ แต่เป็นเพียงการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคที่มีความชอบและวัตถุประสงค์ที่ต่างกันนั่นเอง

 

“เพชรแท้ถือเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่ดี (Alternative Investment) สามารถซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนได้ในตลาดสากลไม่ต่างจากทองคำ เพราะเป็นสินทรัพย์ที่ใช้กันทั่วโลก มีใบรับรองคุณภาพที่มีมาตรฐานโลกรองรับ ที่สำคัญมูลค่าไม่เลือนหายตามกาลเวลา จึงควรค่าต่อการลงทุนในระยะยาว” อัญรัตน์กล่าว

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

X
Close Advertising