×

สุรเกียรติ์ชี้โลกต้อง ‘มองไปข้างหน้า’ เพื่อระเบียบความมั่นคงที่ยั่งยืนในทศวรรษต่อไป มองกลไกแก้ไขความขัดแย้งขาดไม่ได้-พูดคุยดีกว่าสู้รบ

30.08.2025
  • LOADING...
surakiart-global-security-outlook

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ภายในงาน Thailand Security Dialogue 2025 ในวันนี้ (30 สิงหาคม) หัวข้อ “ชีพจรความมั่นคงโลกในทศวรรษหน้า (The Pulse of Global Security in the Upcoming Decade)” โดยชี้ถึงภาวะการหยุดชะงัก (Disrupt) ที่กำลังเกิดขึ้นกับโลกยุคปัจจุบัน ทั้งในด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยี หรือสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ภารกิจของทั่วโลกตอนนี้ ไม่ใช่เพียงการจัดการวิกฤต แต่ยังต้องมองไปข้างหน้าเพื่อจินตนาการถึงระเบียบความมั่นคงที่ยั่งยืนและสันติภาพในทศวรรษต่อไป

 

ดร.สุรเกียรติ์ ชี้ว่า ทั่วโลกกำลังเผชิญกับการแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจที่ทวีความรุนแรงขึ้น การนำการค้าและเทคโนโลยีมาใช้เป็นอาวุธ และการเกิดขึ้นของภัยคุกคามความมั่นคงรูปแบบใหม่ที่คาดเดาไม่ได้ ตลอดจนผลกระทบจากมนุษย์ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและโรคระบาดในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ซึ่งพลวัตเหล่านี้มาบรรจบกันด้วยความเข้มข้น

 

สำหรับไทย เขามองว่าการหยุดชะงักไม่ได้เป็นแนวคิดที่เป็นนามธรรมอีกต่อไป แต่มันคือความเป็นจริงในชีวิตประจำวัน เนื่องจากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของไทยที่ตั้งอยู่บนเส้นทางบรรจบระหว่างเอเชียทั้งทางบกและทางทะเล โดยความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดข้อหนึ่งคือ ‘การเผชิญหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์’

 

“ความขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจสะท้อนผ่านการค้า การลงทุน การแข่งขันทางการเงินและเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และข้อพิพาททางดินแดน ความตึงเครียดของทะเลจีนใต้ คาบสมุทรเกาหลี ช่องแคบไต้หวัน ขณะที่ความขัดแย้งใกล้ชายแดนของเรา เตือนเราว่า ต้นทุนของการคำนวณผิดพลาดนั้นสูง และพื้นที่สำหรับความผิดพลาดนั้นแคบ” ดร.สุรเกียรติ์ กล่าว

 

ขณะที่เขาชี้ว่า สถานการณ์สงครามในยูเครน แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งสามารถลุกลามได้อย่างรวดเร็วเพื่อทำลายเสถียรภาพของทั้งภูมิภาค ส่วนในตะวันออกกลาง ความรุนแรงในฉนวนกาซาแสดงให้เห็นว่า การขาดความไว้วางใจและการเจรจา สามารถสร้างความทุกข์ทรมานแก่มนุษย์ในระดับที่ประเมินค่าไม่ได้

 

วิกฤตในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาเป็นเครื่องเตือนใจว่า ความไม่มั่นคงไม่ได้คงอยู่แค่ภายในพรมแดน แต่จะไหลทะลักออกมาเป็นกระแสของผู้พลัดถิ่น การค้ามนุษย์ และความตึงเครียดด้านมนุษยธรรม ดังนั้นสันติภาพและการปรองดองในเมียนมาจึงเป็นข้อกังวลอย่างยิ่งสำหรับไทย และอาเซียน และทั่วทั้งภูมิภาค

 

ขณะที่ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เกิดการโจมตีพลเรือนและโรงพยาบาลในไทย และทำให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่ของชาวไทยหลายแสนคน รวมถึงมีผู้คนบาดเจ็บล้มตาย ก็กำลังเป็นข้อกังวลอย่างยิ่งสำหรับภูมิภาคนี้

 

โดยเมื่อปัญหาความมั่นคงทวีความรุนแรงขึ้น การลุกลามมักจะเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและมีผลกระทบที่รุนแรง ดังนั้นสำหรับอาเซียน บทเรียนจึงชัดเจนว่า “เราต้องคงไว้ซึ่งการเป็นเขตแห่งการเจรจา ไม่ใช่เขตแห่งความขัดแย้ง” และมองว่า “กลไกต่างๆ เช่น การประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum : ARF), การประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน (ASEAN Defense Ministers Forum), สนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  (Treaty of Amity and Cooperation) อาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่ยังคงเป็นเวทีที่ขาดไม่ได้สำหรับการสร้างความไว้วางใจ การทูตเชิงป้องกัน และการแก้ไขความขัดแย้ง”

 

“ประเทศไทยเชื่อมานานแล้วว่า การทูตเชิงป้องกันจะต้องเป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์ภูมิภาคของเรา เพราะการพูดคุยย่อมดีกว่าการต่อสู้เสมอ และความไว้วางใจ แม้จะเปราะบางมาก ก็ย่อมดีกว่าความสงสัยเสมอ” เขากล่าว

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising