วันนี้ (21 มกราคม) สัญญาภัชระ สามารถ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ นายตำรวจคนสนิทและอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในข้อหาแจ้งความเท็จ
โดยทางทนายความได้ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติของคดีนี้ว่า ผู้กล่าวหาอ้างว่าเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งล่วงเลยมานานถึง 9 ปีแล้ว เหตุใดจึงเพิ่งออกมาแจ้งความร้องทุกข์ในช่วงนี้ ซึ่งลักษณะเหตุการณ์มีความคล้ายคลึงกับกรณีเมื่อปี 2562 ที่เคยเป็นข่าวว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถูกร้องเรียนเรื่องทำร้ายลูกน้อง 17 คน ซึ่งในครั้งนั้นได้มีการพิสูจน์ทราบและจบกระบวนการไปแล้วว่าเป็นการกระทำตามคำสั่งของอดีต ผบ.ตร. ท่านหนึ่ง
ทนายความได้หยิบยกประเด็นจากการวิเคราะห์เวชระเบียน โดยอ้างอิงความเห็นของ นพ.ธวัชชัย กาญจนรินทร์ อดีตศัลยแพทย์โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ที่พบข้อพิรุธหลายประการจากเอกสารทางการแพทย์ของ พ.ต.ท.คริษฐ์
- ผู้ป่วยมาพบแพทย์แบบผู้ป่วยนอก (OPD) สัญญาณชีพ ความดัน และอัตราการหายใจปกติทุกอย่าง
- ผู้ป่วยแจ้งว่าหูอื้อข้างซ้ายและมึนงงหลังจากบาดเจ็บมา 2 วัน แพทย์ตรวจพบแก้วหูซ้ายทะลุ แต่ลงรหัสวินิจฉัยโรคเป็น H72.8 (ความผิดปกติอื่นๆ ของแก้วหู) ซึ่งหากเป็นการบาดเจ็บเฉียบพลันจากการถูกทำร้าย แพทย์ควรลงรหัส SO 9.2
- หากถูกตบหน้า 4-5 ครั้งจริง จะต้องมีร่องรอยบาดเจ็บภายนอกที่ใบหน้าชัดเจน แต่ในบันทึกระบุเพียงการตรวจจากแพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิก ไม่มีบันทึกการตรวจจากศัลยแพทย์ และไม่มีการสั่งเอกซเรย์แต่อย่างใด
- หลังตรวจเสร็จ แพทย์ให้กลับบ้านทันทีโดยจ่ายเพียงยาปฏิชีวนะและยาแก้ปวด ซึ่งหากบาดเจ็บรุนแรงจากการทำร้ายร่างกายจริง ควรต้องมีการรับตัวไว้ดูอาการ
จากหลักฐานดังกล่าว ทางฝ่ายกฎหมายจึงมั่นใจว่าอาการของ พ.ต.ท.คริษฐ์ เกิดจากโรคหรือการติดเชื้อ ไม่ใช่อาการบาดเจ็บจากการถูกทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 ดังนั้น การกล่าวหา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงเข้าข่ายการแจ้งความเท็จ โดยทาง นพ.ธวัชชัย ยินดีที่จะมาเป็นพยานในคดีนี้ด้วย
ทนายความยังระบุเพิ่มเติมว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มอบหมายงานสำคัญให้ พ.ต.ท.คริษฐ์ ทำมาโดยตลอด จึงตั้งข้อสังเกตว่าการออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจมีนัยยะแอบแฝงหรือรับงานใครมาหรือไม่ พร้อมฝากเตือนไปยังอดีตลูกน้องว่าการแจ้งความเท็จมีโทษทางอาญา
ส่วนกรณีของ พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ ที่ออกมาแจ้งความเรื่องถูกทำร้ายจิตใจนั้น เชื่อว่าเป็นเพราะเจ้าตัวได้ย้ายขั้วไปอยู่อีกฝั่งหนึ่งแล้ว ซึ่งทางทีมทนายความเตรียมจะแจ้งความดำเนินคดีกลับกับ พ.ต.อ.อาริศ เป็นรายต่อไปให้ถึงที่สุด
ทั้งนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ฝากข้อความผ่านทนายความ ยืนยันว่า “ไม่มีพฤติกรรมหลบหนี” พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและให้ปากคำหากมีหมายเรียกที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม
นอกจากคดีแจ้งความเท็จแล้ว ในวันพรุ่งนี้ (22 มกราคม) เวลา 10.00 น. ทนายสัญญาภัชระ จะเดินทางไปยังศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อยื่นฟ้องคณะพนักงานสอบสวนในคดีที่เกี่ยวข้องกับสินบนทองคำ ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 200


