ศุภจีมองปมขัดแย้งตะวันออกกลางมีผลกระทบจำกัด แต่ประมาทไม่ได้ พร้อมเร่งออก 6 มาตรการคุมราคา-โลจิสติกส์ ด้านสนค. ประเมินเงินเฟ้อไทยอาจเร่งตัวสูงขึ้น จากอุปทานน้ำมันดิบที่ลดลงอย่างฉับพลันหลังการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ความไม่สงบอาจสร้างความกังวลด้านความปลอดภัย จนทำให้นักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงชะงักการเดินทาง
วันนี้ (2 มีนาคม) ศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยมุมมองต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางว่า พาณิชย์ได้ประเมินผลกระทบทางการค้าอย่างใกล้ชิด โดยเบื้องต้นผลกระทบอยู่ในระดับจำกัด สัดส่วนการค้าทั้งนำเข้าและส่งออกในประเทศคู่ขัดแย้งมีปริมาณไม่มาก
โดยการส่งออกไป อิสราเอล คิดเป็น 0.2% ของการส่งออกทั้งหมด ขณะที่การส่งออกไป อิหร่าน คิดเป็น 0.02% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย อย่างไรก็ตาม แม้สัดส่วนรายประเทศจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ทั้งภูมิภาคตะวันออกกลางมีมูลค่าการค้ารวมกับไทยราว 4-5% ของการค้าทั้งหมด แม้จะไม่มาก แต่ศุภจีย้ำว่าต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
แม้ไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรง แต่ศุภจีมองว่า ผลทางอ้อมจะเกิดขึ้นต่อภูมิภาคอื่นๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ อาทิ ค่าระวางเรือที่อาจปรับสูงขึ้น รวมถึงระยะทางขนส่งที่ต้องอ้อมมากขึ้น ซึ่งอาจกระทบต้นทุนสินค้าและห่วงโซ่อุปทานในระยะถัดไป
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนด 6 มาตรการดูแลและติดตามสถานการณ์ ประกอบด้วย
1. บริหารจัดการสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศ เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง
2.จัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรอง โดยเฉพาะพลังงานซึ่งมีแหล่งนำเข้าจากตะวันออกกลาง พร้อมประสานภาคเอกชนหาแหล่งทดแทน
3.ตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาด้านการส่งออก เพื่อดูแลผู้ประกอบการและป้องกันการผูกขาด ติดต่อได้ผ่านสายด่วน 1169
4.บริหารจัดการโลจิสติกส์แบบเฉพาะกิจ ประสานผู้ให้บริการขนส่งทางเรือเพื่อจัดการต้นทุนและเส้นทางขนส่ง
5.ทำงานเชิงรุกกับทูตพาณิชย์ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพื่อให้ติดตามและรายงานสถานการณ์การค้าอย่างทันท่วงที
6. วิเคราะห์ผลกระทบด้านเงินเฟ้อและค่าครองชีพร่วมกับสภาพัฒน์ เพื่อประเมินผลต่อเศรษฐกิจภาพรวมและกำหนดมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม
สนค.มอง เงินเฟ้อไทยอาจเร่งตัวขึ้น แต่ท่องเที่ยวทรุด
ทั้งนี้ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ วิเคราะห์สถานการณ์ หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมกันโจมตีอิหร่าน จนอิหร่านสูญเสียผู้นำสูงสุด โดยประเมินว่า ต้นทุนการผลิตอาจพุ่งขึ้นทั่วโลกจากอุปทานน้ำมันดิบที่ลดลงอย่างฉับพลัน (Negative Supply Shock) หลังการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) ซึ่งเป็นดั่งเส้นเลือดหลักของการขนส่งน้ำมันกว่า 20% ทั่วโลก
โดย สนค. ประเมินว่า ปริมาณน้ำมันที่หายไปจากระบบนั้นไม่สามารถชดเชยได้ทันที แม้กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) จะเพิ่มกำลังการผลิตก็ตาม ซึ่งจะกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกและในไทยเร่งตัวขึ้นผ่านราคาค่าขนส่ง ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าไฟฟ้า
ส่วนสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยว ความขัดแย้งดังกล่าวอาจทำให้กลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์ อาจมีความกังวลเรื่องความปลอดภัย ทำให้การเดินทางต้องชะงักลง
แม้ไทยจะไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรง แต่ความไม่สงบระดับโลกอาจทำให้นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นเกิดความกังวลในการเดินทางระยะไกล (Long-haul) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสแรกของปี
ด้านแรงงานและการบริโภคภายในประเทศ รายได้เงินโอนระหว่างประเทศจากแรงงานไทยกว่า 77,000 คนในพื้นที่เสี่ยง หากต้องอพยพกลับประเทศ จะส่งผลให้รายได้ที่ส่งกลับมาจุนเจือครอบครัวในภาคเกษตรและท้องถิ่นลดลง และเพิ่มภาระด้านการจัดหางานภายในประเทศของภาครัฐ
นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์อาจทำให้ภาคครัวเรือนชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้าคงทน หรือสินค้าฟุ่มเฟือย เพื่อเก็บเงินสดไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน
ส่วนบรรยากาศการลงทุนและเสถียรภาพตลาดเงิน ความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นอาจส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเคลื่อนย้ายเงินทุน ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงของผู้นำเข้าและส่งออก
ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังอาจทำให้โครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่อยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจถูกชะลอออกไปเพื่อประเมินสถานการณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาวหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

