วันนี้ (23 เมษายน) ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีดรามาขายทุเรียนว่า ปีนี้ทุเรียนมีผลผลิตออกมามากขึ้นกว่า 33% หรือประมาณ 2 ล้านตัน จึงต้องทำการตลาดเชิงรุก โดยพิจารณาทั้งอุปสงค์และอุปทาน รวมถึงทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ ซึ่งตลาดต่างประเทศจะขยายไปยังเมืองรองของประเทศจีนมากขึ้น ขณะที่ตลาดภายในประเทศต้องพิจารณาหลายช่องทาง
ศุภจี ยังชี้แจงกรณีพิมรี่พาย ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราคาขายทุเรียนลูกละ 100 บาท ซึ่งคุณภาพอาจไม่ตรงปกว่า เชื่อว่าเป็นเทคนิคในการทำโปรโมชั่น ส่วนจะมีการกำหนดเงื่อนไขหรือระยะเวลาในการขายอย่างไร ต้องรอดู โดยเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องคุณภาพไม่ตรงปก เนื่องจากมีกระแสความสนใจสูงและมีคนจับตามองจำนวนมาก รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแลก็ต้องติดตามเช่นกัน จึงเชื่อว่าพิมรี่พายจะไม่กล้าดำเนินการในลักษณะดังกล่าว
พร้อมกันนี้ ย้ำว่าราคาทุเรียนยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แม้ผลผลิตจะออกมามาก โดยทุเรียนเกรด A และ B ซึ่งเป็นเกรดส่งออก มีราคาอยู่ที่ประมาณ 140-150 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ ทุเรียนมีหลายเกรด หลายสายพันธุ์ และหลายระดับคุณภาพ จึงขอให้ติดตามรายละเอียดโปรโมชั่นของพิมรี่พายก่อน โดยเชื่อว่าจะเป็นไปตามข้อตกลงกับชาวสวนอย่างถูกต้อง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะดูแลด้านกลไกตลาด ส่งเสริมการตลาดเชิงรุก และเปิดช่องทางการตลาดใหม่ๆ รองรับผลผลิตที่เพิ่มขึ้น
ส่วนกรณีดรามาที่เกิดขึ้น เป็นเพราะการสื่อสารไม่ชัดเจนหรือไม่ ศุภจี กล่าวว่า เชื่อว่าเกิดจากกรณีการขายทุเรียนลูกละ 100 บาทของพิมรี่พาย โดยย้ำว่าการจัดทำโปรโมชั่นมักมีเงื่อนไขหลายประการ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องในส่วนนี้ โดยจะดูแลเฉพาะเรื่องคุณภาพสินค้าและภาพรวมราคา รวมถึงกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์อย่างเท่าเทียม
ศุภจี กล่าวด้วยว่า วันนี้ไม่ได้เดินทางไปร่วมไลฟ์ขายกับพิมรี่พายตามที่มีกระแสข่าว เนื่องจากติดภารกิจงาน และกรณีที่มีการระบุว่าไปไลฟ์ขายกับชาวจีนเป็นเวลา 3 ชั่วโมงนั้น ไม่เป็นความจริง โดยใช้เวลาเพียง 3 นาทีเท่านั้น
สำหรับกรณีที่พรรคฝ่ายค้านเสนอให้กระทรวงพาณิชย์ศึกษากลไกตลาด เพื่อไม่ให้ซ้ำเติมเกษตรกร ศุภจี ชี้แจงว่า กระทรวงพาณิชย์ได้วางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน เมื่อประเมินแล้วว่าปีนี้อุปทานจะเพิ่มขึ้น การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุจะไม่ทัน จึงต้องเร่งเพิ่มช่องทางการจำหน่าย รวมถึงดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเน้นการแปรรูปสินค้า เพื่อรองรับทุเรียนคุณภาพรองและสามารถจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี
นอกจากนี้ ผลไม้ชนิดอื่น เช่น มังคุด และเงาะ กระทรวงพาณิชย์ก็มีแผนดูแลเช่นกัน โดยมีการจัดทำปฏิทินผลผลิตในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งทุเรียนถือเป็นราชาผลไม้ หากราคาทุเรียนดี จะส่งผลให้ผลไม้ชนิดอื่นมีราคาดีตามไปด้วย


