ศุภจี เปิดใจ 90 วัน บทบาท รมว.พาณิชย์ ยกผลงานด้าน ‘เกษตร’ พอใจมากสุด ชูโรดแมป 7 ภารกิจ เร่งปิดดีล FTA-ART-ม.301 ดันส่งออกโต 2 หลัก ลุยปราบนอมินี-พยุงสินค้าเกษตร ปรับงานเชิงรุก แก้โครงสร้างเศรษฐกิจ พ้นกับดักรายได้ปานกลางใน 12 ปี
ประเด็นสำคัญ
กางโรดแมป 7 ด้าน ปลดล็อกการค้า ดันส่งออกโต 2 หลัก
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงทิศทางการทำงานของกระทรวงพาณิชย์หลังครบ 90 วัน ว่า จากนี้กระทรวงจะให้น้ำหนักกับการทำงานเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะการแก้ปัญหาในระดับโครงสร้างและการป้องกันปัญหาก่อนที่จะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และเกษตรกร ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะถูกขับเคลื่อนผ่าน 7 ภารกิจสำคัญ และต้องดำเนินการควบคู่กัน ไม่สามารถให้น้ำหนักกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงอย่างเดียว เพราะแต่ละประเด็นมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในภาพรวม
เรื่องแรก คือ การเจรจาการค้ เป็นภารกิจสำคัญที่สุดในเวลานี้ โดยเฉพาะการเร่งหาข้อยุติในประเด็น FTA ความตกลง ART และมาตรา 301 ของสหรัฐฯ เพื่อสร้างความชัดเจนให้กับผู้ประกอบการและลดความไม่แน่นอนที่กำลังเกิดขึ้นกับการค้าโลก
แม้ปัจจุบันสินค้าไทยที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐประมาณ 72% จะได้รับการยกเว้นมาตรการที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่กระทรวงพาณิชย์ยังต้องการเร่งการเจรจาให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วที่สุด โดยยืนยันว่าจะยึดผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นหลัก
เป้าหมายถัดมาคือการผลักดันการส่งออกให้เติบโตในระดับ 2 หลัก โดยปัจจุบันมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ ประมาณ 6.2-6.3 ล้านล้านบาท
หากทั้งปีสามารถทำได้มากกว่า 12 ล้านล้านบาท กระทรวงมองว่ามีโอกาสเห็นการขยายตัวประมาณ 8-10%
“โจทย์สำคัญคือการรักษาแรงส่งของการส่งออกท่ามกลางปัจจัยที่ไทยควบคุมไม่ได้ ทั้งต้นทุนการขนส่ง ราคาพลังงาน และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งล้วนมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย” ศุภจี ย้ำ
ชี้ผลงาน 90 วัน ให้คะแนนงาน ‘เกษตร’ มากสุด
บทบาทและภารกิจที่ดำเนินการมาตลอด 90 วัน กระทรวงพาณิชย์ยังให้ความสำคัญภาคเกษตร โดยเฉพาะการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรสำคัญ ทั้งข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา รวมถึงการบริหารผลผลิตผลไม้ในภาคใต้ ที่ผ่านมา สามารถดูดซับทุเรียนและมังคุดจากภาคใต้ได้ประมาณ 200,000-300,000 ตัน เพื่อช่วยพยุงราคาและบริหารผลผลิตในช่วงฤดูกาล
เมื่อถามถึงผลงานด้านใดเป็นเรื่องที่พึงพอใจมากที่สุด ศุภจี ตอบว่า ‘เกษตร’ เพราะเป็นงานที่เห็นผลลัพธ์จริงและเป็นเรื่องที่กระทรวงเข้าไปลงรายละเอียดจำนวนมาก
สำหรับปัญหาข้าว กระทรวงได้ดำเนินมาตรการแล้ว 5 มาตรการ ตั้งแต่สินเชื่อเพื่อชะลอการขาย การสนับสนุนเกษตรกรและโรงสี การดูดซับผลผลิตประมาณ 3 ล้านตัน ไปจนถึงโครงการข้าวประณีต และการใช้เทคโนโลยีติดตามพื้นที่ที่ราคาข้าวต่ำกว่าค่าเฉลี่ย เพื่อให้สามารถเข้าไปแก้ปัญหาเป็นรายพื้นที่ได้
ขณะเดียวกัน SMEs ยังเป็นอีกกลุ่มที่กระทรวงต้องเร่งเข้าไปช่วยเหลือ เนื่องจากมีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงาน แม้มาตรการที่ดำเนินการไปแล้วจะเริ่มเห็นผล แต่ยังมีผู้ประกอบการอีกจำนวนหนึ่งที่เข้าไม่ถึงโอกาสและมาตรการสนับสนุน
ลุยปราบนอมินีควบคู่ดูแลค่าครองชีพ
ในด้านการจัดการปัญหา ‘นอมินี’ กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยขณะนี้มีการทำงานร่วมกันระหว่าง 23 หน่วยงาน และลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว 46 จังหวัด
“ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องที่กระทรวงพาณิชย์สามารถจัดการได้เพียงลำพัง เนื่องจากมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน จึงต้องใช้ทั้งการบูรณาการข้อมูลและการทำงานร่วมกันในการตรวจสอบและดำเนินการ”
อีกโจทย์ที่ยังต้องเดินหน้าคือการดูแลค่าครองชีพ โดยกระทรวงจะจัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาประหยัดให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ข้อมูลช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 1.21%
อย่างไรก็ตาม การดูแลราคาสินค้ามีข้อจำกัด เนื่องจากต้นทุนจำนวนมากไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงพาณิชย์โดยตรง
ทั้งค่าเช่า ค่าแรง ค่าน้ำ ค่าไฟ และพลังงาน ดังนั้น บทบาทของกระทรวงจึงอยู่ที่การดูแลในส่วนที่อยู่ในอำนาจ พร้อมสร้างทางเลือกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาที่เหมาะสม
ภารกิจสุดท้ายคือการ ‘ปลดล็อก’ อุปสรรคในการทำงาน โดยศุภจีย้ำว่า ทั้ง 7 ภารกิจไม่สามารถเลือกทำเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่จำเป็นต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน
“ถามว่าทำได้หมดทุกเรื่องหรือยัง ยังทำไม่ได้หมดทุกเรื่อง เพราะปัญหาที่มีไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน แต่สะสมมานาน สิ่งที่เราทำคือพยายามรับมือกับปัญหา ด้วยท่วงท่าใหม่ๆ และทำงานบูรณาการมากขึ้น” ศุภจีกล่าว
ทั้งนี้ ทิศทางหลังจากนี้จึงเป็นการเปลี่ยนบทบาทของ กระทรวงพาณิชย์จากการรอรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ไปสู่การทำงานเชิงรุกมากขึ้น
ทั้งการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ การทำงานร่วมกับภาคเอกชน และการเข้าไปจัดการกับปัญหาที่อาจ กลายเป็นข้อจำกัดทางเศรษฐกิจในอนาคต
ศุภจี กล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้ไทยเผชิญ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ ทั้งความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงของระบบการค้าโลกที่ซับซ้อนขึ้น จึงจำเป็นต้องปรับวิธีทำงานให้ยืดหยุ่น พร้อมแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและวางราก ฐานเชิงโครงสร้างในระยะยาว
ดันประเทศพ้นรายได้ปานกลางใน 12 ปี
ทั้งนี้ การทำงานเชิงรุกได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี 4 ท่าน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใน 4 ด้าน ได้แก่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ด้านการลงทุนและการลงทุนใหม่ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ด้านการค้าและเศรษฐกิจชุมชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ และ ปกรณ์ นิลประพันธ์ ด้านการปลดล็อกกฎระเบียบ เพื่อร่วมกันผลักดันประเทศไทย ให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี
สำหรับภารกิจด้านการค้าและเศรษฐกิจชุมชน
ได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะด้าน 4 คณะ เพื่อเชื่อมโยงการทำงานตั้งแต่นโยบายถึงการปฏิบัติ
ได้แก่ คณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy มีวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธาน คณะทำงานด้านสินค้าเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร และเกษตรมูลค่าสูง มี กอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธาน
อีกทั้ง คณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs มี กอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธาน และคณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ มีวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธาน เพื่อสร้างรายได้และกระจายโอกาสสู่เกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทย
โดยมุ่งให้เกิด Quick Big Win ภายใน 6 เดือน-1 ปี และการปรับโครงสร้างในระยะ 2-4 ปี

