×

ศุภชัยนำทีมงดร่วมประชุม กมธ.กฎหมาย จี้ประธานสภาฯ ตรวจสอบ รังสิมันต์ ปมใช้อำนาจเรียกนายกฯ ชี้หวังผลทางการเมือง

โดย THE STANDARD TEAM
08.10.2026
ศุภชัย ใจสมุทร และ สส. พรรคภูมิใจไทย แถลงข่าวกรณีงดร่วมประชุม กมธ.กฎหมาย

วันนี้ (7 ตุลาคม 2569) ที่อาคารรัฐสภา ศุภชัย ใจสมุทร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยกรรมาธิการสัดส่วนฝ่ายรัฐบาล งดเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการฯ เพื่อแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการทำหน้าที่ของ รังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการฯ โดยระบุว่ามีการใช้อำนาจเกินขอบเขตในการออกคำสั่งเรียกนายกรัฐมนตรีมาชี้แจง พร้อมเตรียมยื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรให้วินิจฉัยการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวว่าถูกต้องตามข้อบังคับหรือไม่

 

 
 

ศุภชัยเปิดเผยว่า วาระการประชุมคณะกรรมาธิการฯ ในวันนี้ เป็นการพิจารณาการดำเนินการตามกฎหมายกรณีการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นประจำปี 2567-2569 ซึ่งประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้ออกคำสั่งเรียกนายกรัฐมนตรีเข้ามาชี้แจง

 

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้ทำหนังสือ 2 ฉบับส่งถึงประธานคณะกรรมาธิการฯ และประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้พิจารณาตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ 90 วรรค 4 ว่าการใช้อำนาจเรียกบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นนั้น อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการฯ ตามกฎหมายหรือไม่

 

จากกรณีดังกล่าว กรรมาธิการสัดส่วนฝ่ายรัฐบาลจำนวน 6 คน และฝ่ายค้านบางส่วน มองว่าการออกคำสั่งเรียกดังกล่าวส่อไปในทางที่ผิดต่อข้อบังคับการประชุม จึงมีมติไม่เข้าร่วมประชุมเพื่อแสดงจุดยืนว่าประธานคณะกรรมาธิการฯ ดำเนินการไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมซึ่งเหลือเพียงกรรมาธิการสัดส่วนฝ่ายค้าน ยังคงมีความพยายามที่จะออกคำสั่งเรียกนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง แต่ไม่สามารถออกเป็นมติได้เนื่องจากมีเพียงเสียงของฝ่ายค้าน

 

เตรียมร้องประธานสภาฯ ชี้ใช้อำนาจหวังผลทางการเมือง

 

ศุภชัยระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงวิกฤตของการทำงานในคณะกรรมาธิการที่มีประธานมาจากพรรคฝ่ายค้านและไม่ดำเนินการตามข้อบังคับ หลังจากนี้ตนและกรรมาธิการเสียงข้างมากจะทำหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้วินิจฉัยและแก้ไขปัญหาโดยเร็ว เนื่องจากหากประธานคณะกรรมาธิการฯ ปฏิบัติหน้าที่เกินขอบเขตอำนาจ จะส่งผลกระทบต่อทั้งการทำงานของกรรมาธิการ ภาพลักษณ์ของสภาผู้แทนราษฎร และประชาชน

 

นอกจากนี้ ศุภชัยตั้งข้อสังเกตว่า การออกคำสั่งเรียกบุคคลมาชี้แจงควรพิจารณาว่าอยู่ในอำนาจหน้าที่และซ้ำซ้อนกับคณะกรรมาธิการอื่นหรือไม่ ที่ผ่านมาพบว่ามีการเปลี่ยนหัวข้อการพิจารณาเพื่อเรียกบุคคลเดิมมาชี้แจงซ้ำหลายครั้ง ซึ่งมองว่าไม่ได้เป็นการทำเพื่อหวังผลสัมฤทธิ์ของงาน แต่เจตนาหวังผลทางการเมืองจนกลายเป็น “บันเทิงธิปไตย” พร้อมย้ำว่าสภาผู้แทนราษฎรไม่ควรตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้ประโยชน์

 

“การออกคำสั่งเรียกสามารถทำได้ตามกฎหมาย แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานว่าผู้ออกมีอำนาจหน้าที่พิจารณาเรื่องนั้นหรือไม่ เช่น กรณีการตรวจสอบสามีของ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรรมาธิการการกฎหมายฯ ในฐานะที่ตนเป็นกรรมาธิการ แต่ละเรื่องที่เข้ามาไม่เคยมีมติของที่ประชุม แต่เป็นเรื่องที่ประธานสั่งบรรจุเอง ซึ่งต้องทบทวนให้เป็นไปตามข้อบังคับ ทำอย่างตรงไปตรงมา กรรมาธิการจะได้เดินหน้าทำงานต่อไปได้” ศุภชัยระบุ

 

ไม่ได้ปกป้องนายกฯ เรียกร้องประธาน กมธ. กลับมาตามกติกา

 

เมื่อถูกตั้งคำถามว่าการงดร่วมประชุมเป็นการปกป้องนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ศุภชัยปฏิเสธพร้อมชี้แจงว่า นายกรัฐมนตรียืนยันที่จะมาชี้แจงเช่นเดียวกับ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แต่ปัญหาอยู่ที่กระบวนการ ซึ่งมีการเชิญมาชี้แจงเรื่องหนึ่ง แต่ในห้องประชุมกลับพิจารณาอีกเรื่องหนึ่ง และเวลาแถลงข่าวก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งถือว่าไม่ชอบตามข้อบังคับ

 

ศุภชัยทิ้งท้ายถึงทิศทางการทำงานร่วมกันในอนาคตว่า หากประธานคณะกรรมาธิการฯ ปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานให้เป็นไปตามข้อบังคับ การทำงานร่วมกันก็สามารถดำเนินต่อไปได้ แต่หากยังคงยึดแนวทางเดิม ทางกลุ่มกรรมาธิการก็จำเป็นต้องใช้มาตรการตามที่ข้อบังคับเปิดช่องไว้

 

พร้อมฝากข้อคิดว่าตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการเป็นเพียงตำแหน่งที่ถูกสมมติขึ้น ไม่ใช่สิทธิขาดที่จะใช้อำนาจตามอำเภอใจ เช่น การกดไมโครโฟนตัดเสียง หรือไล่บุคคลออกจากห้องประชุม โดยหวังว่าประธานจะกลับมาปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและข้อบังคับอย่างถูกต้องเหมาะสม


READ MORE





Latest Stories