สงครามสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล-อิหร่าน กำลังบีบให้โลกเผชิญกับฉากทัศน์เลวร้ายที่สุด นั่นคือการปิด ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ คอขวดทางยุทธศาสตร์ หรือทางผ่านของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราว 1 ใน 5 ต่อวันของการค้าโลก หลังกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ประกาศว่า จะไม่ให้น้ำมันแม้แต่หยดเดียวผ่านช่องแคบนี้ ขณะที่มีการสร้าง ‘กำแพงทางทะเล’ อย่างการวางทุ่นระเบิด ทำให้เรือบรรทุกพลังงานหยุดการเดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าวทันที
คำถามสำคัญคือ หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ฉากทัศน์ต่อไปในการเมืองระหว่างประเทศจะเป็นอย่างไร ภูมิภาคใดจะได้รับผลกระทบมากที่สุด? THE STANDARD สรุปผลกระทบที่โลกอาจเผชิญกับ ‘ฝันร้ายพลังงานโลก’ ในบทความนี้
ช่องแคบฮอร์มุซคืออะไร สำคัญขนาดไหน?
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลก โดยได้รับสมญานามว่า เป็น ‘จุดคอขวด’ ในระบบพลังงานระหว่างประเทศ เพราะขนส่งน้ำมัน 1 ใน 5 จากเส้นทางทั้งหมด หรือคิดเป็นปริมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน และมีมูลค่าการค้าด้านพลังงาน 600 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี
ช่องแคบดังกล่าวตั้งอยู่อิหร่านทางตอนเหนือ โอมานและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ทางตอนใต้ โดยมีทางเดินเรือกว้างประมาณ 50 กิโลเมตร และแคบสุดประมาณ 33 กิโลเมตร ขณะที่เชื่อมกับอ่าวเปอร์เซียและทะเลอาหรับ ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นทางผ่านน้ำมันจากกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซีย เช่น อิรัก คูเวต กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และ UAE
นอกจากคูเวตและ UAE ที่ใช้ช่องแคบฮอร์มุซนำเข้าพลังงานจากสหรัฐฯ และแอฟริกาตะวันออกในบางครั้ง เส้นทางนี้ยังใช้ขนส่งก๊าซ LNG ราว 1 ใน 5 ของปริมาณทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศกาตาร์
หมายเหตุ: สำหรับจุดเส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันของโลกแห่งอื่น ได้แก่ ช่องแคบมะละกา, แหลมกู๊ดโฮป, คลองสุเอซ-ท่อน้ำมันสุเอซ-เมอร์ดิเตอร์เรเนียน (SUMED), ช่องแคบบับเอลมันเดบ, ช่องแคบเดนมาร์ก, ช่องแคบตุรกี และคลองปานามา
ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำได้จริงหรือไม่
ช่องแคบฮอร์มุซยังมีสถานะเป็น ‘ทางหลวงของโลก’ ตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) หมายความว่า ทุกประเทศในโลกมีสิทธิเดินทางผ่านช่องแคบโดยไม่ต้องขออนุญาตจากรัฐใด ขณะที่รัฐชายฝั่งอย่างอิหร่านหรือโอมานไม่สามารถห้ามการเดินเรือได้แม้แต่ในยามสงคราม
นั่นหมายความว่า อิหร่านไม่สามารถปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อตอบโต้ศัตรูได้ ถือว่าขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ แม้รัฐชายฝั่งจะมีสิทธิออกกฎดูแลความปลอดภัยการเดินเรือ หรือดำเนินการกับเรือที่ทำกิจกรรมเป็นปฏิปักษ์กับความปลอดภัยก็ตาม
อย่างไรก็ดี Center for Strategic and International Studies (CSIS) มองว่า ในทางปฏิบัติ อิหร่านสามารถปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ด้วยการทำให้เส้นทางเดินเรืออันตรายหรือสร้างความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ โดยใช้วิธีวางทุ่นระเบิดทางทะเล, โจมตีด้วยขีปนาวุธหรือโดรน ไปจนถึงใช้เรือเข้าตรวจค้น กักเรือ หรือยึดเรือบรรทุกน้ำมันของอีกฝ่าย
แม้ไม่ได้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ แต่ปัจจุบันกองกำลัง IRGC ประกาศว่า จะไม่ให้เรือลำไหนขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซแม้แต่หยดเดียว โดยสั่งโจมตีเรือพาณิชย์ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งในอ่าวเปอร์เซีย ทำให้เรืออย่างน้อย 3 ลำถูกโจมตีเมื่อวานนี้ (11 มีนาคม) หนึ่งในนั้นคือเรือสัญชาติไทยอย่างมยุรีนารี ขณะที่เรือพาณิชย์ได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้นเป็น 14 ลำ
ขณะที่ อับราฮิม โซลฟากา (Ebrahim Zolfaqari) โฆษกกองบัญชาการทหารอิหร่านประกาศว่า อิหร่านจะทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นไป 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยอ้างว่า ราคาน้ำมันขึ้นอยู่กับความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งสหรัฐฯ เป็นฝ่ายทำให้ตะวันออกกลางไม่มั่นคงเอง
‘เอเชีย’ เจ็บหนักสุด หากปิดช่องแคบฮอร์มุซ
‘ฝันร้ายของพลังงานโลก’ คือนิยามจากบทวิเคราะห์ของ Reuters ที่ชี้ให้เห็นสถานการณ์ปัจจุบันในช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่า เป็นความปั่นป่วนด้านอุปทานพลังงานที่รุนแรงที่สุดเท่าที่โลกเคยเผชิญ เพราะแม้แต่กำลังการผลิตน้ำมันในภูมิภาคอื่นของโลก ก็ไม่เพียงพอที่จะชดเชยอุปทานจากตะวันออกกลางที่ขาดหายไปได้
ทั้งนี้ อาลี วาเอซ (Ali Vaez) นักวิชาการ International Crisis Group ระบุผ่าน Al Jazeera ว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะทำให้ปริมาณน้ำมัน 1 ใน 5 ของการค้าโลกหายไปในทันที ขณะที่ผลกระทบอาจพุ่งสูงจากความกังวลของภาคตลาด เช่น ระบบการเงินโลก, อัตราเงินเฟ้อ และเศรษฐกิจถดถอย
ขณะที่ ฮาหมัด ฮุสเซน (Hamad Hussain) นักเศรษฐศาสตร์จาก Capital Economics วิเคราะห์ว่า หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และค้างในระยะเวลาหนึ่ง เงินเฟ้อโลกอาจเพิ่มขึ้น 0.6-0.7%
นอกจากนี้ ประเทศในอ่าวเปอร์เซียก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยขณะนี้ ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในตะวันออกกลาง ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย อิรัก และคูเวต ต้องลดกำลังการผลิตน้ำมัน เนื่องจากไม่สามารถขนส่งขึ้นเรือบรรทุกได้ ซึ่งอาจจะต้องเก็บน้ำมันไว้ในคลังสำรองที่ใกล้เต็มแล้ว
แต่ผู้แพ้ตัวจริงในสงครามและความขัดแย้งครั้งนี้ คือ ภูมิภาคเอเชีย โดย Reuters วิเคราะห์ว่า ประเทศในเอเชียกำลังเสี่ยงต่อภาวะอุปทานพลังงานหยุดชะงักมากที่สุด เพราะเป็นภูมิภาคที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน ก๊าซ และเชื้อเพลิงจากตะวันออกกลางมากกว่าภูมิภาคอื่นของโลก
ที่ผ่านมา เอเชียคือปลายทางหลักของน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ โดยคิดเป็นประมาณ 69% ของน้ำมันทั้งหมด ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานพลังงานสากล (International Energy Agency: IEA) ระบุว่า ในปี 2024 84% ของน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีปลายทางอยู่ในเอเชีย
หากพิจารณาสัดส่วนการพึ่งพาน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียของแต่ละประเทศในเอเชีย จะแบ่งออกเป็นตัวเลขดังต่อไปนี้
- จีน 45–50%
- อินเดีย 55–60%
- ญี่ปุ่น 90–95%
- เกาหลีใต้ 70–75%
- ไทย 50–55%
น่าสนใจว่า บทวิเคราะห์ของ Center for Strategic and International Studies คาดการณ์ไปถึงระดับที่ว่า แม้แต่จีนก็จะไม่ได้แต้มต่อในวิกฤตพลังงาน โดยก่อนหน้านี้มีกระแสจับตามองว่า จีนอาจได้รับสิทธิพิเศษในการเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซจากความสัมพันธ์ใกล้ชิดอิหร่าน แต่ปรากฏว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม (วันที่เกิดสงครามได้ 1 วัน) มีเรือเพียง 2 ลำเท่านั้นที่สามารถผ่านเส้นทางดังกล่าว
นอกจากนี้ หลักฐานยังชี้ว่า เรือจีนจำนวนมากยังติดค้างในช่องแคบ เช่น บางลำจอดรออยู่อ่าวโอมาน ส่วนอีก 55 ลำติดอยู่อ่าวเปอร์เซีย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า ผลประโยชน์ของจีนและอิหร่านไม่ได้สอดคล้องกันทั้งหมด เพราะทั้งสองประเทศมีความต้องการต่างกัน โดยจีนต้องการเปิดช่องเพื่อสร้างเสถียรภาพพลังงานโลก ส่วนอิหร่านต้องการปิดช่องแคบกดดันสหรัฐฯ และอิสราเอล
อย่างไรก็ดี จีนอาจรับมือกับแรงกระแทกระยะสั้นได้ดีกว่าประเทศอื่น เพราะมีคลังสำรองน้ำมันจำนวนมาก และสามารถใช้พลังงานทางเลือก เช่น LNG จากแหล่งอื่นหรือถ่านหิน
ปัจจุบัน หลายประเทศในเอเชียออกมาตรการรับมือกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เช่น จีนสั่งให้โรงกลั่นหยุดส่งออกเชื้อเพลิง ขณะที่เกาหลีใต้ประกาศควบคุมราคาน้ำมันเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ส่วนบังกลาเทศปิดมหาวิทยาลัยเพื่อประหยัดพลังงาน ด้านเวียดนามและไทยขอความร่วมมือให้ภาคธุรกิจทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) นับเป็นภาพสะท้อนว่า เอเชียกำลังเผชิญวิกฤตพลังงาน
ใช้ช่องทางอื่นแทนฮอร์มุซ เป็นไปได้หรือไม่?
ขณะนี้มีรายงานว่า ซาอุดีอาระเบียพยายามหาทางออกด้วยการส่งน้ำมันดิบผ่านท่อ East-West จากแหล่งผลิตไปยังท่าเรือยานบู (Yanbu) ในทะเลแดง แต่มีข้อจำกัดคือท่อส่งน้ำมันดังกล่าวขนส่งได้มากที่สุดเพียง 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ท่าเรือดังกล่าวไม่เคยบรรทุกน้ำมันเกิน 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวันขึ้นไป
เช่นเดียวกับ UAE ที่มีท่อส่งน้ำมัน Habshan-Fujairah มีกำลังขนส่ง 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยทำหน้าที่ลำเลียงแหล่งผลิตน้ำมันจากอาบูดาบีไปท่าเรือฟาไจราห์ในอ่าวโอมาน
อย่างไรก็ดี JM Financial Services วิเคราะห์ว่า ท่อส่งน้ำมันไม่ได้แก้ไขปัญหานี้ได้จริง เพราะปริมาณการส่งออกจากท่อทั้งหมดยังไม่ถึง 30% ของน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
นอกจากนี้ บทวิเคราะห์ของ Reuters ยังทิ้งท้ายว่า แม้สงครามจะยุติลง แต่ความเสียหายยังยืดเยื้อ เพราะโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งที่ถูกโจมตีต้องใช้เวลาซ่อมแซม ส่วนแหล่งน้ำมันที่ลดการผลิตอาจต้องใช้เวลาฟื้นตัว ยังไม่รวมถึงค่าประกันและค่าขนส่งทางเรือที่มีแนวโน้มสูงต่อเนื่อง เพราะมีความเสี่ยงการถูกโจมตีด้วยโดรนหรือขีปนาวุธ
แฟ้มภาพ: Nicolas Economou / Reuters
อ้างอิง:
- https://www.reuters.com/graphics/IRAN-CRISIS/OIL-LNG/mopaokxlypa/
- https://www.bbc.com/news/articles/c78n6p09pzno
- https://www.aljazeera.com/news/2026/3/1/how-us-israel-attacks-on-iran-threaten-the-strait-of-hormuz-oil-markets
- https://theconversation.com/what-is-the-strait-of-hormuz-and-why-does-its-closure-matter-so-much-to-the-global-economy-277364
- https://news.sky.com/story/dark-ships-and-shadow-fleets-what-is-crossing-closed-strait-of-hormuz-13517746
- https://www.eia.gov/todayinenergy/detail.php?id=65504
- https://www.jmfinancialservices.in/blogs-and-articles/strait-of-hormuz-oil-importance-and-crisis-iran-closes-its-route-or-20percent-global-oil-at-risk
- https://www.csis.org/analysis/no-one-not-even-beijing-getting-through-strait-hormuz


