สำหรับบางคนเมื่อถึงคราวต้องลงแข่งขัน นอกจากการเตรียมตัวอย่างดีที่สุดแล้ว การวางแผนสำหรับการแข่งขันก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน
โดยเฉพาะสำหรับนักวิ่งที่ไม่มีใครลงไปช่วยในสนามได้ สิ่งที่นักกีฬาทุกคนต้องรู้จักดีที่สุดคือร่างกายและขีดความสามารถของตัวเอง การวางแผนการวิ่งที่ดีจะทำให้ไปถึงเป้าหมายและเส้นชัยได้
แต่สำหรับคนบางคน การทำแบบนั้นมันไม่สนุกเอาเสียเลย ถ้าออกตัวแล้วไม่ต้องคิดอะไรมากไปกว่าแค่การวิ่งไปให้สุดแรง
เพราะ “การไม่ได้ทำอย่างสุดความสามารถ เป็นการละทิ้งพรสวรรค์ที่มีไปอย่างสูญเปล่า”
ความคิดแบบ ‘ขบถ’ สุดโต่งนี้เป็นของ สตีฟ พรีฟอนเทน อัจฉริยะนักวิ่งผู้เป็นมากกว่าแค่ ‘ตำนาน’ เพราะเขายังเป็นผู้จุดประกายไฟของโลกนักวิ่งให้แก่โลกใบนี้ด้วย
ย้อนกลับไปในยุค 1970 ช่วงเวลาที่โลกของการวิ่งยังไม่ได้เป็นสิ่งที่ป๊อปปูลาร์เหมือนในปัจจุบัน การแข่งวิ่งระยะทางไกลเหล่านักวิ่งยังเป็น ‘สิ่งกีดขวาง’ ในความรู้สึกของผู้ขับรถยนต์โดยสาร
สตีฟ พรีฟอนเทน – โดยที่เขาเองยังไม่รู้ตัว – เป็นหนึ่งในผู้ที่เปลี่ยนแปลงความรู้สึกของผู้คนได้อย่างมหัศจรรย์
เด็กหนุ่มจากรัฐออริกอนจากครอบครัวชนชั้นใช้แรงงาน (Working class) อาจจะไม่ใช่เด็กที่หัวดีเรียนเก่ง เล่นกีฬาก็ไม่ค่อยรุ่ง จากปากคำของเพื่อนสนิทอย่าง เจย์ ฟาร์ สตีฟเคยลองว่ายน้ำแต่ก็เกือบจมน้ำตาย ไปลองอเมริกันฟุตบอลก็ไม่ไหวเพราะตัวเล็กและมันเจ็บมากเกินไป จะไปเล่นบาสเกตบอลยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย
แต่สุดท้ายเขาค้นพบบางสิ่งบางอย่างที่เขามีคนเดียวแต่เพื่อนร่วมโรงเรียนไม่มี
เขาวิ่งเก่ง!

ในวิชาพละศึกษาพรีฟอนเทน ได้พบว่าเขาวิ่งเอาชนะใครต่อใครในโรงเรียนได้แบบสบายๆ และนั่นนำมาซึ่งความมั่นใจในตัวเองในแบบที่เขาไม่เคยมีและรู้สึกมาก่อนเลย และการวิ่งนั้นเองที่กลายเป็นใบผ่านทางให้เขาได้เรียนในระดับไฮสคูลที่ Marsfield High School
ช่วงเวลาที่เขาได้แจ้งเกิดในฐานะนักวิ่งดาวดวงใหม่ของรัฐ คว้าแชมป์มากมายในการแข่งขันวิ่งทางไกลหลายรายการ รวมถึงการสร้างสถิติระดับประเทศในการแข่งวิ่งระยะ 2 ไมล์ ที่ทำไว้ 8 นาที 41 วินาทีในเวลานั้น
เด็กหนุ่มหน้าตาเอาเรื่องคนนี้กลายเป็นขวัญใจคนใหม่ของชาวเมือง ที่ต่อให้เขาจะทำตัวแสบสันต์แค่ไหนตามประสาวัยรุ่นที่ไม่ได้รับการอบรมที่ดีนัก ก็จะมีแฟนคลับมาปกป้องเสมอ
แต่มันเป็นแค่การออกตัวเท่านั้นสำหรับพรีฟอนเทน
ของจริงอยู่ที่การได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยออรีกอน โดยได้ทุนนักกีฬาจาก บิลล์ โบเวอร์แมน และบิลล์ เดลลิงเจอร์ ในปี 1969 หรือในความจริงคือโค้ชทั้งสองชนะในการวิ่งเพื่อชิงตัวสุดยอดนักวิ่งอัจฉริยะคนใหม่ได้
โบเวอร์แมน โค้ชระดับตำนานของวงการเป็นคนส่งจดหมายน้อยไปหาเขา “ถ้ามาเรียนที่นี่ ฉันจะทำให้นายกลายเป็นนักวิ่งทางไกลที่เก่งที่สุดเท่าที่เคยมี”
ที่นี่ – ภายใต้การขัดเกลาของโบเวอร์แมน ที่แม้ความเฮี้ยบจะขัดกับสัญชาติญาณดิบของลูกศิษย์อยู่บ้าง – พรีฟอนเทนกลายเป็น ‘สตาร์’ เต็มตัว เขาคว้าแชมป์การวิ่งครอสคันทรีในระดับมหาวิทยาลัย (NCAA) ได้ถึง 3 สมัย และกวาดแชมป์วิ่ง 3 ไมล์ได้ 4 สมัย และยังเป็นเจ้าของสถิติการวิ่งของอเมริกาและ NCAA ในระยะทาง 5,000 เมตรและ 6 ไมล์ด้วย
โดยเหล่านี้เป็นเพียงแค่ความสำเร็จบางส่วนในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น ยังมีความสำเร็จและสถิติอีกมากมายที่เกิดขึ้น เอาง่ายๆ ในระหว่างปี 1970 จนถึง 1975 เขาชนะการแข่งวิ่งถึง 35 รายการจากการลงแข่ง 38 ครั้ง
เรียกว่ายิ่งกว่ามหัศจรรย์

แต่จริงๆแล้วสิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นที่รักของทุกคนไม่ใช่ความสำเร็จหรอก
มันคือสไตล์การวิ่งที่ดุดัน วิ่งสู้ฟัด วิ่งเหมือนกลัวจะไม่มีโอกาสจะได้วิ่งอีกในวันพรุ่งนี้ที่ทำให้ทุกคนหลงรักนักวิ่งคนนี้
คนที่วิ่งเหมือนตะโกนบอกกับหัวใจของตัวเองว่า ‘จงมอดไหม้’
‘พรี’ (Pre ชื่อที่ทุกคนเรียกเขา) เป็นคนแบบนี้ นี่คือสไตล์การวิ่งแบบเดียวที่เขามี และไม่เคยเปลี่ยน ต่อให้มันจะนำพาเขาไปสู่ความพ่ายแพ้และผิดหวังก็ไม่เป็นไร
เหมือนในการแข่งวิ่งระยะ 5,000 เมตรในกีฬาโอลิมปิก 1972 ที่เมืองมิวนิค ซึ่งเขาผ่านการคัดเลือกเป็นตัวแทนทีมชาติและเป็นความหวังที่ยิ่งใหญ่ของชาติด้วย เพราะในรอบแรกเขาคว้าชัยชนะในรอบนี้ได้อย่างสบายๆ
น่าเสียดายที่ในการแข่งจริง แม้ว่าเขาจะเป็นผู้นำจนถึงช่วงไมล์สุดท้าย การวิ่งแบบใส่สุดตัวสุดใจตั้งแต่ก้าวแรกบั่นทอนพลังงานของเขามากเกินไป สุดท้ายเขาถูกแซงโดยนักวิ่งคนอื่นที่เก็บสะสมแรงเอาไว้มากกว่าและจบด้วยการเป็นอันดับที่ 4
หลายคนบอกว่าถ้าเขาผ่อนแรงเอาไว้บ้าง หรือกำหนดเป้าหมายและแผนการไว้ อย่างน้อยๆอาจจะจบที่ 3 ก็ได้ แต่สำหรับเขาแล้วการวิ่งแบบกั๊กๆแบบนั้นไม่มีความหมาย ถ้าลงสนามแล้วสิ่งเดียวที่เขาต้องการคือชัยชนะ คือที่ 1 คือเหรียญทองเท่านั้น ไม่มีอะไรต้องกั๊ก ไม่ต้องเหนียมอาย
ความเป็น ‘ขบถ’ สุดโต่งของเขาชนะใจผู้คนมากมาย
เขากลายเป็นคนจุดไฟในหัวใจให้ผู้คนหาญกล้าที่จะลุกขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง และที่สำคัญแม้จะเป็นคนที่ดูห่ามๆแต่ลึกๆในใจแล้ว ‘พรี’ เป็นคนที่ใจกว้างพร้อมที่จะส่งต่อบางสิ่งบางอย่างเพื่อคนอื่นเสมอ
“เขาเชื่อว่าการวิ่งเปลี่ยนชีวิตคนได้ และเขาก็ชอบมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน” หนึ่งในเพื่อนของพรีฟอนเทนบอก

เพราะแบบนี้นอกเหนือจากการใช้ชีวิตในฐานะนักวิ่ง ซึ่งเขายิ่งจริงจังกับมันมากขึ้นไปอีกหลังความผิดหวังในโอลิมปิกที่เบอร์ลิน พรีฟอนเทนยังใช้เวลาระหว่างการช่วยงานโบเวอร์แมนในการตระเวณออกร้านขายรองเท้า (ของ BRS หรือ Blue Ribbon Sports ซึ่งเปลี่ยนเป็น Nike ในเวลาต่อมา) ตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ด้วยการให้คำแนะนำแก่ทุกคน
โดยเฉพาะเด็กๆที่ต่อให้โปรแกรมจะแน่นแค่ไหน เขายังมีเวลาจ๊อกกิ้งกับเด็กๆเสมอ โดยที่ไม่ได้วิ่งเปล่าๆด้วย แต่จะคอยวิเคราะห์ฟอร์มการวิ่งของแต่ละคนและให้คำแนะนำว่าควรที่จะทำอะไรต่อไป
พรีฟอนเทน ยังสร้างเครือข่ายนักวิ่งขึ้นอย่างไม่ตั้งใจโดยส่งรองเท้าใหม่ๆให้แก่เพื่อนนักวิ่งในแดนไกลของเขา ซึ่งในเวลานั้นรองเท้าของ BRS หรือ Nike แม้จะเริ่มมีชื่อเสียงแต่ก็ไม่ได้หาซื้อได้ทั่วไป แต่การส่งรองเท้าไปให้เพื่อนนักวิ่งใช้พร้อมกับโน้ตข้อความส่วนตัวไม่ต่างอะไรจากการยิงแอดแล้วทำให้ทุกคนกด Follow Community นักวิ่งแห่งนี้ของเขา (กลายเป็นวิธีของ Nike ที่สืบทอดจิตวิญญาณและวิธีการของเขามา)
นั่นรวมถึงเหล่านักโทษที่ทัณฑสถานรัฐออรีกอน ซึ่งอยู่ไกลออกไปจากตัวเมือง พรีฟอนเทนมักจะบอกกับคนอื่นเสมอว่า “วันนี้ผมอยากวิ่งคนเดียว” แต่ในความจริงคือเขาขับรถไปที่คุกเพื่อจะให้คำแนะนำเหล่าผู้ต้องขังเกี่ยวกับเรื่องของการวิ่ง
รวมถึงเรื่องของชีวิตด้วย
เพราะเขาเชื่อจากใจจริงว่าการวิ่งเปลี่ยนชีวิตคน
ไม่นับการยืนหยัดเพื่อนักวิ่งทุกคนด้วยการท้าทายกฎของสมาคมนักวิ่ง (AAU) ที่ระบุว่านักวิ่งห้ามรับสปอนเซอร์จากแบรนด์เพราะถือว่าเป็นนักกีฬาสมัครเล่น โดยอนุญาตให้รับเบี้ยเลี้ยงเพียงวันละ 3 เหรียญซึ่งไม่พอยาไส้
พรีฟอนเทน เป็นคนที่ออกมาเปิดหน้าแลกกับทุกคนแม้จะเสี่ยงต่อการโดนตัดสิทธิ์ลงแข่งขันในรายการระดับชาติที่อยู่ในอำนาจควบคุมของ AAU

ในปี 1975 ที่เมืองมอนเทรียลในแคนาดา ซึ่งเป็นเมืองเจ้าภาพของกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนครั้งต่อไป พรีฟอนเทนตัดสินใจลงแข่งที่เมืองแห่งนี้เพื่อเอาฤกษ์เอาชัย
เวลานั้นตัวของเขาเก็บเกี่ยววิชาการวิ่งของเขาทำให้เก่งขึ้นไปอีกและพร้อมสำหรับการทำสิ่งที่ยังทำไม่สำเร็จที่เบอร์ลิน ทำให้แม้จะมีคู่แข่งอย่างนักวิ่งจากฟินแลนด์ จนถึงแฟรงค์ ชอร์เตอร์ หนึ่งในสุดยอดนักวิ่งทีมชาติสหรัฐฯลงแข่งขันในระยะ 5,000 เมตรด้วย
แต่พรีฟอนเทน แสดงให้เห็นถึงการวิ่งของอัจฉริยะผู้บ้าระห่ำ แซงทุกคนเข้าเส้นชัยเป็นคนแรกด้วยเวลา 13:23:8 นาที และเพซ 60.3 วินาที ต่อหน้าผู้ชม 7,000 คนที่ตะโกนกู่ร้องเรียกชื่อของเขาอย่างบ้าคลั่งด้วยใจระทึกกับสิ่งที่ได้เห็น
การวิ่งที่สุดยอดของนักวิ่งที่ยอดที่สุด
ในคืนนั้นมีงานเลี้ยงมอบรางวัลต่อ พรีฟอนเทนดื่มสังสรรค์กับเพื่อนของเขา ก่อนจะขอตัวกลับ
เวลาหลังเที่ยงคืน รถของพรีฟอนเทนประสบอุบัติเหตุ เขาเสียชีวิตในคืนนั้นด้วยวัยเพียงแค่ 24 ปี
ในความมืดมนอนธการ ความเศร้าโศกของวงการนักวิ่งที่เหมือนถูกฉีกหัวใจเป็นริ้วๆ โลกสูญเสียนักวิ่งระดับซูเปอร์สตาร์คนแรกไปอย่างไม่มีวันกลับ โดยยังไม่ถึงเวลาอันควรเพราะเราต่างรู้ว่าหากเขายังมีชีวิตอยู่ จะมีตำนานอีกมากมายหลายบทเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
แต่ถึงจะมีเวลาน้อยนิด พรีฟอนเทนก็มอบอะไรให้โลกใบนี้มากเหลือเกิน
Nike สืบทอดวิธีคิดและจิตวิญญาณของเขา ใช้ผลิตภัณฑ์กีฬาเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้
นักวิ่งในสหรัฐฯ ได้รับอิสระในเวลาต่อมาจากพันธนาการที่ไม่จำเป็นของ AAU
นักโทษในออรีกอนจำนวนไม่น้อยที่ค้นพบแสงสว่างในชีวิตและกลับมาเปลี่ยนทุกอย่างได้ด้วยคำแนะนำของพรี และการแข่งวิ่งที่ทัณฑสถานซึ่งนักโทษต้องประพฤติตัวดี 18 เดือนถึงจะเข้าร่วมการแข่งได้ ยังสืบเนื่องมาถึงทุกวันนี้
ผู้คนที่ออกวิ่งตามเขาด้วยหัวใจอันกล้าหาญมากมาย
และดอกไม้ เบอร์วิ่ง รวมถึงจดหมายจากผู้คนทั่วโลกยังถูกนำมาวางบนแท่นหินของพรีที่เมืองยูจีน เพื่อบอกกับพรีว่าเราไม่เคยลืมคุณ


