×

“อย่าให้คนอื่นมากำหนดเรื่องราวชีวิตของคุณ” สตีเฟน เคอร์รี เผยถึงคำแนะนำที่ดีที่สุดในชีวิตจากแม่ ที่เขาพกติดตัวมาจนทุกวันนี้

20.01.2021
  • LOADING...
“อย่าให้คนอื่นมากำหนดเรื่องราวชีวิตของคุณ” สตีเฟน เคอร์รี เผยถึงคำแนะนำที่ดีที่สุดในชีวิตจากแม่ ที่เขาพกติดตัวมาจนทุกวันนี้

HIGHLIGHTS

4 mins. read
  • สตีเฟน เคอร์รี ถือเป็นหนึ่งในนักกีฬาบาสเกตบอลชั้นนำของโลก ด้วยความแม่นยำในการชู้ต 3 แต้ม และพาทีมโกลเดน สเตท คว้าแชมป์ NBA ได้ 3 สมัย 
  • เมื่อปี 2019 เคอร์รีในวัย 30 ปี ได้เผยถึงคำแนะนำของแม่ที่มอบให้เขาตอนอายุ 13 ปี ซึ่งเขายอมรับว่าเป็นคำพูดที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา 
  • คำพูดดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่เคอร์รีพ่ายแพ้ในเกมเยาวชนเมื่อปี 2001 ในการแข่งขัน AAU National Championship และเริ่มรู้สึกอยากถอดใจ 
  • แม่ของเขาจึงได้แนะนำว่า “อย่าให้ใครก็ตามมาเขียนกำหนดเรื่องราวของเรา นอกจากตัวเราเอง” 

สตีเฟน เคอร์รี เป็นหนึ่งในนักบาสเกตบอลที่ดีที่สุดใน NBA ด้วยผลงานคว้าแชมป์ NBA ไป 3 สมัย รางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าอีก 2 สมัย และถือเป็นหนึ่งในนักกีฬาบาสเกตบอลที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นคนที่ชู้ตแม่นที่สุดในประวัติศาสตร์

 

แต่สิ่งหนึ่งที่เคอร์รีต้องพบเจอไม่ต่างกับผู้คนทั่วไปครั้งหนึ่งในชีวิต คือจุดที่เขาต้องพบเจอกับความผิดหวังจนเกือบที่จะล้มเลิกหนทางที่เขาเลือกเดินในชีวิต 

 

เมื่อปี 2019 เคอร์รีในวัย 30 ปีได้ยอมรับว่า คำพูดหนึ่งที่ช่วยให้เขาผ่านพ้นสถานการณ์ และความรู้สึกเหล่านั้นมาได้ตลอดชีวิตของเขา คือคำพูดจากแม่ของเขาเมื่อปี 2001 

 

Stephen Curry

 

ปี 2001 ความพ่ายแพ้ที่เกือบทำให้เลิกเล่นบาสเกตบอล สู่กำลังใจสำคัญจากแม่ 

 

ใน The Players’ Tribune เคอร์รีเล่าถึงประสบการณ์ความพ่ายแพ้ตอนอายุ 13 ปีในการแข่งขัน AAU Basketball ว่า

 

“เราแพ้เละเทะ และผมเล่นได้แย่ที่สุด มันเป็นความรู้สึกเหมือนโดนปลุกให้ตื่นมาพบกับความจริงที่ว่า ผมดีไม่พอ

 

“ผมจำได้ว่ากลับมาที่โรงแรม และไม่ได้รู้สึกโกรธที่แพ้ แต่แค่รู้สึกแย่มากๆ ผมอยู่ในกระดองเต่า ผมรู้สึกเหมือนกับที่บาสเกตบอลรายการใหญ่สอนให้เรารู้สึก นั่นคือวัฒนธรรมของบาสเกตบอลที่มอบทางเลือกให้เราเพียงแค่ ถ้าไม่สู้เราก็ตาย พ่อของผมเลือกเส้นทางเดินนี้ เขาได้ก้าวต่อไปสู่ลีก และลูกของเขาล่ะ? ลูกของเขาเอาชนะแค่เด็กอายุ 13 ปียังไม่ได้เลย

 

“สำหรับผม ในโมเมนต์นั้น อาชีพบาสเกตบอลของผมมันจบลงแล้ว”

 

ค่ำคืนนั้นเคอร์รีนั่งลงพูดคุยกับพ่อแม่ของเขาที่โรงแรม Holiday Inn ในเทนเนสซี และในช่วงเวลานั้นเองที่เคอร์รีได้รับคำแนะนำที่เขาบอกว่า เป็นการพูดคุยที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา 

 

Stephen Curry NBA

 

“ไม่มีใครเขียนเรื่องราวชีวิตของคุณได้นอกจากตัวคุณเอง ไม่ใช่แมวมอง ไม่ใช่ทัวร์นาเมนต์ ไม่ใช่เด็กคนอื่นๆ ที่อาจทำผลงานได้ดีกว่า หรือดีกว่าเราจริงๆ ไม่ใช่คนพวกนี้เลย และสิ่งเหล่านี้จะไม่ใช่ผู้เขียนเรื่องราวของคุณ

 

“มีคุณคนเดียวเท่านั้นที่กำหนดเรื่องราวของชีวิตคุณได้ ดังนั้น คิดให้หนักเกี่ยวกับเรื่องนี้ 

 

“ใช้เวลา และออกไปเขียนเรื่องราวที่คุณอยากจะเขียน แต่ขอให้รู้ไว้ว่าเรื่องราวชีวิตเรื่องนี้เป็นของคุณเอง”

 

เคอร์รียอมรับว่าทุกครั้งที่เขารู้สึกแย่ คำพูดเหล่านี้คือคำแนะนำที่ดีที่สุดที่เขาเคยได้รับ 

 

“นี่คือคำแนะนำที่ดีที่สุดที่ผมเคยได้รับ และทุกครั้งที่ผมต้องการ เมื่อใดก็ตามที่ผมถูกปฏิเสธ โดนดูถูก หรือโดนดูหมิ่น ผมแค่นึกถึงคำพูดนี้ ก็ทำให้สามารถเดินหน้าต่อไปจนถึงทุกวันนี้”

 

จากคำพูดที่โรงแรมในคืนนั้นเมื่อปี 2001 เคอร์รีสร้างตัวเองขึ้นมาสู่นักบาสเกตบอลที่ยิ่งใหญ่ แม้ว่าในช่วงแรกเขาจะถูกปฏิเสธจากทีมบาสเกตบอลชั้นนำระดับมหาวิทยาลัย รวมถึงทีมเวอร์จิเนีย เทค ทีมเก่าของ เดล เคอร์รี คุณพ่อของเขาเอง 

 

“คุณคงคิดว่าเรื่องราวนี้อาจเป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ เหมือนในนิยายที่เด็กคนหนึ่งได้รับการกระตุ้นจนเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในชีวิตได้ในทันที เพราะเรื่องนี้มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย 

 

“ผมจำได้ดีว่าปัญหาของผมในตอนนั้นคือการที่ผมผอมเกินไป เหมือนกับที่ผมบอกทุกคน ผมผอมมากๆ และไม่สามารถเพิ่มน้ำหนักได้ แม้ว่าจะเป็นการทำเพื่อชีวิตของผมเอง 

 

“ผมและญาติของผม วิล เคยเดินไปห้างแถวบ้าน และมองหาหนทางแก้ไข เราไม่ได้มีเงินติดตัว ดังนั้นเราก็ไม่สามารถซื้ออะไรได้ แต่เราแค่คิดว่า แค่อยากจะหาทางให้ได้ แต่เราก็ไม่เคยแก้ไขสถานการณ์นั้นได้เลย 

 

“โปรไฟล์ของผมตลอดช่วงมหาวิทยาลัยคือ เตี้ย ผอม และพอจะชู้ตได้บ้าง”

 

จนสุดท้าย เขาไปเล่นให้กับทีมเดวิดสัน คอลเลจ (Davidson College) มหาวิทยาลัยขนาดเล็กในนอร์ทแคโรไลนา ที่ทีมบาสฯ ของมหาวิทยาลัยต้องแบ่งสนามซ้อมกับทีมวอลเลย์บอล 

 

Stephen Curry

 

“ผมรักช่วงเวลานั้นมาก การเล่นให้กับเดวิดสัน เก็บชัยชนะ และมาตรฐานในวันนั้น ทำให้ผมกลายเป็นแบบนี้ในทุกวันนี้ ช่วงเวลานั้นทำให้ผมเข้าใจความหมายของการสร้างอะไรบางอย่างขึ้นมา และการสร้างอะไรบางอย่างขึ้นมาด้วยตัวเราเองเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถแย่งจากคุณไปได้” 

 

แม้ว่าทีมของเคอร์รีประสบความสำเร็จในการแข่งขันระดับมหาวิทยาลัยกับทีมเดวิดสัน แต่เมื่อปี 2009 ทีมดราฟของ NBA ยังคงไม่เชื่อมั่นในตัวเขา 

 

“บทวิเคราะห์ของใครหลายๆ คนตอนนั้นเกี่ยวกับตัวผม การรายงานของแมวมองที่โฟกัสเรื่องที่ผมไม่สามารถทำได้ ทั้งตัวเล็กไป ไม่ใช่ผู้ทำสกอร์ มีข้อจำกัดเยอะมาก ผมยังรู้สึกถึงคำพูดเหล่านี้จนถึงปัจจุบัน 

 

“แต่สิ่งที่บ้ายิ่งกว่าคือ วิธีการประเมินนักกีฬาของแมวมองที่เลือกมองข้อด้อยมากกว่าสิ่งที่นักกีฬาทำได้ ซึ่งพวกเขายังใช้ระบบนี้อยู่จนถึงทุกวันนี้”

 

ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาในชีวิตที่เคอร์รีต้องพูดกับตัวเองอีกครั้งว่า “ชีวิตนี้ผมเป็นคนกำหนด ไม่มีใครเขียนเรื่องของผมได้นอกจากตัวผมเอง นี่ไม่ใช่เรื่องของคนอื่น แต่มันคือเรื่องของผม”

 

แม้ว่าวันนี้ เคอร์รีถูกยกย่องจากความสำเร็จต่างๆ หลังจากที่เข้าร่วมทีมโกลเดน สเตท วอร์ริเออร์ส เมื่อปี 2009 แต่เขาก็ยอมรับว่า ความล้มเหลวที่ผ่านมาในอดีตคือส่วนหนึ่งของเขา 

 

“ผู้คนคิดว่าเมื่อคุณก้าวไปสู่ความสำเร็จระดับหนึ่ง ความรู้สึกที่โดนดูถูกจะหายไป หรือเมื่อคุณก้าวไปถึงจุดที่คุณต้องการ ความรู้สึกนี้จะหายไปตลอดกาล 

 

“แต่จากประสบการณ์ของผมแล้ว มันไม่ใช่เรื่องจริงเลย ความรู้สึกนั้นไม่เคยหายไปไหน

 

“ความเจ็บปวดเหล่านี้ไม่เคยไปไหน แต่สุดท้ายมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของผม และผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด คือผมเข้าใจเกี่ยวกับตัวผมเองมากขึ้นตลอด 17 ปีที่ผ่านมา

 

“ความรู้สึกที่เราโดนดูถูก อาจเริ่มต้นด้วยความรู้สึกที่โลกถาโถมใส่ตัวเรา แต่ถ้าคุณหาทางรับมือ และใช้ประโยชน์จากมันได้ มันจะกลายเป็นความรู้สึกที่คุณโต้ตอบกลับสู่การดูถูกนั้น” 

 

ปี 2018 เป็นปีที่ THE STANDARD ได้มีโอกาสเดินทางไปยังฟิลิปปินส์ และสัมภาษณ์ สตีเฟน เคอร์รี ในวันนี้เขาออกทัวร์ทวีปเอเชีย ซึ่งในปีนั้นเขาก็ได้ตอบคำถามเหมือนกับที่เขาเขียนใน The Players’ Tribune ถึงการเป็นต้นแบบสำหรับเยาวชนว่า 

 

Stephen Curry

 

“สำหรับผมแล้ว ผมเป็นคนที่มีความมั่นใจ และมีความสุขกับสิ่งที่ผมเป็น ทั้งในฐานะนักบาสเกตบอล และคนคนหนึ่ง

 

“สิ่งที่ผมต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นต่อไป คือให้เขาเป็นตัวของตัวเอง เพราะเราแตกต่างกันทุกคน ทุกคนมีฝีมือที่ต่างกัน แต่อยากให้ทุกคนภูมิในสิ่งที่ตัวเป็นและมี พัฒนาปรัชญาการทำงาน พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นทุกวัน”

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง: 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories