×

เลือกตั้ง 2566 : เศรษฐา แจง VOA-CNN ลั่น ไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรค ‘ประยุทธ์-ประวิตร’ พร้อมส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างจริงจัง นำไทยกลับสู่เวทีโลก

โดย THE STANDARD TEAM
12.05.2023
เศรษฐา ทวีสิน

วันนี้ (12 พฤษภาคม) พรรคเพื่อไทยรายงานว่า เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ให้สัมภาษณ์ Voice of America (VOA) สื่อยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ที่ครอบคลุมทั้งสื่อโทรทัศน์ วิทยุ และออนไลน์กว่า 40 ภาษาทั่วโลก มีผู้รับชมและผู้อ่านกว่า 236 ล้านคน เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถึงกรณีที่โพลหลายสำนักระบุว่าพรรคเพื่อไทยมีคะแนนนำอยู่ในขณะนี้ว่า ผมขอสละตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหากต้องร่วมรัฐบาลกับพรรคของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ซึ่งทำรัฐประหารในปี 2557 หรือ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ พันธมิตรของ พล.อ. ประยุทธ์

 

“ผมไม่เชื่อในการทำรัฐประหาร ผมไม่สามารถนึกภาพตัวเองทำงานร่วมรัฐบาล นั่งอยู่ในคณะรัฐมนตรีกับพวก พล.อ. ประยุทธ์ และ พล.อ. ประวิตร ได้ ผมอยากเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่แค่เพียงได้ชื่อว่าเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ผมอยากเป็นนายกรัฐมนตรีที่นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงให้เศรษฐกิจและสังคมไทย หากสภาพแวดล้อมไม่อำนวยให้ผมสามารถทำได้ ผมยินดียอมสละตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” 

 

VOA รายงานว่า แม้เศรษฐา ชายอายุ 60 ปีที่เป็นคนพูดจาตรงไปตรงมานั้น ภายนอกอาจจะไม่มีประกายที่ทำให้มวลชนถูกตาต้องใจได้ทันที แต่เขามีความเฉียบแหลมทางธุรกิจที่จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งแบบที่พวกเขาเคยไว้วางใจทักษิณได้ นอกจากนี้ เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ที่สูง 192 เซนติเมตรคนนี้มีไหวพริบในการสร้างแบรนด์อีกด้วย ก่อนที่จะเข้ามาสู่เส้นทางทางการเมือง เศรษฐาได้สร้างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวจนเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ชื่อ แสนสิริ ที่มีมูลค่าในตลาดสูงถึง 880 ล้านดอลลาร์สหรัฐอีกด้วย 

 

เศรษฐายังกล่าวอีกว่า รู้จักกับทักษิณมาหลายสิบปี โดยทั้งสองครอบครัวต่างประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นความรู้สึกสิ้นหวังที่ชักนำให้เข้าสู่การเมือง เวลาที่นั่งอยู่บนยอดพีระมิด ตนจะเฝ้ามองดูว่าคนทั่วไปเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร ตนรู้สึกเศร้าใจกับสิ่งที่เห็น เพราะความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม ทั้งในด้านการศึกษา ระบบสาธารณสุข และปัจจัยพื้นฐานอย่างอาหารที่อยู่บนโต๊ะ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็นในประเทศที่มีศักยภาพมากอย่างประเทศไทย 

 

เศรษฐากล่าวว่า แรงจูงใจที่กระตุ้นให้เข้าสู่การเมืองมากขึ้น คือการที่ประเทศได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิดอย่างหนัก ซึ่งรายงาน IMF ระบุ GDP ประเทศดิ่งลงถึง 6.1% ในปี 2563 ขณะเดียวกันผลสำรวจธนาคารโลกรายงานว่า 70% ของครัวเรือนประสบภาวะรายได้ลดลง และสิ่งที่ทำให้ตัดสินใจเลือกพรรคเพื่อไทย ก็เพราะพรรคมีหัวใจคือประชาชน พวกเขาชักชวนให้มาร่วม จนในที่สุดก็มีความเห็นร่วมกัน

 

VOA ยังวิเคราะห์อีกว่า เพื่อไทยมีเป้าหมายสำคัญเหมือนกันกับพรรคก้าวไกล นั่นคือการหยุดอำนาจภายใต้การนำของ พล.อ. ประยุทธ์ที่เป็นนายกรัฐมนตรีมาเกือบ 9 ปี แต่พรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลยังแข่งขันชิงฐานเสียงในพื้นที่เขตกันเอง พร้อมกันนั้นพรรคก้าวไกลยังวางตัวเองเป็นคนที่กล้าต่อสู้กับกลุ่มทุนผูกขาด และแก้ไข มาตรา 112 ที่มีโทษจำคุกสูงถึง 15 ปี ขณะที่ผู้สื่อข่าวถามเศรษฐาว่า จะแก้ไขปัญหา 2 ประเด็นคือ กลุ่มทุนผูกขาด และมาตรา 112 อย่างไร เศรษฐาตอบว่า ต้องการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ผ่านกระบวนการรัฐสภา 

 

เศรษฐายังกล่าวถึงการจัดการกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศไทยด้วยว่า เราต้องมีความคาดหวังอยู่กับพื้นฐานของความเป็นจริง ตนไม่ได้เป็นศัตรูกับกลุ่มทุน แต่ต้องมั่นใจว่าจะสร้างโอกาสให้กลุ่มธุรกิจรายย่อยโตได้ ไม่ได้มาเพื่อทำร้ายกลุ่มทุน แต่มาเพื่อช่วยคนตัวเล็ก

 

“ส่วนในประเด็นความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่ต่อมาตรา 112 ผมยังไม่เคยมีโอกาสคุยกับพวกเขานานพอ ยังไม่แน่ใจว่าอะไรคือสิ่งที่คนรุ่นใหม่โอเคหรือไม่โอเค ต้องหารือกัน ต้องพูดคุยกัน บางทีบางเรื่องอาจจะไม่ใช่ประเด็นที่เป็นปัญหาก็ได้ อย่างไรก็ตามก็ต้องคุยต่อ ถ้าคิดว่ากฎหมายปัจจุบันต้องแก้ไข ก็เป็นกระบวนการของรัฐสภา” เศรษฐากล่าว

 

ขณะที่สำนักข่าว CNN รายงานว่า เศรษฐา หนึ่งในสามตัวเลือกนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยระบุว่า เขาไม่ใช่คนของทักษิณ และกระตือรือร้นที่จะมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขความไม่เท่าเทียมทางรายได้ของประเทศไทย ส่งเสริมสิทธิ LGBTQIA+ รวมถึงการแต่งงานเพศเดียวกัน ขจัดการทุจริต และนำประเทศไทยกลับสู่เวทีโลก

 

“ประเทศไทยอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่มาตลอด 5-8 ปีที่ผ่านมา เราอยู่ในอาการโคม่า คุณต้องมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่เพื่อให้พวกเขากลับมายืนได้ และสามารถกลับมาสร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศอีกครั้ง ผมต้องการเป็นนายกรัฐมนตรีที่สร้างความแตกต่างได้ ต้องส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างจริงจัง เราต้องออกไปคุยกับโลก เราต้องขายของให้ประเทศไทย เราต้องหาความได้เปรียบในการลงทุนในประเทศ และตีโจทย์ให้แตกว่าเราจะขายอะไรให้กับตลาดโลก” เศรษฐกล่าว

 

CNN ยังวิเคราะห์ด้วยว่า พรรคเพื่อไทยต้องการเสียงข้างมากจาก 750 ที่นั่งในรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี แต่การที่วุฒิสภามีแนวโน้มที่จะลงคะแนนเสียงให้กับ พล.อ. ประยุทธ์ หมายความว่าพรรคฝ่ายค้านในปัจจุบันต้องการคะแนนเสียงมากกว่า 376 ที่นั่งจากสภาล่าง จึงจะเลือกผู้นำคนต่อไปได้ ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญได้เตือนว่า อย่าประเมิน พล.อ. ประยุทธ์ต่ำเกินไป ในปี 2557 รัฐธรรมนูญที่คนของเขาได้ร่างขึ้นมา ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลในปัจจุบันได้ที่นั่งมากพอที่จะเลือกเขากลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2562 แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุดก็ตาม เขาจะใช้ประโยชน์จากวุฒิสภาในการเป็นนายกรัฐมนตรีแน่นอน เมื่อเขาได้รับการสนับสนุนจากวุฒิสภาแล้ว เขาจะโน้มน้าวให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนอื่นๆ เข้าร่วมรัฐบาล แม้จะมีเสียงข้างน้อยในสภาล่างก็ตาม


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories