เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลปรับขยายเพดานหนี้สาธารณะของไทย เพื่อรับมือกับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และเพื่อฟื้นฟูการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ตามรายงานของ Bloomberg
เศรษฐาให้สัมภาษณ์เมื่อวันพุธ (25 มี.ค.) ที่ผ่านมาว่า การขยับสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จาก 70% เป็น 80% จะเปิดพื้นที่ทางการคลังเพิ่มอีกราว 2 ล้านล้านบาท (ประมาณ 6.1 หมื่นล้านดอลลาร์) โดยย้ำว่า หากเงินที่กู้มาถูกนำไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างสนามบิน, ทางหลวง หรือระบบป้องกันน้ำท่วม ไม่ใช่นโยบายประชานิยมแจกเงิน ก็จะเป็นเรื่องที่ทั้งประชาชนและบริษัทจัดอันดับเครดิตยอมรับได้
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ยังคงยืนยันไม่ขยับเพดานหนี้ หลังจากที่ Moody’s และ Fitch ปรับลดมุมมองเครดิตของไทยลงเป็น ‘เชิงลบ’ เมื่อปีก่อน โดยอ้างถึงฐานะการคลังที่อ่อนแอลง ทว่าแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นก็ทำให้เกิดเสียงเรียกร้องให้เปิดพื้นที่กู้ยืมเพิ่มเติม
“สถาบันจัดอันดับเครดิตไม่ได้บริหารประเทศ เราต่างหากที่บริหารประเทศ” เศรษฐาวัย 64 ปี กล่าว หลังเพิ่งฟื้นตัวจากอาการป่วย “ตราบใดที่คุณมั่นใจว่าเงินที่กู้มาจะถูกใช้อย่างคุ้มค่า ก็ต้องกล้าตัดสินใจ”
เศรษฐกิจไทยยังไม่พ้นวิกฤต
ไทยระมัดระวังเรื่องการกู้ยืมมาโดยตลอดตั้งแต่เกิดวิกฤตค่าเงินบาทในปี 1997 ที่ต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF และเพิ่งขยับเพดานหนี้จาก 60% เป็น 70% เมื่อปี 2021 เพื่อรับมือกับการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงโควิด แต่วิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลางกำลังกดดันรัฐบาลทั่วโลก รวมถึงอินโดนีเซียที่ประกาศพร้อมทะลุเพดานขาดดุลงบประมาณหากจำเป็น
ด้าน เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่าต้องการรักษาวินัยทางการคลังและคงเพดานหนี้ไว้ ขณะที่ ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องขยับเพดานหนี้ แม้จะมีแผนลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันและกู้ยืมเพิ่มเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูง
เศรษฐาซึ่งเคยนำประเทศในช่วงปี 2023-2024 ก่อนถูกศาลตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง ตั้งคำถามต่อมุมมองของรัฐมนตรีคลังที่ระบุว่าเศรษฐกิจไทย “ออกจาก ICU แล้ว” โดยเฉพาะท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง
“เราอาจออกจากอาการโคม่าแล้ว แต่ยังไม่พ้นห้อง ICU” เศรษฐากล่าว พร้อมเสริมว่าเศรษฐกิจไทยยังต้องการมาตรการกระตุ้นในทุกด้าน โดยเฉพาะการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศซึ่งเป็นจุดแข็งที่ต้องรักษาไว้
ตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ของไทยเติบโต 2.5% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้เกือบเท่าตัว แต่ยังตามหลังอินโดนีเซีย, มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ขณะที่เวียดนามเติบโตถึง 8.46% “ไม่มีเหตุผลที่เราควรวนเวียนอยู่แค่ 2-3%” เศรษฐากล่าว “เราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก เรากำลังแข่งกับเวียดนาม”
โอกาสทองท่ามกลางเสถียรภาพทางการเมือง
เศรษฐาเสนอว่าควรนำเงินกู้ใหม่ราว 7 แสนล้านบาทไปลงทุนแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งซ้ำซาก ซึ่งกระทบชีวิตคนในครัวเรือนภาคเกษตรราว 25 ล้านคน โดยเสนอโครงการ ‘ไม่มีน้ำท่วม ไม่มีภัยแล้ง’ พร้อมลงทุนพัฒนาพลังงานสะอาดและระบบน้ำสำหรับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ต้องใช้น้ำปริมาณมาก
นอกจากนี้ เศรษฐายังมองว่าชัยชนะในการเลือกตั้งและอิทธิพลของอนุทินต่อสถาบันสำคัญ ทำให้อนุทินอยู่ใน ‘ตำแหน่งที่ดีที่สุด’ ในการผลักดันการปฏิรูปหลังหลายปีที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองกดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเศรษฐาเผยว่าตนยังพบปะรับประทานอาหารเย็นกับอนุทินเป็นระยะ
เศรษฐาเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของอนุทินเร่งรองรับการลงทุนมหาศาลด้านศูนย์ข้อมูลและบริการคลาวด์จากบริษัทระดับโลก ทั้ง Microsoft, Amazon, Google, TikTok และ Alibaba
“นี่คือช่วงเวลาที่ไทยมีเสถียรภาพทางการเมืองแข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปี นี่คือโอกาสทอง” เศรษฐากล่าวทิ้งท้าย “เขาควรใช้โอกาสนี้ทำสิ่งที่กล้าหาญอย่างแท้จริง”
อ้างอิง:

