“คนขี้ขลาดไม่เคยเริ่มหรอก” เขาบอก “และคนอ่อนแอก็จะตายไประหว่างทาง”
นี่คือหนึ่งในคำพูดทรงพลังที่ซ่อนตัวอยู่ในหนังสือ ‘Shoe Dog’ หน้ากระดาษที่ทำหน้าที่บันทึกตำนานที่ยิ่งใหญ่ของชายคนหนึ่ง ผู้ใช้ความทะเยอทะยาน ความกล้าหาญ และความบ้าบิ่นในการเดินหน้าลุยธุรกิจของตัวเอง
ไอเดียที่หลายคนอาจจะมองว่า ‘บ้า’ แต่ไอเดียธุรกิจนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงแค่ชีวิตของตัวเขาเท่านั้น
เพราะมันเปลี่ยนแปลงโลกได้ทั้งใบในเวลาต่อมา
วันนี้ (25 มกราคม) เป็นวันครบรอบการก่อตั้งร้าน ‘Blue Ribbons Sport’ พอด ครับ เลยอยากชวนทุกคนเดินทางย้อนเวลาไปสู่จุดเริ่มต้นของร้านกีฬาเล็กๆ แห่งหนึ่ง กับชายคนนี้
ฟิล ไนต์ ผู้เริ่มทุกอย่างด้วยเงินเพียงแค่ 50 ดอลลาร์ ก่อนจะสร้างแบรนด์กีฬาที่ทุกคนรู้จักอย่าง ‘Nike’
“มิสเตอร์ไนต์ คุณมาจากบริษัทอะไรนะ”
คำถามนี้คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราว ณ ห้องประชุมแห่งหนึ่งในอาคารสำนักงานที่เมืองโกเบ เมืองท่าสำคัญของญี่ปุ่นที่โด่งดังเรื่องของเนื้อวัวแสนอร่อยในเวลาต่อมา
ในห้องประชุมนั้นมีผู้บริหารระดับสูงชาวญี่ปุ่นอยู่ 4 คน และเด็กหนุ่มอีก 1 คนที่หอบความฝันมาจากอเมริกา
แต่คำถามธรรมดาๆ คำถามนี้ทำให้เด็กหนุ่มวัย 24 ปีต้องหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง เพราะเขาเองก็ไม่ได้คิดถึงและเตรียมในเรื่องนี้มาอะไรขนาดนั้น
สิ่งที่เขาพกมาเต็มกระเป๋าเอกสารคือความฝันที่ถูกแปรรูปออกมาเป็นแผนธุรกิจ ในการขอเป็นตัวแทนจำหน่ายรองเท้าของ Onitsuka แบรนด์รองเท้าคุณภาพดีของญี่ปุ่นที่เขาเชื่อว่ามีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จอย่างสูงหากได้เข้าไปทำตลาดในสหรัฐอเมริกา
เพียงแต่ในเวลานั้นฟิล ไนต์ ยังไม่ได้เป็นนักธุรกิจหรือพ่อค้าที่มีประสบการณ์มากมายอะไร เขาเพิ่งจะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ที่ยอมพับความฝันของการเป็นนักวิ่งเอาไว้ข้างทางเพราะรู้ว่าความรักอย่างเดียวไม่ช่วยให้เขาเป็นนักวิ่งระดับสูงได้ แต่เลือกที่จะเกาะล้อของความฝันไปกับการหาไอเดียทำมาหากินกับรองเท้าวิ่งที่เขารัก
ในเวลานั้นตลาดรองเท้ากีฬาของสหรัฐอเมริกา ไม่ได้เป็นของแบรนด์ในประเทศหากแต่เป็น adidas และ Puma สองแบรนด์ยักษ์สัญชาติเยอรมันของพี่น้องตระกูลดาสเลอร์ที่เข้ามาครอบงำตลาด ซึ่งในความรู้ที่สั่งสมมาในชั้นเรียนของนักศึกษาด้านธุรกิจ และในความรู้สึกของคนที่เป็นนักวิ่งมาก่อน
เขามองเห็น ‘ประตู’ บานใหญ่ที่รอใครสักคนเปิด
ไนต์ เฝ้าคิดถึงเรื่องนี้ก่อนจะศึกษา ค้นคว้า และวิจัยในหัวข้อนี้อย่างจริงจังในช่วงที่ศึกษาใน Stanford Business School ถึงการเปิดตลาดรองเท้ากีฬาของอเมริกาด้วยการนำเข้ารองเท้าแบรนด์ญี่ปุ่นที่มีคุณภาพสูงและราคาดี แม้ว่ามันจะเป็นไอเดียธุรกิจที่ถูกหลายคนบอกว่าเป็น ‘ความคิดบ้าๆ’ (Crazy idea)
“ถ้า Onitsuka เจาะเข้าร้านค้าในสหรัฐฯ ด้วยการตัดราคาให้ต่ำกว่า adidas ได้ มันน่าจะเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้อย่างมหาศาล”
ไอเดียนี้ถึงอาจารย์ที่ปรึกษาจะชื่นชอบ แต่คนอื่นรวมถึงพ่อของเขาไม่เห็นด้วยเท่าไรนัก

เอาล่ะ! ถึงเวลาที่เด็กหนุ่มต้องตอบคำถามแล้ว
เขาไม่ได้คิดถึงชื่อของบริษัทมาขนาดนั้นก็จริง แต่สิ่งที่ไนต์คิดถึงเป็นสิ่งแรกในเวลานั้นคือเชือกสีน้ำเงิน ซึ่งไม่ได้เป็นโบว์ที่เอาไว้ผูกสวยงาม แต่เอาไว้ใช้สำหรับเป็น ‘เส้นชัย’ ในการวิ่งแข่ง
เอาชื่อนี้แหละ!
“ท่านสุภาพบุรุษครับ” เด็กหนุ่มเอ่ยปาก “ผมเป็นตัวแทนของบริษัท Blue Ribbon Sports แห่งเมืองพอร์ตแลนด์ โอรีกอน”
ความจริงก่อนจะมาอยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ ไนต์ได้เริ่มออกเดินทางมาสักพัก
หลังเรียนจบเขาตัดสินใจที่จะขายรถของตัวเอง และขอยืมเงินพ่อเพื่อเดินทางรอบโลก โดยไปเริ่มต้นทดลองใช้ชีวิตที่ฮาวาย เริ่มจากการตระเวนขายสารานุกรม (Encyclopedia) ตามบ้าน ไปจนถึงการขายหลักทรัพย์
เพียงแต่ญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่อยู่ในใจของเขาเสมอ หากเป็นลูฟี่ที่นี่คือ ‘เกาะสุดท้าย’ ของเขา
ที่นี่ไนต์ไม่ได้มาเพียงเพื่อพิสูจน์ ‘Crazy idea’ ของเขา แต่เขายังมาเพื่อศึกษาโลกอีกใบทางฝั่งตะวันออก ก่อนจะมาอยู่ในแหล่งกำเนิดของรองเท้าวิ่งคุณภาพสูงที่เขาชื่นชมด้วย
เพราะโดยตัวตนและเนื้อแท้แล้วเขาก็คือนักวิ่งคนหนึ่งที่หลงรักและหลงใหลในการวิ่ง ซึ่งการวิ่งนี้เองคือสิ่งที่ทำให้เขาได้พบกับ บิล โบเวอร์แมนน์ อีกคนสำคัญที่อยู่ในเรื่องราวมหัศจรรย์ของ Blue Ribbon Sports ในเวลาต่อมา
โบเวอร์แมนน์ ไม่ได้เป็นนายทุนหรือเจ้าของธุรกิจ แต่เขาเป็นโค้ชระดับตำนานของทีมวิ่งมหาวิทยาลัยออรีกอน ผู้ปั้นนักวิ่งมากมาย
31 นักวิ่งโอลิมปิก, 51 นักวิ่ง All-Americans, 12 นักวิ่งระดับสถิติของรัฐ และอีก 22 นักวิ่งระดับแชมป์มหาวิทยาลัย
ท่ามกลางนักวิ่งมากมาย ไนต์เป็นหนึ่งในนั้น เขาอยู่ในกลุ่มลูกศิษย์นักวิ่งระดับโปรของโบเวอร์แมน และถือเป็นนักวิ่งพรสวรรค์คนหนึ่งในการวิ่งระยะกลาง
สถิติที่ดีที่สุดของไนต์ในการวิ่ง 1 ไมล์คือ 4 นาที 13 วินาที
อีกด้านของความสัมพันธ์คือโบเวอร์แมนน์ ซึ่งหลงไหลในเรื่องรองเท้าวิ่งอย่างมาก – และมันส่งอิทธิพลต่อไนต์ด้วย – จะใช้ลูกศิษย์คนนี้เป็น ‘หนูทดลอง’ ไอเดียรองเท้าวิ่งของเขาอยู่เสมอ ทุกครั้งที่เขาคิดหรือประดิษฐ์รองเท้าวิ่งด้วยไอเดียใหม่ๆ
แต่ปัญหาคือโลกใบนี้มีกำแพงที่มองไม่เห็นระหว่างนักวิ่งธรรมดากับนักวิ่งผู้เก่งกาจ และไนต์ไม่สามารถก้าวข้ามผ่านกำแพงนี้ไปได้สักที
นั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาถอดใจจากการเป็นนักวิ่ง หันมาตั้งใจเรียนและเดินทางสู่การทำธุรกิจ
เพียงแต่ในช่วงเวลานั้นเองที่เขาและโบเวอร์แมน ร่วมกับเจฟฟ์ ฮอลลิสเตอร์ ก่อตั้งทีมวิ่ง ‘Athletics West’ เพื่อช่วยกันฝึกฝนและพัฒนาขีดความสามารถของนักวิ่งในมหาวิทยาลัย มันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาได้ค้นพบประตูบานใหญ่ที่ไม่เคยมีใครมองมาก่อน คือตลาดของรองเท้าวิ่งในกลุ่ม Niche ที่มีคุณภาพสูง
ความอยากจะใส่รองเท้าวิ่งที่ดี มีคุณภาพ ในราคาที่น่ารักน่าคบหา พาเขามาถึงที่นี่
ในห้องประชุมของ Onitsuka แบรนด์รองเท้าที่เขาได้รับการแนะนำต่ออีกทีจากทหารอเมริกันที่ประจำการในญี่ปุ่นว่านี่แหละ ‘ของดีเมืองโกเบ’
งานของไนต์มีแค่อย่างเดียวคือ เขาต้องโน้มน้าวใจขอสิทธิ์ในการเป็นตัวแทนจำหน่ายรองเท้า Onitsuka ที่เขาจะเรียกมันว่า ‘Tiger’ ให้ได้
โชคดีที่แผนธุรกิจของเขา ความรู้ที่ร่ำเรียนมา และการพูดการจาที่ฝึกฝนจากช่วงเป็นเซลส์แมนขายสารานุกรม เข้าหูของผู้บริหารพอดี
“ความจริง พวกเราก็มีแผนที่จะไปทำตลาดที่อเมริกาอยู่พอดี” หนึ่งในผู้บริหารบอก

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ ภายในเวลา 2 ชั่วโมง พวกเขา – ไนต์และเหล่าผู้บริหาร – จับมือกันก่อนเซ็นสัญญามอบสิทธิ์ในการเป็นตัวแทนจำหน่ายรองเท้า Onitsuka ให้แก่บริษัท Blue Ribbon Sports ซึ่งในเวลานั้นยังไม่มีตัวตนด้วยซ้ำ
คำสั่งซื้อแรกของไนต์ ก็ไม่ได้มีมูลค่าสูงมหาศาลอะไร เขาใช้เงิน 50 เหรียญดอลลาร์ที่ขอยืมมาจากพ่อเพื่อซื้อรองเท้าล็อตแรกจากญี่ปุ่นเป็นจำนวน 12 คู่
รองเท้าล็อตนี้ใช้เวลาเดินทางนานร่วมปี กว่าจะข้ามน้ำข้ามทะเลจากญี่ปุ่นมาถึงฝั่งตะวันตกของอเมริกา ซึ่งการรอคอยทำให้ไนต์ ที่ใช้เวลาทำงานกับบริษัทบัญชีใหญ่ไปพลางๆ จนไฟฝันเกือบจะมอดอยู่แล้ว แต่ทันทีที่รองเท้าส่งมาถึง เขาก็ส่งต่อให้กับครูอย่างโบเวอร์แมนน์ทันที
เมื่อปรมาจารย์ด้านการวิ่งได้เห็นรองเท้างานประณีตจากญี่ปุ่นก็รู้ได้ทันทีว่าของดี! และมองว่าหากไนต์คิดที่จะทำธุรกิจนำเข้ารองเท้ายี่ห้อนี้น่าจะไปได้สวย เพราะมีศักยภาพสาก
นั่นทำให้เขาตัดสินใจที่จะขอร่วมหุ้นด้วย ในสัดส่วน 49 เปอร์เซ็นต์ อีก 51 เปอร์เซ็นต์เป็นของไนต์
และนั่นคือจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของ ‘Blue Ribbon Sports’
ชื่อของร้านค้าที่คิดถึงเส้นชัยแต่ในความจริงเป็นเพียงแค่จุดสตาร์ท
ชีวิตหลังจากนั้นของไนต์และโบเวอร์แมนน์ ต้องเจอกับเรื่องราวมากมาย ทั้งความสำเร็จ (ขายรองเท้าได้ 1,300 คู่ในปีแรก) ความล้มเหลว (ประสบปัญหาทางการเงินจากการกู้เพื่อสั่งซื้อรองเท้ามาสต็อก) และเรื่องราวที่เข้าขั้นระดับมหากาพย์ ทั้งการหักหลัง การหักเหลี่ยมเฉือนคม การดิ้นรน ต่อสู้ การคิดค้นสิ่งใหม่ๆที่กลายเป็นนวัตกรรมของโลก และการเดิมพันแบบสุดตัว

ไม่ต่างอะไรจากปกรณัมกรีก ซึ่งในเวลาต่อมาชื่อของเทพธิดาแห่งชัยชนะอย่าง Nike ได้ถูกนำมาใช้เป็นชื่อแบรนด์ใหม่ของพวกเขา พร้อมโลโก้ ‘Swoosh’ ที่เป็นเหมือนปีกแห่งเทพธิดา
ก่อนที่ Nike จะสร้างตำนานให้แก่โลกมากมาย จากรองเท้า Waffle สู่ Air Jordan และ Air Max จนถึงวันที่ Nike กลายเป็นมหาอำนาจในโลกกีฬาที่กำหนดทิศทางของโลกของการแข่งขันได้
แต่ถ้าย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้นจริงๆ ทุกอย่างมันเกิดจากไอเดียที่หลายคนมองว่าบ้า
สำหรับฟิล ไนต์ – ชายผู้เป็น ‘Shoe Dog’ หรือผู้หลงไหลและอุทิศตัวเองให้กับการทำรองเท้า เขารู้ว่าเขาทำอะไรอยู่
“ปล่อยให้คนอื่นพูดไปว่าความคิดของเรามันบ้า . . . เราแค่พยายามทำต่อไป อย่าหยุด อย่าคิดท่จะหยุดจนกว่าจะไปให้ถึงจุดหมาย และอย่าไปเสียเวลาคิดว่า ‘ที่นั่น’ มันอยู่ตรงไหน”
“ไม่ว่าอะไรจะตามมา แค่อย่าหยุดทำมันเท่านั้น”
Just Do It!
อ้างอิง
- https://www.leadingculture.co.nz/post/nike
- https://www.sneakerjagers.com/en/n/how-phil-knight-made-history-60-years-ago-with-founding-blue-ribbon-sports/76181?srsltid=AfmBOoqvPnqw8sKyExYsHcPvDLqU2hBXZcJt3PfuJQVUWliPrJ_Ljmtr
- https://www.andmeetings.com/blog/post/nike-when-phil-knight-met-bill-bowerman
- https://japantoday.com/category/features/japan-yesterday/how-phil-knight-used-japan-to-launch-nike-1
- https://www.sportsnet.ca/more/nike-founder-phil-knight-story-culture-behind-sports-apparel-juggernaut/
- https://baos.pub/the-nike-story-key-takeaways-from-phil-knights-shoe-dog-7dd63dedd16f
- https://www.peterfisk.com/2018/08/phil-knights-fantastic-history-of-nike-it-also-a-great-story-of-business-leadership-and-economics/
- https://medium.com/@MarkerEditors


