SpaceX บริษัทขนส่งอวกาศของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ได้ยื่นเอกสารต่อคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) เพื่อขออนุญาตปล่อยดาวเทียมจำนวนมหาศาลถึง 1 ล้านดวงขึ้นสู่วงโคจรโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อรองรับความต้องการพลังการประมวลผลสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนระบบบนพื้นโลกเริ่มจะรับมือไม่ไหว
ในเอกสารคำร้องที่เพิ่งยื่นไปเมื่อวันศุกร์ (30 ม.ค.) ระบุว่า การปล่อยกลุ่มดาวเทียมจำนวน 1 ล้านดวงนี้ จะเป็นการสร้างเครือข่าย ‘ศูนย์ข้อมูลในวงโคจร’ (Orbital Data Centers) ซึ่ง SpaceX เชื่อว่าเป็นวิธีที่คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพที่สุดในการบริหารจัดการทรัพยากร
บริษัทอ้างว่าโครงการนี้เปรียบเสมือนก้าวแรกของการมุ่งสู่การเป็น ‘อารยธรรมระดับ 2’ (Kardashev II-level civilization) ตามมาตรวัดสมมติฐานที่นักดาราศาสตร์ชื่อ Nikolai Kardashev ได้เสนอไว้ในช่วงทศวรรษ 1960 ซึ่งหมายถึงอารยธรรมที่ก้าวหน้าจนสามารถควบคุมและใช้พลังงานจากดวงอาทิตย์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
SpaceX ชี้แจงว่าการย้ายฐานข้อมูลไปไว้ในอวกาศเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า เพราะไม่ต้องใช้น้ำจำนวนมหาศาลในการระบายความร้อนเหมือนศูนย์ข้อมูลบนพื้นโลก แต่จะใช้การแผ่รังสีความร้อนในอวกาศแทน รวมถึงลดการใช้แบตเตอรี่เพราะสามารถรับพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้โดยตรงเกือบตลอดเวลา โดยจะโคจรอยู่ที่ความสูงระหว่าง 500 ถึง 2,000 กิโลเมตร (310-1,242 ไมล์)
เมื่อข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป มัสก์ได้ออกมาตอบโต้ผ่านแพลตฟอร์ม X ด้วยข้อความทีเล่นทีจริงเมื่อเช้าวันเสาร์ (31 ม.ค.) ว่า “ผมคิดว่าเราจะเริ่มจากเล็กๆ ก่อน แล้วค่อยขยับขยายขึ้นไป”
ก่อนหน้านี้มัสก์ได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนในงาน World Economic Forum โดยเขากล่าวว่า “การสร้างศูนย์ข้อมูล AI ในอวกาศเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่สุด เพราะอวกาศจะเป็นสถานที่ที่มีต้นทุนต่ำที่สุดสำหรับการวางระบบ และเรื่องนี้จะเกิดขึ้นจริงภายใน 2 ปี หรืออย่างช้าที่สุดไม่เกิน 3 ปี”
อย่างไรก็ตาม สื่อเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง The Verge วิเคราะห์ว่าตัวเลข 1 ล้านดวงนั้น ไม่น่าจะได้รับการอนุมัติในคราวเดียว แต่อาจเป็นเพียงกลยุทธ์การเจรจาต่อรองเสียมากกว่า
ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับการตัดสินใจของ FCC เมื่อเร็วๆ นี้ ที่เพิ่งอนุญาตให้ SpaceX ปล่อยดาวเทียม Starlink เพิ่มเติมได้เพียง 7,500 ดวง พร้อมกับระบุว่าจะ “ชะลอการอนุมัติสำหรับดาวเทียมที่เหลืออีก 14,988 ดวง” ที่เสนอไปก่อนหน้านี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการจะขอปล่อยถึง 1 ล้านดวงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญได้ให้สัมภาษณ์กับ BBC ถึงความกังวลในทางปฏิบัติ โดยระบุว่าการส่งฮาร์ดแวร์ขึ้นสู่วงโคจรนั้นยังมีต้นทุนที่สูงลิ่ว อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานในการป้องกัน ระบายความร้อน และจ่ายพลังงานให้กับระบบเหล่านี้มีความซับซ้อนมาก ในขณะที่ปริมาณขยะอวกาศที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้ตัวฮาร์ดแวร์เสี่ยงต่อความเสียหาย
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญอีกรายยังเตือนผ่าน BBC ด้วยว่า การเพิ่มจำนวนยานอวกาศในวงโคจรต่ำจะยิ่งเพิ่มโอกาสที่วัตถุจะพุ่งชนกัน ซึ่งอาจทำให้อุปกรณ์เสียหาย หรือร้ายแรงถึงขั้นทำให้ชิ้นส่วนต่างๆ ร่วงหล่นกลับลงมายังพื้นโลกได้
ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในปี 2024 นักดาราศาสตร์เคยออกมาร้องเรียนว่า คลื่นวิทยุจากเครือข่าย Starlink ของ SpaceX ที่มีอยู่เกือบ 10,000 ดวง กำลัง ‘บดบังทัศนวิสัย’ ของกล้องโทรทรรศน์และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำงานวิจัย
แต่มัสก์ก็ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าดาวเทียมของเขากินพื้นที่มากเกินไป โดยระบุว่า “ดาวเทียมแต่ละดวงจะอยู่ห่างกันมากจนแทบมองไม่เห็นกัน อวกาศนั้นกว้างใหญ่ไพศาลเกินกว่าที่จะจินตนาการได้”
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข่าวลือที่ว่า SpaceX กำลังพิจารณาแผนการเสนอขายหุ้น IPO รวมถึงความเป็นไปได้ในการควบรวมกิจการกับ xAI หรือ Tesla เพื่อระดมทุนและรวมศูนย์เทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Amazon ยังคงประสบปัญหาขาดแคลนจรวดและต้องขอขยายเวลาจาก FCC ในการส่งดาวเทียมอีก 1,600 ดวง ออกไป
ภาพ : Austin DeSisto/NurPhoto via Getty Images
อ้างอิง:


