ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันขาดแคลนซึ่งเป็นผลพวงจากสงครามในอิหร่าน หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างผุดมาตรการฉุกเฉินเพื่อรับมือปัญหาพลังงานขาดแคลนอย่างหนัก ในขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลกยังคงถูกปิดกั้น
แม้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ภาพรวมยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูง โดยข้อมูลจากสำนักงานข้อมูลพลังงานแห่งสหรัฐอเมริกา (EIA) ระบุว่า ในปี 2024 น้ำมันดิบประมาณ 84% และก๊าซ LNG กว่า 83% ที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันเกือบ 70% ของการขนส่งทั้งหมด ขณะที่อีก 15% มุ่งหน้าสู่ประเทศอื่นๆ ในเอเชีย รวมถึงอาเซียนด้วย
ประเทศไหนใช้มาตรการอะไรบ้าง?
สำหรับแนวทางการรับมือของแต่ละประเทศนั้น มีความแตกต่างกันไปตามบริบทของตนเอง โดยไทยได้ประกาศมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลเป็นการชั่วคราว เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน พร้อมแนะนำให้ภาคส่วนต่างๆ ทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) และสั่งห้ามส่งออกน้ำมันไปยังต่างประเทศ ยกเว้นการส่งไปยังกัมพูชาและลาว
ด้านเวียดนามเริ่มนำเงินจากกองทุนรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันออกมาใช้เพื่อพยุงราคา พร้อมประกาศแผนจัดซื้อน้ำมันดิบประมาณ 4 ล้านบาร์เรลจากนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงมีมาตรการจำกัดการเดินทางและแนะนำให้ทำงานจากที่บ้านเช่นกัน
ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านไทยอย่างเมียนมา ได้ประกาศใช้มาตรการสลับวันขับรถเพื่อควบคุมการใช้พลังงาน ส่วนฟิลิปปินส์ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็น 4 วันต่อสัปดาห์เพื่อลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงจากการเดินทาง
ใครเสี่ยงสุด?
อัลลอยเซียส โจโก ปูร์วานโต นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจเพื่ออาเซียนและเอเชียตะวันออก (ERIA) ของอินโดนีเซีย วิเคราะห์ว่า ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และบรูไน จัดเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดต่อสภาวะหยุดชะงักของการจัดหาน้ำมันดิบ โดยอ้างอิงข้อมูลกลาง JODI (Joint Organisations Data Initiative) ที่ระบุว่าทั้ง 4 ประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 60-95% ของปริมาณที่ใช้ทั้งหมด แม้แต่อินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันเองก็ยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 1 ใน 3 ของความต้องการภายในประเทศ
ในส่วนของเวียดนาม แซม เรย์โนลด์ส นักวิจัยจากสถาบันเศรษฐศาสตร์พลังงานและการวิเคราะห์ทางการเงิน (IEEFA) ตั้งข้อสังเกตว่า แม้เวียดนามจะเตรียมจัดซื้อน้ำมัน 4 ล้านบาร์เรลจากกลุ่มประเทศนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ปริมาณดังกล่าวรองรับการบริโภคภายในประเทศได้เพียง 6 วันเท่านั้น และเมื่อรวมกับน้ำมันสำรองที่มีอยู่สำหรับ 20 วันตามรายงานของสื่อ ก็จะทำให้เวียดนามตกอยู่ในภาวะเสี่ยงสูงที่จะเกิดการขาดแคลนเชื้อเพลิง หากไม่มีแหล่งพลังงานใหม่เข้ามาเพิ่มเติมในเร็ววัน
ใครเหลือน้ำมันเท่าไรบ้าง?
รายงานข่าวระบุว่า อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีน้ำมันสำรองคงเหลือสำหรับใช้ได้ประมาณ 21-23 วัน
ขณะที่ประเทศไทย อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่าไทยมีปริมาณสำรองสำหรับ 65 วัน และรัฐบาลจะเร่งดำเนินการจัดหาปริมาณสำรองเพิ่มเติมเพื่อให้ครอบคลุมการใช้งานได้อีก 30 วัน
ด้านฟิลิปปินส์มีน้ำมันสำรองประมาณ 50-60 วัน ซึ่งส่วนใหญ่ถือครองโดยภาคเอกชน ทำให้รัฐบาลต้องหันไปพึ่งพาการปรับลดภาษีสรรพสามิตสำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม การนำเข้าเพิ่มเติมโดยบริษัทน้ำมันแห่งชาติฟิลิปปินส์ (PNOC) และการขอความร่วมมือเป็นกรณีพิเศษให้บริษัทเอกชนระบายน้ำมันออกมา
เรย์โนลด์สชี้ว่า ปริมาณน้ำมันสำรองฉุกเฉินของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ โดยญี่ปุ่นมีสำรองใช้ได้นานถึง 254 วัน เกาหลีใต้ 208 วัน และจีน 120 วัน
อีกทั้งความท้าทายไม่ได้มีเพียงแค่การหาน้ำมันดิบ แต่รวมถึงผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูป โดยเฉพาะประเทศอย่างลาว กัมพูชา และเมียนมา ที่มีขีดความสามารถในการกลั่นจำกัดและต้องพึ่งพาการนำเข้าจากไทย เวียดนาม และสิงคโปร์ ซึ่งปัจจุบันประเทศเหล่านี้เริ่มมีนโยบายจำกัดการส่งออกเพื่อสำรองไว้ใช้ภายในประเทศมากขึ้น
สัญญาณลามสู่ภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ
ผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซเริ่มลามสู่ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยบริษัทรายใหญ่อย่าง Aster Chemicals and Energy ในสิงคโปร์ และ PT Chandra Asri Pacific ในอินโดนีเซีย ได้เริ่มประกาศภาวะสุดวิสัย (Force Majeure) โดยระบุว่าพวกเขาอาจไม่สามารถปฏิบัติตามข้อผูกพันในสัญญาได้
ขณะที่ บริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเอสซีจี (SCG) ได้ประกาศเหตุสุดวิสัยหยุดเดินโรงงานชั่วคราว (Force Majeure) จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซในตะวันออกกลาง เนื่องจากไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบหลักในการผลิตได้
หน่วยวิเคราะห์เศรษฐกิจของ The Economist (EIU) คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นจะส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงและฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่ส่วนใหญ่ของเอเชีย ขณะที่ พริยังกา คิชอร์ จาก Asia Decoded เตือนว่าภูมิภาคนี้อาจเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยหากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย
“ในอีก 3 สัปดาห์ หรืออาจจะแค่ 2 สัปดาห์ต่อจากนี้ เราจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้นอีกมาก” เธอกล่าว
“ฉันคิดว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นคำถามสำคัญแน่นอน หากเรายังไม่เห็นความเคลื่อนไหวใดๆ ในการเปิดเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ”
ภาพ: Craig Hastings Via Getty Images
อ้างอิง:

