×

เมื่อ AI ทำให้ไฟฟ้ากลายเป็นความมั่นคงแห่งชาติ เกาหลีใต้จึงกลับมาเดิมพันกับพลังงานนิวเคลียร์

24.06.2026
  • LOADING...
ภาพโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในเกาหลีใต้

“การขยายบทบาทของพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าฐานที่ไม่ปล่อยคาร์บอน ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นยุทธศาสตร์เอาตัวรอดที่จำเป็น”

 

 
 

นี่คือแถลงการณ์ของสมาคมนิวเคลียร์เกาหลี (Korean Nuclear Society: KNS) ในต้นปี 2026 ก่อนที่รัฐบาลจะเดินหน้าเคาะพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่ 2 แห่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า เหตุใดเกาหลีใต้ต้องกลับมาเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีกครั้ง ทั้งที่เคยผ่านกระแสต่อต้านนิวเคลียร์หลังเหตุการณ์ฟุกุชิมะ และเคยมีรัฐบาลที่ประกาศลดบทบาทพลังงานชนิดนี้อย่างจริงจัง

 

คำตอบเริ่มจากความเปราะบางเชิงโครงสร้างของประเทศ เกาหลีใต้ไม่มีโครงข่ายส่งไฟฟ้าทางบกเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน และต้องนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมดจากต่างประเทศ ทำให้ประเทศต้องเผชิญความเสี่ยงด้านพลังงานจากภายนอกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เห็นได้ชัดจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซในช่วงที่ผ่านมา

 

แต่สถานการณ์ในวันนี้ท้าทายกว่าเดิม เพราะเกาหลีใต้กำลังเผชิญโจทย์ใหม่ในระบบพลังงาน คือไฟฟ้าต้องเสถียร คาดการณ์ต้นทุนได้ และปล่อยคาร์บอนต่ำ เพื่อหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และศูนย์ข้อมูล AI ไปพร้อมกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

 

พลังงานนิวเคลียร์จึงกลับมาอยู่กลางสมการอีกครั้ง ในฐานะแหล่งไฟฟ้าที่ถูกมองว่า ยังจำเป็นต่อทั้งความมั่นคงทางพลังงานและความสามารถในการแข่งขันของประเทศในยุค AI

 

เกาหลีใต้ปักหมุดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่

 

Korea Hydro & Nuclear Power (KHNP) บริษัทรัฐวิสาหกิจผู้ดำเนินกิจการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของเกาหลีใต้ ประกาศความคืบหน้าครั้งสำคัญเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยเคาะพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่ 2 แห่ง ได้แก่ เมืองยองด็อก จังหวัดคยองซังเหนือ และอำเภอกีจัง เมืองปูซาน โดยตั้งเป้าหมายสร้างให้แล้วเสร็จและเริ่มเดินเครื่องภายในปี 2038

 

ทั้งนี้ สื่อท้องถิ่นอย่าง The Korea Times รายงานว่า เมืองยองด็อกได้รับเลือกให้เป็นพื้นที่รองรับการก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดใหญ่ 2 เครื่อง ซึ่งมีกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 2.8 กิกะวัตต์ ขณะที่อำเภอกีจังจะถูกพัฒนาเป็นพื้นที่ตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (Small Modular Reactor: SMR) ที่มีกำลังผลิต 0.7 กิกะวัตต์

 

จากการประเมินเบื้องต้น เมกะโปรเจกต์นี้จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลถึง 12 ล้านล้านวอน (ราว 3 แสนล้านบาท) ขณะที่ยังอัดฉีดเงินสนับสนุนตามกฎหมายเข้าสู่พื้นที่โดยรอบรวมกว่า 2.3 ล้านล้านวอน (ราว 5.7 หมื่นล้านบาท) ตลอดช่วงอายุโครงการ 68 ปี ซึ่งแบ่งเป็นเฟสก่อสร้าง 8 ปี และเฟสเดินเครื่องอีก 60 ปี

 

ตัวเลขดังกล่าวสอดรับกับการคาดการณ์ของกระทรวงอุตสาหกรรม การค้า และพลังงานเกาหลีใต้ที่มองว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่จะช่วยสร้างเม็ดเงินสะพัด ขับเคลื่อนให้เกิดการจ้างงานสะสมราว 7.2 ล้านชั่วโมงแรงงาน (Man-Day) และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 450,000 ล้านวอน (ราว 1.1 หมื่นล้านบาท) ต่อปี

 

การผุดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในครั้งนี้ เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของเมกะโปรเจกต์ ‘ระเบียงอุตสาหกรรมพลังงาน’ (Energy Industry Belt) แห่งใหม่ของประเทศ โดยรัฐบาลกำหนดให้ชายฝั่งตะวันออกของจังหวัดคยองซังเหนือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านพลังงานคาร์บอนต่ำ ครอบคลุมทั้งพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานลม โดยร้อยเรียง 4 หัวเมืองสำคัญเข้าด้วยกัน ได้แก่ อุลจิน ยองด็อก โพฮัง และคยองจู

 

โครงการนี้ถือเป็นการยกระดับชายฝั่งตะวันออกของจังหวัดคยองซังเหนือให้เป็นฐานรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นไฮโดรเจน เหล็กคาร์บอนต่ำ การผลิตขั้นสูง หรือศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI Data Centers) ซึ่งล้วนใช้พลังงานไฟฟ้าในปริมาณมหาศาลและต้องการความเสถียรสูง

 

อย่างไรก็ตาม น่าจับตามองว่า แม้คยองจูจะไม่ได้รับเลือกเป็นที่ตั้งโรงไฟฟ้า SMR แห่งใหม่ แต่เมืองนี้ยังมีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศนิวเคลียร์ของประเทศ ในฐานะที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ KHNP, ศูนย์กำจัดกากกัมมันตรังสีระดับต่ำและปานกลาง, สถาบันวิจัย Munmu the Great Research Institute ไปจนถึงการเป็นพื้นที่สำคัญที่กำลังก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม SMR แห่งแรกของประเทศอีกด้วย

 

เกาหลีใต้: ภาวะ ‘เกาะพลังงาน’ เมื่อไฟฟ้ากลายเป็นความมั่นคงแห่งชาติ

 

น่าสนใจว่า การเร่งเครื่องพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ครั้งนี้มีจุดเชื่อมโยงโดยตรงกับความเปราะบางทางภูมิศาสตร์ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากภูมิศาสตร์แบบ ‘เกาะทางพลังงาน’ (Energy Island) กล่าวคือ เกาหลีใต้ไม่มีโครงข่ายส่งไฟฟ้าทางบกเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงไม่สามารถนำเข้าไฟฟ้าหรือแบ่งปันพลังงานข้ามพรมแดนได้เหมือนหลายประเทศในยุโรป

 

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นหนึ่งในประเทศอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างแดนมากที่สุดในโลก โดยมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานสูงราว 90% ของพลังงานทั้งหมดที่ใช้ในประเทศ เช่น การนำเข้าน้ำมันดิบราวร้อยละ 60-70 จากตะวันออกกลาง ขณะที่ยังพึ่งพาแนฟทาจากต่างประเทศมากกว่า 60%

 

เมื่อเกิดความผันผวนของราคาพลังงานโลก ความมั่นคงทางพลังงานของเกาหลีใต้จึงได้รับผลกระทบโดยตรง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ วิกฤตในตะวันออกกลางที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในจุดคอขวดสำคัญที่สุดของโลก โดยเฉพาะในเอเชีย

 

ความเปราะบางทางพลังงานจึงกลายเป็นโจทย์สำคัญระดับชาติ โดยเฉพาะในยามที่โครงสร้างเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก และมีความต่อเนื่องสูง ขณะที่ยังไม่สามารถรับความผันผวนของระบบไฟฟ้าได้ง่าย

 

หนึ่งในอุตสาหกรรมดังกล่าวคือ ‘เซมิคอนดักเตอร์’ เสาหลักของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ที่กำลังมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานปัญญาประดิษฐ์ระดับโลกมากขึ้น สถานะดังกล่าวสะท้อนผ่านบทบาทของ Samsung Electronics และ SK Hynix ผู้เล่นสำคัญในตลาดหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (High-Bandwidth Memory: HBM) หรือชิปหน่วยความจำขั้นสูงที่ใช้ขับเคลื่อนชิปประมวลผล AI และศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ทั่วโลก

 

แต่ปัญหาคือ การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ต้องการไฟฟ้าในปริมาณมากและมีคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง โดยโรงงานผลิตชิปต้องเดินเครื่องจักรขั้นสูง ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นในคลีนรูม ใช้ระบบระบายความร้อน และรักษากระบวนการผลิตให้ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง

 

นอกจากนี้ การเติบโตของ AI ยังเพิ่มแรงกดดันต่อระบบไฟฟ้าอีกชั้นหนึ่ง เพราะศูนย์ข้อมูลและระบบประมวลผลขนาดใหญ่ต้องใช้พลังงานจำนวนมากในการฝึกและประมวลผลโมเดล AI ทำให้เกาหลีใต้ต้องเผชิญความต้องการไฟฟ้าจากทั้งฝั่งการผลิตชิปและฝั่งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลพร้อมกัน

 

กล่าวได้ว่า เกาหลีใต้กำลังเผชิญกับภาวะสามแพร่งด้านพลังงาน (Energy Trilemma) โดยสมาคมนิวเคลียร์เกาหลีอธิบายนิยามของคำนี้ไว้ว่า รัฐบาลโซลต้องทำสามสิ่งพร้อมกันในเวลาเดียว คือ การลดคาร์บอน จัดหาพลังงานในต้นทุนที่แข่งขันได้ และรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะในยุคที่ความต้องการไฟฟ้าจาก AI และศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้นเร็วเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่พลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการรักษาเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้าอีกต่อไป

 

“การขยายบทบาทของพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าฐานที่ไม่ปล่อยคาร์บอน ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นยุทธศาสตร์เอาตัวรอดที่จำเป็น” สมาคมนิวเคลียร์เกาหลีระบุ

 

ฉะนั้น โจทย์พลังงานของเกาหลีใต้ในวันนี้จึงไม่ใช่แค่การมีไฟฟ้าใช้เพียงพอ แต่หมายถึงการมีระบบพลังงานที่มั่นคง จ่ายได้ต่อเนื่อง คาดการณ์ต้นทุนได้ และปล่อยคาร์บอนต่ำ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศในระยะยาว

 

ย้อนรอยเส้นทาง ‘นิวเคลียร์’ เกาหลีใต้ จากพลังงานกู้ชาติ สู่มรสุมศรัทธาที่ถูกแช่แข็ง

 

“นิวเคลียร์เป็นหนึ่งในวิธีผลิตไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งจะนำเราไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และผมตั้งใจจะทำให้เกาหลีใต้รักษาบทบาทของตนในฐานะหนึ่งในผู้จัดหาโรงไฟฟ้าคาร์บอนเป็นศูนย์รายสำคัญของโลก”

 

คือวิสัยทัศน์ของ อีมยองบัก อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนที่ 10 ที่เคยเขียนไว้ในวารสาร Global Asia โดยสะท้อนแนวคิดว่า เกาหลีใต้ต้องใช้นิวเคลียร์เป็นหนึ่งในแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเพิ่มความเป็นอิสระด้านพลังงาน แก้ปัญหาใหญ่ของประเทศอย่าง ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ และขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

หากย้อนกลับไป เกาหลีใต้เริ่มต้นเส้นทางนิวเคลียร์จากความจำเป็นด้านความมั่นคงพลังงาน ในฐานะประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรพลังงานภายในประเทศตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ก่อนก้าวเข้าสู่ยุคพลังงานนิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ในปี 1978 ด้วยการเปิดเดินเครื่องโรงไฟฟ้า Kori-1

 

ในเวลานั้น เกาหลีใต้กำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อก้าวขึ้นเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ แต่ต้องเผชิญข้อจำกัดสำคัญ คือ การไม่มีทรัพยากรพลังงานภายในประเทศเพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้รัฐบาลมองหาทางเลือกด้านพลังงานที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในปริมาณมาก และมีความมั่นคงกว่าการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าเพียงอย่างเดียว

 

นอกจากนี้ วิกฤตราคาน้ำมันโลกในช่วงทศวรรษ 1970 ยิ่งตอกย้ำความเปราะบางของเกาหลีใต้ ทำให้แนวคิดเรื่องการกระจายแหล่งพลังงานกลายเป็นวาระแห่งชาติ พลังงานนิวเคลียร์จึงค่อยๆ ถูกยกระดับจากทางเลือกด้านพลังงาน สู่หนึ่งในเสาหลักของความมั่นคงทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ

 

ขณะเดียวกัน นิวเคลียร์ยังถูกมองเป็นเครื่องมือด้านความมั่นคงทางพลังงานและความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ เนื่องจากสามารถผลิตไฟฟ้าได้ในต้นทุนที่ต่ำและมีเสถียรภาพมากกว่าการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้า

 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนจากรายงานขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ที่ระบุว่า ระหว่างปี 1982-2011 ดัชนีราคาผู้บริโภคของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 254% แต่ราคาค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเพียง 29.9% เท่านั้น

 

แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 บริบทความมั่นคงทางพลังงานโลกเริ่มซ้อนทับกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ทำให้นโยบายนิวเคลียร์ของเกาหลีใต้ได้รับการตีความใหม่ในยุคของอีมยองบักภายใต้ยุทธศาสตร์ Green Growth

 

อีมยองบักมองพลังงานนิวเคลียร์ว่า เป็นทั้งทางออกจากปัญหาความมั่นคงพลังงาน และกุญแจสำคัญในการแก้วิกฤตโลกร้อนควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ยังเป็น ‘ขุมทรัพย์ใหม่’ ทางเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการส่งออกเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปยังต่างประเทศ

 

อนึ่ง บทบาทความเป็นผู้นำของเกาหลีใต้บนเวทีโลกสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนจากการชนะประมูลโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Barakah ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เมื่อปี 2009 ถือเป็นการส่งออกเทคโนโลยีนิวเคลียร์ครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม อุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะในญี่ปุ่นเมื่อปี 2011 ทำให้กระแสนิยมพลังงานนิวเคลียร์ในเกาหลีใต้หยุดชะงัก ประชาชนเริ่มตื่นกลัวและต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ รวมถึงยิ่งคัดค้านการหาพื้นที่จัดเก็บกากนิวเคลียร์

 

นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังเผชิญเรื่องอื้อฉาวระดับชาติในปีถัดมา หลังพบการปลอมแปลงเอกสารรับรองคุณภาพชิ้นส่วนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลายพันชิ้น ทำให้รัฐบาลถูกวิจารณ์ว่า กำลังปล่อยให้ประชาชนเผชิญความเสี่ยงจากระบบความปลอดภัยที่ยังมีข้อบกพร่อง

 

กระแสความกังวลดังกล่าวชัดเจนในรัฐบาลยุคมุนแจอินในปี 2017 ที่ประกาศนโยบายลดบทบาทพลังงานนิวเคลียร์ (Phase-Out) คือ ไม่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ ยุติแผนโครงการใหม่บางส่วน และไม่ต่ออายุเครื่องปฏิกรณ์ที่ครบกำหนดใช้งานบางแห่ง โดยมีการปิดถาวรโรงไฟฟ้า Kori-1 เป็นสัญลักษณ์สำคัญ พร้อมเสนอให้เพิ่มบทบาทพลังงานหมุนเวียนและก๊าซธรรมชาติแทน

 

ทำไมพลังงานนิวเคลียร์จึงกลับมาเป็นทางเลือกของเกาหลีใต้

 

จุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายพลังงานนิวเคลียร์เกาหลีใต้ เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในยุคของอดีตประธานาธิบดียุนซอกยอล โดย ศ.ดร.ฮวังยงซู ศาสตราจารย์พิเศษจากบัณฑิตวิทยาลัยนิวเคลียร์นานาชาติ KEPCO ได้เปิดเผยข้อมูลผ่านรายการ Eye on Korea ว่า ในช่วงเวลานั้น รัฐบาลเกาหลีใต้พยายามจัดสมดุลของแหล่งพลังงานใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับพลังงานหมุนเวียนอย่างแสงอาทิตย์และลม ควบคู่กับแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำอื่นๆ

 

ทว่าสมการนี้กลับถูกท้าทายด้วยข้อเท็จจริงสำคัญ นั่นคือโครงสร้างเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ที่กำลังถูกขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งต้องการไฟฟ้าที่มีความเสถียรสูงตลอด 24 ชั่วโมง หรือ 365 วันต่อปีอย่างไร้รอยต่อ พลังงานนิวเคลียร์จึงกลายเป็นทางเลือกที่ถูกดึงกลับมาพิจารณาอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายสองชั้น คือ การลดการปล่อยคาร์บอนควบคู่ไปกับการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจเกาหลีใต้บนเวทีโลก

 

ศ.ดร.ฮวังขยายความต่อว่า นโยบายนี้ได้รับการสนับสนุนจากชาวเกาหลีใต้ในระดับสูง เพราะนิวเคลียร์คือแหล่งพลังงานที่มีต้นทุนต่ำมาก เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ด้านความเสถียร โดยมีต้นทุนการผลิตเพียง 4 เซนต์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.40 บาท) ต่อ 1 กิโลวัตต์ชั่วโมง (1 หน่วยไฟฟ้า) เท่านั้น ถือว่าถูกกว่าพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมอย่างมาก

 

“ประโยชน์ที่แท้จริงสำหรับประชาชนทั่วไปคือ การมีไฟฟ้าที่ทั้งเสถียรและราคาจับต้องได้จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ในโลกความเป็นจริง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ‘เรื่องเงินคือเรื่องใหญ่’ (Money talks) ประชาชนชาวเกาหลีใต้จึงตระหนักถึงคุณค่า และมีความเชื่อมั่นอย่างมากต่ออนาคตของพลังงานนิวเคลียร์” ศ.ดร.ฮวังอธิบาย

 

รัฐบาลยุนซอกยอลจึงเดินหน้าประกาศนโยบายกำหนดสัดส่วนนิวเคลียร์ในระบบไฟฟ้าไว้ที่ 30-32% ภายในปี 2030 พร้อมสั่งรื้อฟื้นโครงการสำคัญอย่าง Shin Hanul 3 และ 4 ที่เคยถูกชะลอในรัฐบาลมุนแจอิน จนกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการฟื้นฟูพลังงานนิวเคลียร์ในประเทศ

 

เมื่อมาถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของอีแจมยอง ในช่วงแรก เขาแสดงท่าทีคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่ โดยให้เหตุผลว่า การสร้างเครื่องปฏิกรณ์ขนาดใหญ่ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 15 ปี ขณะที่เทคโนโลยีใหม่อย่าง SMR ก็ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ในเชิงพาณิชย์อย่างเพียงพอ พร้อมยืนยันว่า จุดเน้นของเขาคือพลังงานหมุนเวียนอย่างแสงอาทิตย์และลม

 

แต่แล้ว แนวทางที่เน้นพลังงานหมุนเวียนเป็นหลักก็ต้องเผชิญแรงกดดันจากโลกจริง เมื่อโลกต้องเผชิญกับวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ผนวกกับความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการลงทุนด้าน AI รวมถึงแรงกดดันจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เร่งให้เกาหลีใต้ต้องลดการใช้ถ่านหิน

 

ยิ่งไปกว่านั้น สัญญาณจากภาคประชาชนก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยผลสำรวจของกระทรวงภูมิอากาศ พลังงาน และสิ่งแวดล้อมในต้นปี 2026 ระบุว่า ประชาชนมากกว่า 60% เห็นด้วยกับการเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ ขณะที่มากกว่า 80% มองว่าพลังงานนิวเคลียร์ยังมีความจำเป็นต่อประเทศ

 

ในเวลาเดียวกัน สมาคมนิวเคลียร์เกาหลียังเรียกร้องให้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับที่ 12 บรรจุการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มเติม โดยประเมินว่า หากเกาหลีใต้ต้องการรักษาสัดส่วนนิวเคลียร์ไว้ราว 35% จนถึงปี 2050 อาจต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ใหม่และ SMR เพิ่มเติมในระยะยาว

 

สถานการณ์รอบทิศนี้บีบให้รัฐบาลอีแจมยองต้องปรับทิศทางนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ โดยในเดือนมีนาคม 2026 รัฐบาลยังเร่งนำเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์บางส่วนที่อยู่ระหว่างการซ่อมบำรุงกลับมาเดินเครื่องเร็วกว่ากำหนด โดยมีเป้าหมายให้นำ 2 เครื่องกลับมาเดินเครื่องภายในเดือนมีนาคม และอีก 4 เครื่องภายในกลางเดือนพฤษภาคม

 

นอกจากนี้ สำนักข่าว The Korea Times ยังรายงานความเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์ว่า เกาหลีใต้กำลังหันไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานนิวเคลียร์ในฝั่งสหรัฐฯ เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านทรัพยากร นับเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ตาม นโยบายพลังงานนิวเคลียร์ในเกาหลีใต้ต้องเผชิญกับข้อจำกัดในอนาคต โดยเฉพาะโจทย์ใหญ่อย่างปัญหาพื้นที่จัดเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว ดังกรณีสระเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ของโรงไฟฟ้าฮันบิตที่กำลังใกล้จะหมดพื้นที่ลงทุกที

 

ขณะที่ภาคประชาสังคมยังกังวลถึงปัญหานิวเคลียร์กระจุกตัวในพื้นที่มากเกินไป พร้อมทั้งตั้งคำถามคัดค้านต่อการผลักดัน SMR ว่า แม้จะถูกนำเสนอในฐานะเทคโนโลยีนิวเคลียร์ยุคใหม่ที่เล็กกว่า ยืดหยุ่นกว่า และเหมาะกับระบบไฟฟ้าแห่งอนาคต แต่ยังไม่ได้ผ่านการพิสูจน์เชิงพาณิชย์อย่างกว้างขวาง รวมถึงยังไม่ได้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการสร้าง

 

ท้ายที่สุด การกลับมาของนิวเคลียร์จึงเป็นภาพสะท้อนของประเทศอุตสาหกรรมที่ต้องหาทางประคองสมดุลระหว่างความมั่นคงพลังงาน ต้นทุนไฟฟ้า การลดคาร์บอน และความยอมรับของประชาชน โดยเฉพาะในยุคที่ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงสาธารณูปโภคพื้นฐานอีกต่อไป แต่กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดความสามารถในการแข่งขันของชาติ

 

ภาพ: QQMinh88 / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising