จากชุมชนย่านการค้าเก่าแก่ในกรุงเทพฯ ที่มีประวัติศาสตร์นานกว่า 100 ปี วันนี้ ‘ทรงวาด’ กลายเป็นย่านท่องเที่ยวสุดชิกขวัญใจชาวต่างชาติ ที่ผสานเอกลักษณ์ความคลาสสิกของสถาปัตยกรรมเมืองเก่า และร้านค้าสมัยใหม่ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ แกลเลอรี หรือ Art space ที่เป็นแหล่งรวมตัวคอมมิวนิตีคนรุ่นใหม่
ประเด็นสำคัญ
ในวันที่ย่านเก่าแก่ กลับมาฟื้นคืนชีพเป็นพื้นที่แห่งโอกาส จากการหลั่งไหลเข้ามาของนักท่องเที่ยว แต่การจะรักษาเสน่ห์ของ ‘ทรงวาด’ ให้ยังอยู่นั้นไม่ง่าย เพราะโลกการทำธุรกิจปัจจุบัน เต็มไปด้วย ‘ความเสี่ยง’ ที่ควบคุมไม่ได้
เกียรติวัฒน์ ศรีจันทร์วันเพ็ญ นายกสมาคมเมดอินทรงวาด (MADE IN SONG WAT) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ความเสี่ยงที่จะทำให้ทรงวาดหมดเสน่ห์ จนธุรกิจไปต่อไม่ได้ มีด้วยกันหลักๆ 3 ด้าน
1. เจ้าของที่ขึ้นราคาค่าเช่า ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของสมาคม สมาคมทำได้เพียงพูดคุย ให้เห็นถึงโอกาสและความเสี่ยง แต่ไม่มีอำนาจไปบังคับห้ามขึ้นราคา ซึ่งหากในอนาคตมีการปรับขึ้นราคาค่าเช่าสูงเกินไป ธุรกิจก็ไปต่อได้ยาก
2. การสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐ การประสานงานกับหน่วยงานราชการ มีความยุ่งยาก บางทีไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร หรือได้รับการสนับสนุน ก็มีปัญหาด้านการสื่อสารคลาดเคลื่อน
3. ทุนจีนบุก เปิดธุรกิจเน้นกำไร สิ่งที่กังวลอีกการรุกคืบของทุนจีนที่ปัจจุบันได้เข้ามายึดพื้นที่ทำธุรกิจในย่านสำคัญอย่าง เยาวราช และ บรรทัดทอง โดยไม่มีใครควบคุม ใครมีทุนหนาก็เข้ามาทำธุรกิจได้
“วันนี้สิ่งที่มั่นใจได้คือ ภายใน 1-2 ปี ทรงวาดจะยังไม่เสียเสน่ห์หรือหมดกระแสไป เหมือนบรรทัดทอง แต่ถ้าให้ประเมิน 3-5 ปีข้างหน้าไม่มีใครรู้เลย เพราะโลกปัจจุบันหมุนเร็วมาก อุดมการณ์แน่นแค่ไหน อาจจะแพ้เงินก็ได้”
ทั้งนี้ ย่านทรงวาดมีข้อได้เปรียบที่ย่านอื่นไม่มี คือ ในอดีตเคยเป็นย่านศูนย์กลางธุรกิจแห่งแรกของประเทศไทย 70% ของคนในพื้นที่เป็นตระกูลเจ้าสัวเก่า ถ้าเสนอเงินไม่มากพอ ก็ไม่สามารถทำให้คนกลุ่มนี้ขายที่ได้ ไม่เหมือนย่านบรรทัดทอง ที่คนพื้นที่ส่วนใหญ่พอใจที่จะขายที่เพื่อทำกำไร
ปัจจุบันผู้ประกอบการในถนนทรงวาด แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ ทายาทรุ่นที่ 3-4 ของครอบครัวที่เป็นคนในพื้นที่ดั้งเดิม ที่อยากต่อยอดกิจการของครอบครัว และกลุ่มที่สองเป็นคนภายนอก ที่อยากทำธุรกิจตามความฝันและแพสชันของตัวเอง
ดังนั้นผู้ประกอบการในทรงวาดยุคแรกๆ ส่วนใหญ่จึงเป็นตัวจริง ตัวจริงในที่นี้หมายถึงคนที่ทำธุรกิจเพื่อตอบสนองความฝันของตัวเอง
แต่ละร้านมีจึงคอนเซปต์เฉพาะของตัวเอง และแต่ละธุรกิจไม่ได้เริ่มต้นจากความต้องการหากำไร แต่เริ่มต้นทำธุรกิจจากแพสชันที่อยากจะนำเสนอบางสิ่งให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นจุดแข็งทำให้หลายร้านอยู่ได้นาน
“เสน่ห์ของทรงวาดคือ Old meets new เก่าเจอใหม่ Rare heritage meets creativity”
เคล็ดลับทำธุรกิจใน ‘ทรงวาด’ อย่างไรให้อยู่รอด
สำหรับจุดแข็งที่ผู้ประกอบการต้องมี หากสนใจเข้ามาทำธุรกิจในย่านทรงวาด อันดับแรกคือ ‘คนเลือกที่ ที่เลือกคน’ ทั้งสองอย่างต้องแมตช์กัน สถานที่ในทรงวาดมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ผู้ประกอบการที่ชอบจริตแบบนี้ก็จะตัดสินใจมาเปิดร้านที่นี่ และส่วนใหญ่อยู่ได้นานเพราะจริตมันเข้ากันตั้งแต่แรก
จะเห็นได้ว่าธุรกิจที่อยู่มานาน ทุกร้านจะมี CI เหมือนกันหมด คือไม่ทำลายสถาปัตยกรรมตึกดั้งเดิม ทั้งภายนอกตึกและภายในตึก แม้ภายในตึกจะตกแต่งใหม่ แต่ยังคงโครงเดิมไว้
แต่ถ้าร้านไหนรีโนเวตใหม่ทั้งหมดจะเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่ตั้งใจเข้าทำธุรกิจเพื่อค้ากำไร ซึ่งจะดึงดูดลูกค้าที่มาตามกระแสความดังในช่วงนั้นๆ
ดังนั้นปัจจัยที่จะทำให้ร้านใหม่อยู่ได้นาน ก็จะต้องทำตามคนที่เขาอยู่มาก่อนว่า เขามีแนวคิดหรือจริตการทำธุรกิจอย่างไรให้อยู่ได้ ถ้าทำธุรกิจที่แปลกมากไป ก็อาจจะไปเปิดร้านที่ไหนก็ได้
“คนที่มาเที่ยวทรงวาดส่วนใหญ่ เขาอยากมาดูความเก่า ความคลาสสิก คุณต้องรักษาสิ่งนี้ไว้ให้ได้”
หวังดึงภาครัฐ ‘พาร์ตเนอร์หลัก’ ต่อลมหายใจทรงวาด
เกียรติวัฒน์ กล่าวว่า หลังจากทุ่มเทปลุกปั้นย่านทรงวาดร่วมกับคนในพื้นที่เป็นเวลา 5 ปี ตอนนี้ถือว่าสุดทางที่ประชาชนคนหนึ่งจะทำได้แล้ว หากไม่มีการต่อยอดหรือสนับสนุนจากภาครัฐ ‘ทรงวาด’ ก็อาจจะหมดกระแสไปเหมือนย่านอื่นๆ
ดังนั้นพาร์ตเนอร์หลักที่ต้องการมากที่สุดในตอนนี้คือ หน่วยงานราชการ เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์, กรุงเทพมหานคร (กทม.) และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หากได้การสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐจะช่วยต่อยอดศักยภาพของย่านทรงวาดได้ในหลายมิติ
- การอำนวยความสะดวกและอนุมัติการใช้พื้นที่
ที่ผ่านมาทรงวาดเติบโตและขับเคลื่อนด้วยพลังของภาคประชาชน โดยไม่ค่อยได้รับแรงสนับสนุนจากภาครัฐเท่าที่ควร หากได้หน่วยงานราชการ ที่มีอำนาจในการสั่งการ ช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องต่างๆ จะทำให้การจัดงานอีเวนต์ราบรื่นขึ้นมาก เหมือนกับย่านท่องเที่ยวชื่อดังในต่างประเทศ เช่น ถนนออร์ชาร์ด ในสิงคโปร์ หรือเมืองโอกินาวา ในประเทศญี่ปุ่น ที่ได้รับการสนับสนุนเงินงบประมาณและการอนุญาตใช้พื้นที่จากภาครัฐ
- ผลักดัน ‘ทรงวาด’ สู่ Global Destination
การที่หน่วยงานภาครัฐลงพื้นที่บ่อยๆ จนเห็นศักยภาพที่แท้จริงของย่าน จะเป็นแรงสำคัญที่จะช่วยโปรโมตและยกระดับย่านทรงวาด ให้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทาง ด้านการท่องเที่ยวระดับโลกได้
ทั้งนี้ ปัจจุบัน ‘วีซ่า’ ได้ประกาศความร่วมมือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยกระดับการท่องเที่ยวขาเข้า ผ่านแพลตฟอร์ม Visa Destinations เชื่อมต่อผู้ถือบัตรให้ใช้จ่ายสะดวกผ่านร้านค้าท้องถิ่นใน 8 จังหวัดเมืองท่องเที่ยวนำร่อง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, ภูเก็ต, เกาะสมุย (สุราษฎร์ธานี), พัทยา (ชลบุรี), หัวหิน (ประจวบคีรีขันธ์), อุดรธานี และหาดใหญ่ (สงขลา) พร้อมกับสิทธิประโยชน์เฉพาะในแต่ละจุดหมาย ช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย
โดยประเดิมจุดหมายแรกที่ ‘ทรงวาด’ กับกิจกรรม Feel So Thai ซึ่งได้นำสื่อมวลชนและครีเอเตอร์ระดับนานาชาติมาสัมผัสย่านทรงวาด ย่านประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำของกรุงเทพฯ ที่โดดเด่นด้านสถาปัตยกรรม อาหารที่มีชีวิตชีวา และชุมชนที่กำลังเติบโตด้วยความร่วมมือกับร้านค้าท้องถิ่น

