ในช่วงเวลาที่คำว่า ‘เอาประกันสังคมออกจากระบบราชการ’ ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดอย่างกว้างขวาง ทั้งในพื้นที่สื่อ สังคมออนไลน์ และเวทีนโยบายสาธารณะ คำถามจำนวนมากจึงเกิดขึ้นพร้อมกัน ตั้งแต่เรื่องโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ ความโปร่งใส ไปจนถึงประสิทธิภาพของระบบ แต่คำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่คำถามว่า ‘ควรออกหรือไม่ควรออก’ หากเป็นคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า เราคาดหวังบทบาทของระบบประกันสังคมในสังคมไทยอย่างไร
ในฐานะนักคณิตศาสตร์ประกันภัยคนหนึ่ง ที่เคยมีโอกาสทำงานในบทบาทผู้ทรงคุณวุฒิในคณะอนุกรรมการลงทุนของประกันสังคมในช่วงที่เป็นนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยในตอนนั้น บทความนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสรุปคำตอบหรือชี้นำทิศทางเชิงนโยบาย แต่ต้องการชวนผู้อ่านมองประกันสังคมในฐานะ ‘สถาบันทางสังคม’ มากกว่าการเป็นเพียงองค์กรภาครัฐหรือกองทุนขนาดใหญ่
การถกเถียงเรื่องรูปแบบองค์กรเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากมองให้ลึกลงไป รูปแบบองค์กรเป็นเพียงเครื่องมือ สิ่งที่สำคัญกว่าคือวัตถุประสงค์ของระบบและกรอบคิดที่ใช้กำกับการตัดสินใจ ระบบประกันสังคมถูกออกแบบมาเพื่อสร้างหลักประกันขั้นพื้นฐานให้กับผู้คนในวัยทำงาน ภายใต้หลักไตรภาคีที่ต้องคำนึงถึงผู้ประกันตน นายจ้าง และบทบาทของรัฐไปพร้อมกัน ไม่ใช่เพียงในเชิงการเงิน แต่ในเชิงความเป็นธรรม ความครอบคลุม และความไว้วางใจของสังคม
หากพิจารณาในมิติของการบริหารจัดการ โดยเฉพาะด้านการลงทุน การดูแลกองทุนมูลค่าราว 2.8 ล้านล้านบาท ไม่ใช่ภารกิจที่เทียบเคียงได้กับงานราชการทั่วไป กองทุนขนาดนี้ต้องแข่งขันกับผู้จัดการกองทุนระดับโลก และต้องตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอนของตลาดการเงิน เศรษฐกิจ และโครงสร้างประชากรในระยะยาว คำถามจึงไม่ใช่ว่า ‘ข้าราชการเก่งหรือไม่เก่ง’ แต่คือโครงสร้างแบบใดเอื้อต่อการดึงดูด รักษา และพัฒนาความเชี่ยวชาญได้มากที่สุด
แนวคิดเรื่องการแยกบทบาทด้านการลงทุนออกมาเป็นหน่วยงานอิสระจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่เรื่องสุดโต่ง หากพิจารณาจากประสบการณ์ขององค์กรอย่างกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ซึ่งถูกออกแบบมาให้มีความคล่องตัวสูงกว่าระบบราชการทั่วไป
คำถามสำคัญคือ สังคมพร้อมหรือไม่ที่จะยอมรับความจริงว่า การแข่งขันเพื่อคนเก่งเป็นสิ่งจำเป็น และเรากล้าออกแบบระบบทรัพยากรบุคคลที่เน้นการบริหาร ‘ความสามารถ’มากกว่าการบริหาร ‘ตำแหน่ง’ หรือไม่
ที่ผ่านมา สิ่งที่น่าเสียดายไม่ใช่การขาดแคลนบุคลากรที่มีศักยภาพ แต่คือการไม่สามารถรักษาคนเหล่านั้นไว้ในระบบได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยข้อจำกัดของโครงสร้างค่าตอบแทน เส้นทางอาชีพ และวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับลักษณะงานที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเชิงลึกและความรับผิดชอบในระยะยาว
ในอีกมุมหนึ่ง แนวคิดเรื่องการเปิดให้มีการจ้างผู้จัดการกองทุนภายนอกเข้ามาบริหารเงินลงทุนภายใต้กรอบกำกับดูแลที่เข้มแข็ง ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ควรถูกพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่ใช่ในฐานะการลดบทบาทของรัฐ แต่ในฐานะการใช้กลไกการแข่งขันเพื่อยกระดับประสิทธิภาพ โดยที่รัฐยังคงทำหน้าที่กำกับ ดูแล และคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ประกันตน
อย่างไรก็ตาม หากมองระบบประกันสังคมเพียงผ่านเลนส์ของผลตอบแทนการลงทุน ก็อาจมองไม่ครบภาพทั้งหมด เพราะหัวใจของระบบนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเชื่อมั่นของสังคม ระบบที่มีเสถียรภาพทางการเงิน แต่ขาดความเชื่อถือ ย่อมไม่สามารถทำหน้าที่เป็นหลักประกันทางสังคมได้อย่างแท้จริง
ความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดจากการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ แต่เกิดจากคุณภาพของบุคลากร การบริหารจัดการที่สม่ำเสมอ และการสื่อสารอย่างโปร่งใสตรงไปตรงมา เมื่อเกิดปัญหา ระบบที่เข้มแข็งต้องสามารถอธิบายข้อจำกัดของตนเองได้อย่างตรงไปตรงมา มากกว่าการผลักภาระไปยังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ขณะเดียวกัน ภาคประชาชนและภาคสื่อก็มีบทบาทสำคัญในการตั้งคำถามอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงการเลือกนำเสนอข้อมูลบางส่วนเพื่อเร่งเร้าอารมณ์สาธารณะ
สิ่งที่อาจเร่งด่วนกว่าการถกเถียงเรื่องรูปแบบองค์กร คือการยกระดับขีดความสามารถของระบบจากภายในอย่างจริงจัง ไม่ว่าประกันสังคมจะอยู่ภายใต้โครงสร้างใด หากกลไกภายในยังไม่แข็งแรง ระบบก็ยากจะทำหน้าที่ได้อย่างที่สังคมคาดหวัง การลงทุนในบุคลากรจึงไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของความยั่งยืนในระยะยาว
ฝ่ายคณิตศาสตร์ประกันภัยควรมีบทบาทมากกว่าการคำนวณความมั่นคงทางการเงิน แต่ต้องช่วยแปลความเสี่ยงระยะยาวของโครงสร้างประชากร เศรษฐกิจ และนโยบาย ให้กลายเป็นข้อมูลเชิงตัดสินใจที่ผู้กำหนดนโยบายและสังคมเข้าใจได้ ขณะที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลควรทำหน้าที่เป็นแกนกลางของการพัฒนาองค์กร ออกแบบระบบค่าตอบแทน เส้นทางอาชีพ และวัฒนธรรมการทำงานที่เอื้อต่อการรักษาความเชี่ยวชาญและองค์ความรู้ในระยะยาว
ฝ่ายข้อมูลและเทคโนโลยีควรเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้การตัดสินใจตั้งอยู่บนข้อมูลที่มีคุณภาพ เชื่อมโยงกันได้ และพร้อมใช้งาน ไม่ใช่เพียงเพื่อการรายงานย้อนหลัง แต่เพื่อการคาดการณ์และบริหารความเสี่ยงในอนาคต ขณะที่ฝ่ายการลงทุนและการบัญชีต้องทำหน้าที่ภายใต้กรอบความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเชื่อมโยงการตัดสินใจทางการเงินเข้ากับพันธกิจของระบบในระยะยาว
ท้ายที่สุด ฝ่ายการสื่อสารกับสาธารณะควรทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างระบบกับสังคม อธิบายนโยบาย ความเสี่ยง และข้อจำกัดอย่างตรงไปตรงมา เข้าใจง่าย และต่อเนื่อง เพราะความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดจากถ้อยคำที่สวยงาม แต่เกิดจากการสื่อสารที่สอดคล้องกับการกระทำขององค์กร
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าการพัฒนาประกันสังคมอาจไม่เริ่มต้นจากการเปลี่ยนป้ายองค์กร แต่เริ่มจากการสร้างขีดความสามารถของระบบให้พร้อมรับมือกับโลกที่ซับซ้อนขึ้น และความคาดหวังของสังคมที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในที่สุด บทสนทนาเรื่องอนาคตของประกันสังคมไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงคำถามว่า ‘อยู่หรือออกจากระบบราชการ’ แต่ควรเป็นบทสนทนาเกี่ยวกับบทบาทของระบบหลักประกันทางสังคมในโลกที่กำลังเปลี่ยนไป ไม่ว่าประกันสังคมจะอยู่ในรูปแบบองค์กรใด
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องเป็นระบบที่ประชาชนเชื่อถือได้ พึ่งพาได้ และรู้สึกว่าเป็นของทุกคนอย่างแท้จริง เพราะความยั่งยืนที่แท้จริงของประกันสังคม อาจไม่ใช่เพียงความยั่งยืนทางการเงิน แต่คือความยั่งยืนของความไว้วางใจที่สังคมมีต่อระบบนี้


