การพิจารณาการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติเป็นวาระลับเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ถูกฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่า การนำโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานในระยะยาวมารวมกับงบประมาณเยียวยาประชาชนระยะสั้น อาจเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
กระทั่งวันนี้ (7 เมษายน) ศิริกัญญา ตันสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้นำประเด็นนี้ตั้งกระทู้ถามสดต่อ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในวาระการพิจารณาของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ชี้แจงแทน
ศิริกัญญา อภิปรายว่า ร่าง พ.ร.ก. ฉบับดังกล่าวมีรายละเอียดเพียง 11 มาตรา โดยรัฐบาลแบ่งวงเงินออกเป็นสองส่วน ส่วนแรก 2 แสนล้านบาทสำหรับการเยียวยาประชาชน รัฐบาลมีแผนใช้จ่ายในโครงการคนละครึ่งพลัส 60:40 วงเงิน 1.2 แสนล้านบาท สำหรับกลุ่มเป้าหมาย 30 ล้านคน และการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วงเงิน 52,800 ล้านบาท รวมเป็นการใช้เงิน 172,800 ล้านบาทภายในระยะเวลา 4 เดือนแรก
ศิริกัญญาตั้งคำถามถึงหลักการมุ่งเป้าของโครงการคนละครึ่งที่เป็นการลงทะเบียนตามลำดับก่อนหลัง ซึ่งอาจไม่สามารถคัดกรองและช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริง พร้อมระบุว่า หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อเกิน 4 เดือน รัฐบาลจะไม่มีงบประมาณเหลือสำหรับการเยียวยาในระยะต่อไป
สำหรับวงเงินส่วนที่สอง 2 แสนล้านบาท ที่ระบุว่าใช้เพื่อการปรับโครงสร้างสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ศิริกัญญา มองว่าไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนถึงขั้นต้องใช้อำนาจฝ่ายบริหารออกเป็น พ.ร.ก. และยังไม่มีความชัดเจนของแผนงาน จึงมีลักษณะคล้ายการอนุมัติงบประมาณล่วงหน้าให้คณะกรรมการไปพิจารณาจัดสรรในภายหลัง การดำเนินการเช่นนี้อาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 โดยเสนอให้รัฐบาลแยกวงเงินการเยียวยาออกเป็น พ.ร.ก. ส่วนโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานให้นำเสนอเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ตามกระบวนการปกติเพื่อบรรจุในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570
นอกจากนี้ ศิริกัญญายังเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงแผนการชำระหนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาระต่องบประมาณดังเช่นการกู้เงินนอกงบประมาณ 1.5 ล้านล้านบาทของรัฐบาลชุดก่อน พร้อมเตือนว่าหาก พ.ร.ก. ฉบับนี้ถูกยื่นตีความโดยศาลรัฐธรรมนูญ รัฐบาลไม่ควรนำการเยียวยาประชาชนมาเป็นข้ออ้างหรือตัวประกัน เนื่องจากรัฐบาลเป็นผู้เลือกที่จะรวมสองโครงการเข้าด้วยกัน
ทางด้านภราดรชี้แจงถึงความจำเป็นในการกู้เงินว่า สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิกฤตพลังงาน ต้นทุนสินค้า และค่าครองชีพของประชาชน ในขณะที่รัฐบาลมีข้อจำกัดทางคลังอย่างหนัก โดยงบกลางสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินในงบประมาณปี 2569 เหลืออยู่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท และการออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ คาดว่าจะดำเนินการได้เพียง 2-3 หมื่นล้านบาท รวมแล้วรัฐบาลจะมีเม็ดเงินพร้อมใช้เพียง 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการบรรเทาผลกระทบ รัฐบาลจึงต้องกู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อป้องกันภาวะข้าวยากหมากแพง
สำหรับแผนการจัดสรรเงิน 172,800 ล้านบาทในช่วง 4 เดือนแรก ประกอบด้วยการให้เงินช่วยเหลือ 1,000 บาทต่อเดือน แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน และโครงการคนละครึ่งพลัส 1,000 บาทต่อเดือน สำหรับประชาชน 30 ล้านคน รวมผู้ได้รับสิทธิ 43.2 ล้านคน แนวทางนี้เป็นผลจากการประเมินร่วมกันของ 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ ซึ่งคาดการณ์ว่าสงครามอาจยืดเยื้อในระดับกลาง การอัดฉีดเม็ดเงินในระยะสั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ประชาชนมีกำลังซื้อ นอกจากนี้ การประเมินแผนการคลังระยะปานกลางยืนยันว่า เพดานหนี้สาธารณะจะยังคงอยู่ต่ำกว่ากรอบ 70% ในระยะ 3-4 ปีข้างหน้า
ส่วนประเด็นวงเงิน 2 แสนล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ภราดรชี้แจงว่าเป็นวาระเร่งด่วนในการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเพื่อปรับโครงสร้างค่าไฟของประชาชนให้ลดลงอย่างยั่งยืน สาเหตุที่ไม่สามารถบรรจุโครงการเหล่านี้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ได้ เป็นเพราะกระบวนการจัดทำงบประมาณมีระยะเวลาจำกัด โดยสำนักงบประมาณได้ปิดรับคำขอไปเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม และพบว่าหน่วยงานต่างๆ เสนอโครงการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานเข้ามาไม่มากนัก
สำหรับแผนการบริหารหนี้ รัฐบาลจะใช้วิธีการกู้ยืมภายในประเทศซึ่งคาดว่าจะมีอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 1.3 เปอร์เซ็นต์ และจะจัดสรรเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีในสัดส่วนร้อยละ 4 หรือประมาณปีละ 150,000 ล้านบาท เพื่อชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยตามระบบปกติ
ภราดรยืนยันในตอนท้ายว่าการออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ทุกประการ และมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเม็ดเงินถึงมือประชาชนเพื่อแก้ไขวิกฤตอย่างทันท่วงที


