สำนักงาน ก.ล.ต. ย้ำจุดยืน ‘ยอมรับไม่ได้’ กับปัญหาทุนเทาในตลาดทุนไทย กางแผนจัดการรอบด้านทั้งบริษัทจดทะเบียนและตัวกลาง พร้อมปิดช่องโหว่สินทรัพย์ดิจิทัล เตรียมประกาศใช้กฎเกณฑ์ Travel Rule ตรวจสอบเส้นทางเงินคริปโต
ท่ามกลางกระแสความกังวลของนักลงทุนต่อปัญหาความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง ‘ทุนสีเทา’ ที่เข้ามาใช้ช่องทางตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัลในการฟอกเงิน
ศ. ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้สัมภาษณ์พิเศษผ่านรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH ถึงแนวทางการยกระดับการจัดการปัญหาดังกล่าว โดยระบุชัดเจนว่า ก.ล.ต. มีจุดยืนที่ยอมรับไม่ได้กับการกระทำผิดกฎหมายไม่ว่าจะรูปแบบใด
เลขาธิการ ก.ล.ต. อธิบายว่า ปัญหาทุนเทานั้นเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายฟอกเงิน (ปปง.) หรือเรื่องนอมินีที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์ แต่เมื่อเข้ามาสู่ตลาดทุน ก.ล.ต. ได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วนหลัก เพื่อจัดการกับปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
1. ฝั่งผู้ระดมทุน เจาะลึกโครงสร้างผู้ถือหุ้นและนอมินี
ในส่วนของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ก.ล.ต. กำลังดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้นในเรื่องโครงสร้างผู้ถือหุ้น โดยเฉพาะกรณีที่มีความซับซ้อน หรือมีลักษณะเป็นลำดับขั้นที่อาจเข้าข่ายการเป็นนอมินี ซึ่งในบางกรณีต้องอาศัยความร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศเพื่อตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก
ศ. ดร.พรอนงค์ ยืนยันว่า ก.ล.ต. ไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังทำงานในเชิงรุกร่วมกับหลายหน่วยงาน แต่สาเหตุที่ไม่ค่อยมีการให้ข่าว เนื่องจากต้องการให้ได้ข้อยุติที่ชัดเจนก่อน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนที่ดำเนินธุรกิจอย่างสุจริต
2. ฝั่งตัวกลาง ขันน็อตโบรกเกอร์ เข้มงวด KYC/CDD
สำหรับผู้ประกอบธุรกิจตัวกลาง (Intermediaries) เช่น โบรกเกอร์และดีลเลอร์ ก.ล.ต. เน้นย้ำหน้าที่ในการคัดกรองลูกค้า (Screening) ผ่านกระบวนการทำความรู้จักลูกค้า (KYC) และการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (CDD) อย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตามกฎหมายฟอกเงิน หากพบว่าผู้ประกอบธุรกิจรายใดละเลยหรือไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์ ก.ล.ต. จะมีการลงโทษตามกฎหมาย
ปิดช่องโหว่ ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ เตรียมใช้ Travel Rule
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกจับตามองคือการใช้สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) เป็นช่องทางของทุนเทา ซึ่งเลขาธิการ ก.ล.ต. ยอมรับว่ายังมีช่องว่างอยู่จริง จึงได้มีการขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมการที่มีดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานคณะทำงาน Connecting the Dots เพื่อให้สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินของธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซีได้
ก.ล.ต. เตรียมนำเครื่องมือที่เรียกว่า Travel Rule มาบังคับใช้กับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลในการกำกับดูแลเพื่อป้องกันการฟอกเงิน โดย ก.ล.ต. ได้ทำข้อตกลงร่วมกับ ปปง. เพื่อนำเกณฑ์นี้มาใช้ก่อนที่กฎหมายหลักของ ปปง. จะปรับปรุงเสร็จสิ้น
Travel Rule คืออะไร และจะถูกนำมาใช้อย่างไร
ศ. ดร.พรอนงค์ อธิบายว่า โดยปกติในมาตรฐานสากล Travel Rule เป็นเกณฑ์ที่อยู่ภายใต้กฎหมายฟอกเงิน (AML) ซึ่งในประเทศไทยหน่วยงานหลักที่ดูแลคือ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ ก.ล.ต. จึงไม่รอให้กระบวนการแก้กฎหมายหลักของ ปปง. เสร็จสิ้น แต่ได้ทำ ‘ข้อตกลงร่วม’ เพื่อนำเกณฑ์ Travel Rule มาบังคับใช้กับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. ก่อน
โดยสาระสำคัญของมาตรการนี้คือ
- การระบุตัวตน ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลจะต้องสามารถระบุและส่งต่อข้อมูลของผู้โอนและผู้รับโอนสินทรัพย์ดิจิทัลไปพร้อมกับการทำธุรกรรมได้
- การตรวจสอบย้อนกลับ เมื่อนำ Travel Rule มาใช้ จะทำให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ทันทีหากมีเหตุอันควรสงสัย ซึ่งต่างจากเดิมที่เป็นช่องว่างในการตรวจสอบ
“เราจะเห็นความชัดเจนในไตรมาส 1 ปีนี้ โดยสำนักงาน ก.ล.ต. จะนำ Travel Rule มาใช้กับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลก่อน เพื่อให้สามารถตรวจสอบเส้นทางธุรกรรมได้หากมีข้อสงสัย และทาง ปปง. จะรับลูกไปดำเนินการในส่วนของกฎหมายต่อไป” ศ. ดร.พรอนงค์ กล่าว
ไทม์ไลน์เริ่มบังคับใช้ไตรมาส 1 ปีนี้
เลขาธิการ ก.ล.ต. ยืนยันกรอบเวลาที่ชัดเจนว่า ความชัดเจนเรื่องการบังคับใช้ Travel Rule จะเกิดขึ้นภายในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ โดย ก.ล.ต. จะเป็นผู้นำร่องบังคับใช้กฎเกณฑ์นี้ก่อน เพื่อให้สามารถตรวจสอบเส้นทางธุรกรรมได้ทันที จากนั้นทาง ปปง. จะรับช่วงต่อในการดำเนินการปรับปรุงกฎหมายในส่วนของตนเองต่อไป
“สำนักงาน ก.ล.ต. ค่อนข้างเชื่อมั่นว่าจะสามารถจัดการกับปัญหาทุนเทาได้ หากมีหลักฐานการกระทำผิดที่ชัดเจน เราพร้อมดำเนินการทันที ควบคู่ไปกับการปิดช่องว่าง (Gap) ในอนาคตเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา” ศ. ดร.พรอนงค์ กล่าว
จัดระเบียบ ‘Finfluencer’ เส้นแบ่งระหว่าง ‘ให้ข้อมูล’ กับ ‘ชี้เป้า’
ด้าน จอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวในงานแผนยุทธศาสตร์ ปี 2569-2571 ระบุว่า ก.ล.ต. ได้ประกาศแนวทางการควบคุมดูแล Finfluencer ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันการหลอกลวงและการแนะนำที่ผิดกฎหมาย โดยแบ่งเกณฑ์ดังนี้
1. การให้ข้อมูลข้อเท็จจริง (Fact) สามารถทำได้โดยไม่ต้องขอใบอนุญาต
2. การแนะนำหลักทรัพย์เฉพาะเจาะจง หากมีการฟันธงหรือแนะนำให้ซื้อขายหลักทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่ง ผู้ให้ข้อมูลต้องมีใบอนุญาตผู้แนะนำการลงทุน (Investment Advisor – IA)
3. การชี้ช่องเพื่อรับผลตอบแทน หากมีการแนะนำลูกค้าไปเปิดพอร์ตหรือซื้อขายเพื่อรับค่าคอมมิชชัน ต้องดำเนินการในลักษณะตัวแทน หรือ Introducing Broker Agent (IBA)
มาตรการนี้ออกมาเพื่อสร้างความชัดเจนให้กับเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ และสร้างเกราะป้องกันให้กับนักลงทุนจากการรับคำแนะนำที่ไม่มีคุณภาพหรือเข้าข่ายการหลอกลงทุน

จอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ ก.ล.ต.
นอกจากนี้ ก.ล.ต. เตรียมเปิดทางเลือกใหม่ในการลงทุนเพื่อตอบโจทย์เทรนด์โลก ดังนี้
- Carbon Credit สนับสนุนให้เกิดการซื้อขายทั้งในรูปแบบ Tokenized Carbon Credit และตลาดล่วงหน้า (Futures) รวมถึงร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อพิจารณากลไกการซื้อขายในตลาด Spot
- Crypto ETF อยู่ระหว่างออกเกณฑ์สนับสนุนให้ บลจ. และผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลร่วมมือกันออกกองทุน ETF เพื่อให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงเข้าถึงคริปโตฯ ได้ผ่านกลไกที่มีการจัดการดูแลความปลอดภัย ไม่ต้องกังวลเรื่องการเก็บรักษาเหรียญเอง
- Crypto Futures เสนอให้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสินค้าอ้างอิงภายใต้ พ.ร.บ. สัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อให้มีเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ครบวงจร
คาด TISA มีความชัดเจนภายในปีนี้
ศ. ดร.พรอนงค์ กล่าวในงานแผนยุทธศาสตร์ ปี 2569-2571 Thai Individual Saving Account หรือ TISA ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นชอบในหลักเกณฑ์ตรงกันแล้ว โดยอยู่ระหว่างรอให้รัฐบาลใหม่เข้ามาพิจารณาอนุมัติ ทั้งนี้ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนได้ภายในปีนี้
นอกจากนี้ สำหรับความคืบหน้าของการออก Crypto ETF ปัจจุบันได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. เรียบร้อยแล้ว โดยขณะนี้ก็มีทางบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แสดงความสนใจในการจัดตั้ง และเข้ามาพูดคุยกับทาง ก.ล.ต. แล้ว
ไม่จำกัดเพดาน HFT แต่ยอมรับว่า ‘ไม่สบายใจ’
ต่อข้อซักถามถึงความกังวลเรื่องการเติบโตของ High-Frequency Trading (HFT) ในตลาดหุ้นไทยที่ปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 50% และความจำเป็นในการจำกัดการเติบโตไม่ให้สูงถึง 80-90% เหมือนต่างประเทศนั้น
ศ. ดร.พรอนงค์ ยอมรับตรงไปตรงมาว่า ‘ไม่สบายใจ’ ต่อสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากโครงสร้างนักลงทุนของไทยประกอบด้วย 3 กลุ่มหลัก คือ นักลงทุนในประเทศ นักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งต้องบริหารจัดการให้เกิดความสมดุล
เลขาธิการ ก.ล.ต. อธิบายบริบทของประเทศไทยว่า เศรษฐกิจและกำลังซื้อภายในประเทศ รวมถึงปัญหาหนี้ภาคครัวเรือน ส่งผลให้เม็ดเงินออมและการลงทุนที่จะไหลเข้าสู่ตลาดทุนอาจได้รับผลกระทบ ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยใช้เทคโนโลยีอย่าง Program Trading หรือ HFT เข้ามาช่วย

ศ. ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต.
“เราไม่ได้บอกว่าจะแคป หรือจำกัดเพดานตัวเลข แต่เรากำลังชวนผู้ร่วมตลาดพิจารณาหาจุดที่เหมาะสม แม้ตัวเลข HFT ที่สูงขึ้นจะเป็นเรื่องปกติในต่างประเทศ แต่ในบริบทของไทยเป็นสิ่งที่เราต้องติดตาม” ศ. ดร.พรอนงค์ กล่าว
ก.ล.ต. ยืนยันว่าการออกมาตรการต่างๆ จะต้องตั้งอยู่บนฐานข้อมูล (Evidence-based) ซึ่งขณะนี้มีการทำวิจัยร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อทบทวนมาตรการว่าจุดไหน ‘ตึงไป’ หรือ ‘หย่อนไป’ โดยปัจจุบันมีเกณฑ์คัดกรองหุ้น (Eligible Securities) สำหรับ HFT และการลงทะเบียนเพื่อระบุตัวตนผู้ใช้งานอยู่แล้ว แต่ในอนาคตคีย์เวิร์ดสำคัญคือการทบทวน เพื่อยกระดับการกำกับดูแลให้เหมาะสมกับบริบทปัจจุบัน โดยได้มีการหารือทำความเข้าใจกับผู้ประกอบธุรกิจต่างประเทศเพื่อลดความกังวลและสร้างความเข้าใจถึงความจำเป็นในการออกมาตรการของไทยด้วย
คุม FinFluencer เน้น Clarity-Empower ไม่ใช่การคุมเข้มแบบเหวี่ยงแห
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการกำกับดูแลกลุ่ม Influencer ด้านการเงิน ซึ่ง ศ. ดร.พรอนงค์ ชี้แจงว่า เป้าหมายไม่ใช่การเข้าไปกำกับดูแลอย่างเข้มงวดจนทำอะไรไม่ได้ แต่หัวใจสำคัญคือการสร้าง ‘ความชัดเจน’ (Clarity) ในบทบาทหน้าที่
ก.ล.ต. ต้องการแบ่งแยกให้ชัดเจนระหว่างกลุ่มต่างๆ ได้แก่
1. Investment Analyst (IA) นักวิเคราะห์การลงทุน
2. Independent Investment Advisor (IBA) ที่ปรึกษาการลงทุนอิสระ
3. Influencer ผู้มีอิทธิพลบนสื่อโซเชียล
“เราอยากบอก FinFluencer ว่าอะไรทำได้ อะไรไม่ควรทำ คงไม่ใช่ลักษณะการไปกำกับดูแล FinFluencer อย่างเข้มงวด แต่เน้น Empower ให้เขารู้ว่าตรงไหนทำได้” ศ. ดร. พรอนงค์ กล่าว
ประเด็นสำคัญคือ หากกิจกรรมใดเข้าข่ายเป็นการ ‘แนะนำการลงทุน’ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ต้องได้รับใบอนุญาต ก็ควรต้องมีมาตรฐานและการกำกับดูแลเช่นเดียวกับผู้แนะนำการลงทุนในระบบ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม และคุ้มครองผู้ลงทุน แต่หากไม่ได้ทำกิจกรรมในลักษณะดังกล่าว Influencer ก็สามารถดำเนินกิจกรรมได้ตามปกติ
นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังได้เริ่มโครงการ Responsible Voices ซึ่งเชิญ Influencer เข้ามาร่วม Workshop เพื่อทำความเข้าใจร่วมกันว่าขอบเขตไหนคือการให้ข้อมูลทั่วไป และขอบเขตไหนเริ่มเข้าข่ายการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ เพื่อสร้าง Community ที่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง
ส่วนสุชา บุณยเนตร รองเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่าการเพิ่มเสน่ห์ตลาดหุ้นไทยนั้น สำนักงาน ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับการ ลด ละ เลิก กฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความล่าช้า โดยเฉพาะเรื่องการปรับปรุงกระบวนการ IPO ให้มีความรวดเร็วมากขึ้น ผ่านการลดกระบวนการใช้ดุลพินิจและปรับกฎเกณฑ์ให้กระชับเวลา

สุชา บุณยเนตร รองเลขาธิการ ก.ล.ต.
ทั้งนี้ต้องไม่ทำให้ความเชื่อมั่นหายไป พร้อมมีการเจรจากับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในการมุ่งเป้าธุรกิจที่ดีเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือของบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ รวมถึงเจรจากับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อผลักดันให้มีบริษัทในต่างประเทศเข้ามาจดทะเบียนในตลาดทุนไทย
ยกเครื่องกระบวนการตรวจสอบเพิ่มทีมสอบสวนเป็น 14 คน
ด้านธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ ก.ล.ต. สำหรับปีนี้คาดว่ากระบวนการบังคับใช้กฎหมายจะรวดเร็วมากขึ้น เนื่องจาก ก.ล.ต. มีทรัพยากรหรือเจ้าหน้าที่ด้านการสอบสวนที่เพิ่มขึ้นเป็น 14 คน จากเดิมที่มีอยู่ 4 คน และมีการปรับโครงสร้างการทำงานที่ชัดเจนมากขึ้น
สำหรับสถิติในช่วงปี 2566-2569 ที่ผ่านมา พบว่าการบังคับใช้กฎหมายมีระยะเวลาที่ลดลงต่อเนื่อง โดยเริ่มจากปี 66 มีระยะเวลาดำเนินการนานสุด 7.9 ปี และอายุเฉลี่ยแต่ละกรณีประมาณ 2.3 ปี, ปี 2567 มีระยะเวลาดำเนินการนานสุด 8 ปี และอายุเฉลี่ยแต่ละกรณีประมาณ 2.1 ปี, ปี 2568 มีระยะเวลาดำเนินการนานสุด 4.8 ปี และอายุเฉลี่ยแต่ละกรณีประมาณ 1.6 ปี และ 1 ม.ค. 2569 มีระยะเวลาดำเนินการนานสุด 3.9 ปี และอายุเฉลี่ยแต่ละกรณีประมาณ 1.3 ปี

สถิติการบังคับใช้กฎหมายของ สำนักงาน ก.ล.ต. ปี 2566-2568
ธวัชชัยกล่าวต่อถึงทิศทางการดำเนินงานเพื่อยกระดับการตรวจสอบการกระทำความผิดในตลาดทุน โดยยอมรับว่าที่ผ่านมา ก.ล.ต. เผชิญกับความคาดหวังเรื่องความรวดเร็วในการดำเนินคดี ซึ่งปัจจุบันทางสำนักงานฯ ได้มีการปรับปรุงโครงสร้างและเพิ่มทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาคอขวดดังกล่าว โดยเน้นไปที่ 2 ประเด็นหลัก คือ การบริหารจัดการกำลังคน และ การแก้ไขกฎหมาย
ผนึกกำลัง ‘นักกฎหมาย-ผู้เชี่ยวชาญตลาดทุน’ เพิ่มทีมสอบสวนเป็น 14 คน
ธวัชชัยระบุว่า หนึ่งในกุญแจสำคัญที่ทำให้ ก.ล.ต. เริ่มจัดการคดีได้รวดเร็วขึ้นในช่วงหลัง เกิดจากการได้รับจัดสรรทรัพยากรบุคคลเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของทีมสอบสวน จากเดิมที่มีเจ้าหน้าที่เพียง 4 คน ปัจจุบันได้ทยอยรับเพิ่มขึ้นเป็น 14 คน
กลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มคนครั้งนี้ คือการดึงตัวบุคลากรที่มีประสบการณ์เป็นพนักงานสอบสวนเข้ามาร่วมทีม เพื่อนำมาผสมผสานการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. เดิมที่มีจุดแข็งเรื่องความเข้าใจในระบบตลาดทุน
“คนของ ก.ล.ต. มีจุดแข็งเรื่องการตรวจสอบเคสในตลาดทุน ส่วนคนที่รับเข้ามาใหม่มีประสบการณ์ด้านการสอบสวน เมื่อนำ 2 ส่วนนี้มาผสมผสานกัน จะช่วยปิดจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งให้กันและกัน” ธวัชชัยกล่าว
พร้อมย้ำว่าแม้กฎหมายเพิ่มอำนาจสอบสวนให้กับ ก.ล.ต. จะยังไม่ออกมา แต่โครงสร้างทีมใหม่นี้ก็เป็นประโยชน์ทันที เพราะช่วยสนับสนุนการทำงานให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เกาะติดการแก้กฎหมาย ดัน ก.ล.ต. เป็น ‘พนักงานสอบสวนร่วม’
ในประเด็นเรื่องข้อกฎหมาย รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ชี้แจงถึงความคืบหน้าในการเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้พนักงาน ก.ล.ต. มีอำนาจเป็นพนักงานสอบสวนร่วม ซึ่งจะช่วยลดรอยต่อในการส่งต่อคดีไปยังหน่วยงานอื่นและทำให้กระบวนการกระชับขึ้น
อย่างไรก็ตาม สถานะปัจจุบันของร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่ผ่านการพิจารณาออกมาบังคับใช้ โดยประเด็นที่ต้องจับตาต่อไปคือรูปแบบของกฎหมายว่าจะออกมาในลักษณะใด ระหว่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ซึ่งเน้นความเร่งด่วน หรือพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ซึ่งเป็นกระบวนการปกติ

ธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ ก.ล.ต.
“เดิมที ก.ล.ต. ผลักดันในรูปแบบ พ.ร.ก. เพราะมองว่าเป็นสถานการณ์เร่งด่วนที่ต้องเร่งกอบกู้ความเชื่อมั่น แต่สุดท้ายจะออกมาในรูปแบบใดขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐบาล ซึ่ง ก.ล.ต. ได้เตรียมร่างกฎหมายไว้พร้อมแล้ว” ธวัชชัยระบุ
ธวัชชัยย้ำว่า การขอแก้ไขกฎหมายนี้ไม่ได้ทำเพราะหน่วยงานต้องการมีอำนาจล้นฟ้า แต่ทำเพื่อให้การทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะดีขึ้น หากกฎหมายผ่านสภาฯ นั่นแปลว่าสังคมเล็งเห็นว่า ก.ล.ต. ควรได้รับเครื่องมือนี้เพื่อความยุติธรรม
เป้าหมาย ลดระยะเวลาคดีค้างท่อ แต่ไม่ทิ้ง ‘ความถูกต้อง’
จากการปรับปรุงโครงสร้างดังกล่าว ก.ล.ต. เริ่มเห็นสัญญาณบวก โดยเคสที่ค้างท่อนานที่สุดในขณะนี้มีอายุประมาณ 3.9 ปี และคาดว่าแนวโน้มอายุความของคดีจะลดลงเรื่อยๆ หากรักษาความเร็วในการทำงานระดับนี้ไว้ได้
อย่างไรก็ตาม รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ทิ้งท้ายว่า แม้ความเร็วเป็นเรื่องสำคัญ แต่กระบวนการที่ถูกต้อง สำคัญที่สุด ก.ล.ต. จะไม่เร่งปิดคดีเพียงเพื่อทำตัวเลข หากพบพยานหลักฐานใหม่ที่ขยายผลไปยังผู้กระทำผิดรายอื่นได้ ก็จำเป็นต้องเดินหน้าตรวจสอบต่อให้ครบถ้วน เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อส่งเรื่องออกไปแล้วจะมีน้ำหนักเพียงพอและเป็นธรรมที่สุด
เปิดแผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. ปี 69 – 71
ทั้งนี้ ก.ล.ต. ประกาศแผนยุทธศาสตร์ ปี 2569 – 2571 ภายใต้แนวคิด “Building Trust, Powering Growth” มุ่งเป้าหมายสำคัญ 5 ด้าน ดังนี้
สำหรับในปี 2569 นี้ ก.ล.ต. ยังคงมุ่งมั่นสานต่อการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ตามแผนยุทธศาสตร์ ปี 2569 – 2571 ภายใต้แนวคิด “Building Trust, Powering Growth” ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญ 5 ด้าน ดังนี้
1. ตลาดทุนแข่งขันได้และสร้างความเชื่อมั่น (Competitiveness & Confidence)
2. ตลาดทุนเป็นแรงขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Leveraging Digital & Technology) มุ่งเน้นการพัฒนาตลาดทุนดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยีมาส่งเสริมระบบนิเวศ (ecosystem) ให้พร้อมรองรับการพัฒนา Tokenization และสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุน (crypto as an asset class) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตอย่างทั่วถึงและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดทุนของผู้ลงทุนในวงกว้าง เช่น การจัดทำหลักเกณฑ์รองรับ crypto ETF และศึกษาการออก crypto ETF ในรูปแบบทรัสต์
3. ตลาดทุนเป็นกลไกสำคัญสู่ความยั่งยืน (Sustainable Capital Market) โดยส่งเสริมให้ตลาดทุนไทยมีความโดดเด่นในภูมิภาคด้าน ESG และนำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืน เช่น การเปิดเผยข้อมูลและการลงทุนอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน International Sustainability Standards Board (ISSB) พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่รองรับ green finance และ transition finance รวมทั้งการซื้อขาย carbon credit ในตลาดทุน
4. ผู้ลงทุนมีสุขภาพทางการเงินที่ดีและวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาว (Long-term Investment) โดยส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการลงทุนในตลาดทุน เพื่อสร้างสุขภาพทางการเงินที่ดี ส่งเสริมวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาวผ่าน “บัญชีการลงทุนส่วนบุคคล” เพิ่มประสิทธิภาพกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ยกระดับการให้บริการของผู้ประกอบธุรกิจ และป้องกันการหลอกลงทุน โดยยกระดับไปสู่การเป็น “preventive anti-scam for all” ต่อเนื่องจากปี 2568 เพื่อลดความสูญเสีย เพิ่มการรู้เท่าทัน และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน
5. เพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินงานของ ก.ล.ต. (Organization Transformation) เช่น ยกระดับการกำกับดูแลด้วยการใช้ Supervisory Technology (SupTech) และนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างต่อเนื่อง


