เอกนิติสั่ง ก.ล.ต. เร่งสอบปม ‘สุภาพร’ แจ้งถือหุ้น TRUE กว่า 7% ย้ำต้องเคลียร์ให้โปร่งใส หวั่นกระทบความเชื่อมั่นตลาดทุน
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ (8 กรกฎาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า ได้กำชับให้เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เร่งติดตามและตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการแจ้งถือครองหุ้นของ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ซึ่งปรากฏชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง
ดร.เอกนิติระบุว่า ประเด็นดังกล่าวต้องได้รับการตรวจสอบอย่างโปร่งใสและชัดเจน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนในตลาดทุนไทย รวมถึงความน่าเชื่อถือในการกำกับดูแลของ ก.ล.ต.
จุดเริ่มต้น: ชื่อ ‘สุภาพร’ ปรากฏในรายงานถือหุ้น TRUE และอีก 5 บริษัท
กรณีนี้เกิดขึ้นหลังมีการตั้งข้อสังเกตต่อรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ที่ระบุว่า สุภาพรได้มาซึ่งหุ้นของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE จนมีสัดส่วนถือครองรวมกว่า 7% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด อีกทั้งยังปรากฏรายงานการถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนอื่นอีก 5 แห่ง โดยยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับแหล่งที่มาของหุ้นและประวัติของผู้รายงาน
ก่อนหน้านี้ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า ได้ตรวจพบรายงานแบบ 246-2 ที่เกี่ยวข้องรวม 7 ฉบับ ครอบคลุมหลักทรัพย์ 6 แห่ง ซึ่งถูกยื่นเข้าระบบเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน และ 2 กรกฎาคม 2569 โดยผู้รายงานระบุว่าเป็นการซื้อสะสมหุ้นมาตั้งแต่ปี 2564
ก.ล.ต. พบ 5 ข้อสังเกต หลังตรวจสอบร่วมบริษัทจดทะเบียน
อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบร่วมกับบริษัทจดทะเบียน ก.ล.ต. พบข้อสังเกตสำคัญ 5 ประการ ได้แก่
- ไม่มีชื่ออยู่จริง: เมื่อเช็กวันปิดสมุดทะเบียนย้อนหลังในอดีตของ 5 หลักทรัพย์ ไม่พบชื่อ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ เป็นผู้ถือหุ้นตามที่กล่าวอ้าง (ส่วนอีก 1 หลักทรัพย์อยู่ระหว่างตรวจสอบ)
- เคลมสินทรัพย์ที่ไม่มีอยู่จริง: มีการรายงานว่าตนเองถือครองหลักทรัพย์บางประเภท ที่บริษัทจดทะเบียนแห่งนั้น ‘ไม่เคยมีการออกเสนอขาย’ มาก่อนในประวัติศาสตร์ (เช่น หุ้นบุริมสิทธิ)
- สัดส่วนไม่ตรงความจริง: ตัวเลขอัตราการถือหุ้นที่รายงาน ขัดแย้งกับข้อมูลโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่บริษัทจดทะเบียนแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างสิ้นเชิง
- สวมรอยตำแหน่ง: บุคคลดังกล่าวมีการยื่นรายงานตามมาตรา 59 (รายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นของบอร์ด) ทั้งที่ตัวเธอ ไม่ได้มีตำแหน่งเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร ของบริษัทเหล่านั้น ซึ่ง ก.ล.ต. ได้สั่งถอดข้อมูลส่วนนี้ออกจากระบบแล้ว
- ขึ้นเครื่องหมายเตือนภัย: ปัจจุบัน ก.ล.ต. ได้เข้าไปแขวนข้อความเตือนนักลงทุนในแบบรายงานดังกล่าวแล้วว่า ‘อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง’ เพื่อป้องกันไม่ให้นำข้อมูลไปใช้ผิดๆ
TRUE แจงปม บริษัทไม่มีหุ้นบุริมสิทธิ
ในกรณี TRUE แบบรายงานระบุว่า สุภาพรได้มาซึ่งหุ้นเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 คิดเป็น 3.2174% ของสิทธิออกเสียง ส่งผลให้สัดส่วนถือครองเพิ่มเป็น 7.0992% โดยในจำนวนดังกล่าวมีการระบุหุ้นบุริมสิทธิอยู่ราว 0.0388%
แต่ TRUE ได้ทำหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ว่า บริษัทไม่เคยเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิให้แก่บุคคลทั่วไป และปัจจุบันไม่มีหุ้นบุริมสิทธิอยู่แล้ว จึงเห็นว่าข้อมูลในรายงานอาจมีความคลาดเคลื่อน และได้แจ้งข้อเท็จจริงให้ ก.ล.ต. รับทราบ
ก.ล.ต. เตือนข้อมูลอยู่ระหว่างตรวจสอบ
ก.ล.ต. ได้ขึ้นข้อความเตือนในรายงานที่เกี่ยวข้องว่า ‘อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง’ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ลงทุนใช้ข้อมูลดังกล่าวประกอบการตัดสินใจโดยเข้าใจคลาดเคลื่อน ขณะที่รายงานบางส่วนที่ยื่นในฐานะกรรมการหรือผู้บริหารตามมาตรา 59 ถูกถอดออกจากระบบแล้ว หลังตรวจพบว่าผู้รายงานไม่มีสถานะเป็นกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัทที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ ระบบรายงานแบบ 246-2 เป็นระบบที่ให้ผู้ยื่นรายงานรับรองความถูกต้องของข้อมูลด้วยตนเอง เพื่อให้การเปิดเผยข้อมูลการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นทำได้อย่างรวดเร็ว แต่หากผลการตรวจสอบพบว่ามีการจงใจแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญ อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 302/1 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
สำหรับตลาดทุน ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการยืนยันว่าใครเป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริง แต่ยังอยู่ที่ความรวดเร็วและความชัดเจนของกระบวนการตรวจสอบข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ เพราะข้อมูลการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่สามารถมีผลต่อการประเมินโครงสร้างอำนาจ การกำกับดูแลกิจการ และความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนต่อบริษัทจดทะเบียนได้โดยตรง

