×

ยังไหวกันอยู่ใช่ไหม? กับเป้าหมาย ‘โลกยั่งยืน’

28.02.2025
  • LOADING...
ภาพกราฟแสดงสถานการณ์ความก้าวหน้าของการพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs โดยมีเพียง 17% ที่บรรลุตามแผน ขณะที่ 48% ล่าช้าและ 37% ไม่มีความคืบหน้าหรือถดถอย

HIGHLIGHTS

6 min read
  • เป้าหมายความยั่งยืนกลายเป็นสิ่งที่ทุกประเทศมีไว้พุ่งชน แม้ตลอดระยะเวลาการดำเนินการ SDGs ทั้ง 17 ข้อ ไม่ใช่เรื่องง่าย ล่าสุดภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกยังน่าห่วงในเรื่องการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เหตุยังเปราะบางกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • ส่วนไทยมีความก้าวหน้าที่ดีในเรื่องการใช้พลังงานสะอาดที่มากขึ้น แต่เรื่องการดำเนินงานที่ให้คุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับถดถอย
  • จากข้อตกลงปารีสที่ต้องมีการอัปเดตการดำเนินการงานเรื่องต่างๆ ทุก 5 ปี ล่าสุดมีเพียง 17 ประเทศจาก 195 ประเทศที่ทำสัญญา ได้ส่งการดำเนินงานเรื่องสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ โดยสิงคโปร์คือประเทศเดียวในอาเซียนที่ส่ง
  • SDGs Growth Rate 2024 ชี้การพัฒนาความยั่งยืนระดับโลกบรรลุตามแผนมีเพียง 17% ขณะที่ 48% มีการดำเนินการที่ล่าช้า และอีก 37% ที่ไม่มีความคืบหน้าใดๆ หรือแม้กระทั่งการถดถอย
  • เอกชนรับเหลือเวลาเพียง 5 ปี ที่จะทำได้ถึงเป้าหมาย นักวิชาการชี้ต่อไปนี้โลกจะไม่เหมือนเดิม เพราะภูมิอากาศโลกมีแต่จะสลับขั้วและผันผวนมากขึ้นกว่าเดิม แม้ปีนี้แนวโน้มอุณหภูมิโลกจะต่ำกว่าปีที่แล้วก็ตาม

ครบ 1 เดือนที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 อีกครา โลกของพลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียวอาจจะดูมืดมนกันไป ทำให้หลายองค์กรต้องปรับแผนระยะสั้นตามหน้างานตามผู้นำสหรัฐ ทว่า แผนระยะกลางถึงระยะยาวกฎเกณฑ์หลายอย่างยังต้องถูกกำหนดและบังคับตามต่อด้วยคำว่ามาตรฐานสากลหรือข้อตกลงทางการค้าว่า ถ้าคุณไม่ทำตามก็จะค้าขายกับเขาไม่ได้ 

 

เอเชียและแปซิฟิก การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังน่าห่วง

 

ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า จากรายงานความก้าวหน้าเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ประจำปี 2025 : การมีส่วนร่วมของชุมชนในการลดช่องว่างด้านข้อมูลหลักฐานอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นรายงานฉบับที่ 8 นับตั้งแต่เริ่มจัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกในปี 2017 โดยได้นำเสนอผลการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก พร้อมเน้นย้ำว่าความคืบหน้าในการบรรลุเป้าหมาย SDGs ส่วนใหญ่ยังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้าหรือหยุดชะงัก แม้มีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายภายในปี 2030

 

สำหรับรายงานฉบับปี 2025 การประเมินระดับเป้าหมาย (Goals) เห็นได้ว่าภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก มีเป้าหมายที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดในเป้าหมายที่ 9 คือด้านอุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน และเป้าหมายที่ 3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ส่วนความคืบหน้าในการบรรลุหลายเป้าหมายยังคงเป็นไปอย่างล่าช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเป้าหมายที่ 12 ด้านการบริโภคและการผลิตอย่างรับผิดชอบ เป้าหมายที่ 4 การศึกษาที่มีคุณภาพ และเป้าหมายที่ 8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ 

 

ทั้งนี้ เป้าหมายที่มีแนวโน้มการถดถอย (Regression) จนน่าเป็นห่วง คือเป้าหมายที่ 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากความเปราะบางของภูมิภาคต่อภัยพิบัติและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases: GHG) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกคิดเป็นสัดส่วนกว่าครึ่งของมลพิษก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก

 

นอกจากนี้ ในรายงานยังระบุว่า ภูมิภาคนี้มีข้อมูลรายงานสถานการณ์รายเป้าหมายย่อย (Targets) ที่เพียงพอสามารถนำมาประเมินได้ 117 เป้าหมายย่อย จากทั้งหมด 169 เป้าหมายย่อย ขณะที่ยังขาดข้อมูลที่เพียงพออีก 52 เป้าหมายย่อย ซึ่งในจำนวนเป้าหมายย่อยที่วัดได้ มีเพียง 14% หรือ 16 เป้าหมายย่อย เท่านั้นที่มีความเป็นไปได้ที่จะบรรลุได้ทันภายในปี 2030 ส่วนเป้าหมายที่มีข้อมูลเพียงพอนำมาประเมินได้ที่เหลือ 71% หรือ 83 เป้าหมายย่อยจำเป็นต้องมีความก้าวหน้าอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรลุเป้าหมาย ภายในปี 2030 และอีก 15% หรือ 18 เป้าหมายย่อยมีแนวโน้มสวนทางการพัฒนา (Reverse Trend) โดยพบว่าครึ่งหนึ่งเป็นประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ยังเป็นประเด็นที่น่ากังวล

 

สำหรับสถานะของประเทศไทย พบว่าส่วนใหญ่มีระดับความก้าวหน้าในทางที่ดี ซึ่งจากผลประเมินความก้าวหน้าของแต่ละตัวชี้วัดของเป้าหมาย SDGs สถานะตัวชี้วัดที่มีความก้าวหน้าในทางที่ดีมากที่สุด คือ เป้าหมายที่ 7 พลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้ ขณะที่สถานะตัวชี้วัดที่มีอยู่ในระดับที่ถดถอยมากที่สุด คือ เป้าหมายที่ 8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

เพียง 17 จาก 195 ประเทศ ส่งอัปเดตการปฏิบัติด้านสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่

 

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนยังระบุว่า หลังข้อตกลงปารีส 2015 ได้กำหนดให้แต่ละประเทศภาคีจัดทำรายงานการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดต้องส่งมอบให้เลขาธิการกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ทุก 5 ปี เพื่อแสดงให้เห็นความก้าวหน้าที่เพิ่มขึ้นและสะท้อนความพยายามที่เป็นไปได้สูงสุดของแต่ละประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งประเทศภาคีจะดำเนินการจัดทำการประเมินสถานการณ์ดำเนินงานระดับโลก (Global Stocktake: GST) ทุก 5 ปี เพื่อทบทวนความคืบหน้าในการบรรลุเป้าหมายของความตกลงปารีส ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการรักษาอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส เหนืออุณหภูมิช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม และพยายามจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เหนืออุณหภูมิช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม

 

แต่จากข้อมูลล่าสุดของสถาบันนานาชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (The International Institute for Sustainable Development: IISD) ระบุว่า มีเพียง 15 ประเทศ/เขตปกครอง จาก 195 ประเทศที่ร่วมลงนามในความตกลงปารีส ได้ส่งแผนการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ หรือ “การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด” (Nationally Determined Contributions: NDCs) สำหรับปี 2035 ได้ทันเวลาภายในกำหนดเส้นตายของสหประชาชาติในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้แก่ ประเทศอันดอร์รา บอตสวานา บราซิล เอกวาดอร์ เลโซโท สาธารณรัฐหมู่เกาะมาร์แชลล์ นิวซีแลนด์ เซนต์ลูเซีย สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อุรุกวัย สหรัฐอเมริกา และซิมบับเว ขณะที่มีอีก 2 ประเทศได้ส่งเข้ามาเพิ่มภายในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาคือประเทศแคนาดาและญี่ปุ่น

 

ทั้งนี้ การวิเคราะห์ของ Carbon Brief องค์กรวิจัยจากสหราชอาณาจักร ระบุว่าประเทศที่พลาดกำหนดเส้นตายในการส่งแผนการดังกล่าว คือประเทศที่มีส่วนทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกถึง 83% และหรือคิดเป็นเกือบ 80% ของเศรษฐกิจโลก

 

อย่างไรก็ตาม ไซมอน สตีลล์ เลขาธิการบริหารของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) กล่าวว่า สำหรับประเทศที่เหลือยังต้องส่งแผนอย่างช้าที่สุดคือ ภายในเดือนกันยายน 2025 นี้ เพื่อจะได้รวมแผนดังกล่าวสำหรับการนำไปประเมินและสังเคราะห์วาระโลกฉบับต่อไปของ UN เกี่ยวกับการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ หรือให้ทันก่อนการประชุม COP 30 ที่จะจัดขึ้นในประเทศบราซิล เดือนพฤศจิกายนปี 2025 นี้ โดยถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศต่าง ๆ จะเพิ่มความพยายามในการบรรลุเป้าหมายที่ให้คำมั่นสัญญาในความตกลงปารีสไว้

 

เอกชนรับ ‘เหลือเวลาไม่มาก’ ที่จะทำได้ถึงเป้าหมาย

 

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และนายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ที่มีสมาชิกรวม 140 องค์กรเข้าร่วมเพื่อให้ประเทศไทยบรรลุ SDGs โดยสัดส่วนรายได้ของสมาชิกทั้งหมดคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของ GDP ประเทศ เปิดเผยในบันทึกรายงานการประชุมครั้งล่าสุดว่า เป็นเรื่องที่มีความท้าทายมากที่จะทำขับเคลื่อนประเทศไทยและโลกบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 ข้อ ภายในปี 2030 ซึ่งเหลือเวลาอีก 5 ปีเท่านั้น แต่จากข้อมูลล่าสุดของไทยมีความคืบหน้าเรื่องนี้ระดับดีเยี่ยม มีคะแนนที่ 74.7 คะแนน โดยอยู่อันดับ 1 ของอาเซียน 6 ปีติดต่อกัน และเป็นอันดับที่ 45 จาก 166 ประเทศทั่วโลก โดยคะแนนเฉลี่ยในระดับภูมิภาคอยู่ที่ 67.2 คะแนน

 

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่ากังวลจากรายงานของสำนักงานใหญ่ UN Global Compact ระบุว่า การรายงาน SDGs Growth Rate 2024 ระดับโลกที่บรรลุตามแผนมีเพียง 17% ขณะที่ 48 % ที่มีการดำเนินการที่ล่าช้า และอีก 37% ที่ไม่มีความคืบหน้าใดๆ หรือแม้กระทั่งการถดถอย

 

จากปี 2024 จากที่สมาชิกได้มีการส่ง UN Global Conmpact พบว่า 98% มีการรายงานและประกาศนโยบายความยั่งยืนด้านสิทธิมนุษยชน แรงงาน สิ่งแวดล้อม และการต่อต้านการทุจริต รวมถึงจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะรับผิดชอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืน มีมาตรการป้องกันความเสี่ยงและรายงานผลการตรวจสอบอย่างรอบด้าน (Due Diligence) โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมที่มากกว่า 80% ที่มีการวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสโคปที่ 1 และ 2 รวมคิดเป็นประมาณ 30 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็นหนึ่งในสี่ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ซึ่งแผนต่อไปคือเร่งดำเนินการให้รายงานผลถึงสโคปที่ 3 ซึ่งจะครอบคลุมในระดับคู่ค้าและห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนั้น อีกประมาณ 60% ของสมาชิกที่มีการลงทุนโครงการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีการเริ่มนำพลังงานสะอาดมาใช้ 20% ของการใช้พลังงานทั้งหมด 

 

โดยมองว่าอุปสรรคหรือความท้าทายที่มีผลต่อการไปสู่เป้าหมายที่ยั่งยืนได้มีอยู่ 3 เรื่อง คือ 

 

  1. ความขัดแย้งกระแสโลกาภิวัตน์ที่เกิดจากการแบ่งขั้วอำนาจและการแข่งขันของมหาอำนาจที่นำไปสู่ความไม่แน่นอนทางการค้า (Deglobalization) 
  2. การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทุกประเทศยังมีการดำเนินการที่ล่าช้า (Decarbonization) ส่งผลให้ทั่วโลกยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ได้ ซึ่ง National Bureau of Economic Research สหรัฐฯ ระบุว่า อุณหภูมิโลกเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มขึ้นทุก 1 องศาเซลเซียส จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 12% ของ GDP โลก และหากไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ในปลายทศวรรษนี้ได้คนจะจนลงกว่าเดิมถึง 50% 
  3. การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลหรือ AI (Digitalization) ซึ่งสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย รายงานไว้เมื่อปี 2023 ว่า มูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลไทยสูงถึง 2.5 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 17% ของ GDP และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องปีละ 8-10% โดยธุรกิจ Data Center และ Cloud Service จะโตเฉลี่ยมากกว่า 30% ต่อปี หรือคาดว่าอีก 4 ปีข้างหน้าการลงทุนใน Data Center จะมีมูลค่ามากกว่า 280,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.1% ของ GDP

 

นักวิชาการชี้ อากาศโลกมีแต่จะสลับขั้วและผันผวนมากขึ้น

 

รศ. ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เคยระบุไว้ จากข้อมูล C3S/ECMWS หลังจากที่อุณหภูมิโลกในรอบ 365 วัน ถึงเดือนมกราคม 2024 ได้เพิ่มขึ้น 1.52 องศาเซลเซียสแล้ว ประกอบกับที่สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา (PNAS) ที่บ่งชี้ว่าโลกอาจจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงอุณหภูมิสูงเกิน 2 องศาเซลเซียสได้ อีกทั้งมีความเป็นไปได้มากกว่า 84% ที่โลกจะมีอุณหภูมิแตะ 2 องศาเซลเซียส ในปี 2058 และ 2065 

 

การที่อุณหภูมิที่สูงขึ้นดังกล่าวจะทำให้มนุษยชาติ มีความเสี่ยงที่จะเผชิญสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้วตามมา โดยไม่สามารถกลับไปสู่สภาวะสมดุลได้ ดังเช่นกรณีน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น การสิ้นสลายของปะการังในมหาสมุทร รวมทั้งการสูญเสียระบบนิเวศบนโลก

 

ในปี 2024 ที่ผ่านมา องค์กรอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เปิดเผยว่า โลกต้องเผชิญกับสภาพอากาศร้อนที่สุด ตามมาด้วยเหตุการณ์ความรุนแรงทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย การเกิดภัยแล้งตั้งแต่ต้นปีและข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า แล้งได้สร้างความเสียหายภาคเกษตรกรรม -6.4% ของ GDP หรือประมาณ 45,000 ล้านบาท และจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่ประเมินผลจากเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงตั้งแต่กลางปีถึงปลายปีตั้งแต่ภาคเหนือถึงภาคใต้ ยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้สร้างความเสียหายกว่า 50,000 ล้านบาท และมีผู้เสียชีวิตกว่า 30 คน

 

สำหรับความท้าทายในปี 2025 แม้อุณหภูมิจะต่ำกว่าปีที่แล้ว แต่ยังคงเป็นปีที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 1.41 องศาเซลเซียส  (ปีที่แล้ว > 1.5 องศาเซลเซียส ) จากยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ดังนั้นสภาวะโลกร้อนยังคงส่งผลกระทบกับโลกต่อไป ประกอบกับเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว เช่น กรณี Rain bomb ที่ไม่สามารถคาดการณ์ระยะยาวได้ จึงควรตระหนักและไม่ประมาท

 

เพราะแบบจำลองหลากหลายมีการคาดการณ์ว่าในปี 2025 อุณหภูมิเฉลี่ยโลกยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้น ส่งผลทำให้สภาพอากาศแปรปรวนมากขึ้นจากการสลับขั้วของปรากฏการณ์ Enso ทำให้ปี 2025 ยังคงเป็นปีที่ร้อน 3 ปีต่อเนื่อง โดยอุณหภูมิเพิ่มขึ้นเฉลี่ยใกล้แตะ 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำให้ระบบนิเวศและชุมชนมีขีดจำกัดในการฟื้นตัว ขณะที่ช่วงเวลาคลื่นความร้อนมีแนวโน้มยาวและรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณภูมิภาคเอเชียใต้ ยุโรปใต้ และอเมริกาตอนบน ปรากฏการณ์เกาะความร้อน (Urban heat island) จะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นในเขตชุมชนเมืองที่มีประชากรหนาแน่น

 

นอกจากนั้นความถี่และความรุนแรงของพายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตลอดปี 2025 โดยเฉพาะพายุเฮอริเคนและพายุไต้ฝุ่นระดับ 4 และ 5 ในมหาสมุทรแอตแลนติก และมหาสมุทรแปซิฟิก (เนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่อุ่นขึ้น) ซึ่งจะมีอำนาจทำลายล้างต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยมากขึ้น รวมทั้งการเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง และพายุทอร์เนโดในแผ่นดินบริเวณตอนกลางของอเมริกาและออสเตรเลีย อีกทั้งระดับน้ำทะเลสูงขึ้นต่อเนื่องซึ่งส่งผลกระทบต่อชุมชนชายฝั่งทะเล เช่น มัลดีฟส์ บังกลาเทศ ประเทศหมู่เกาะ รวมทั้งชุมชนบริเวณอ่าวหัวตัว ก. ในอ่าวไทย (สมุทรสงคราม สมุทรสาคร กทม. และสมุทรปราการ) นอกจากนี้ชุมชนริมชายฝั่งทะเลยังต้องเผชิญกับภัยรวม ตั้งแต่น้ำท่วมชายฝั่ง น้ำท่วมเมือง และน้ำหลากล้นตลิ่งจากทั้งน้ำทะเลสูงขึ้น และปริมาณฝนตกหนักมากขึ้น 

 

จากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้ว ยังจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะผลผลิตภาคเกษตรกรรมจากพืชหลัก เช่น ข้าว ข้าวสาลี และข้าวโพดมีแนวโน้มลดลง รวมถึงการขาดแคลนน้ำในหลายพื้นที่ (ทวีปแอฟริกา ภูมิภาคตะวันออกกลาง และอเมริกาใต้) ซึ่งจะซ้ำเติมทำให้ราคาอาหารสูงขึ้น สิ่งสำคัญและควรลงมือทำคือ การประยุกต์ใช้มาตรการต่างๆ เพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การพัฒนาพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้ เนื่องจากมีต้นทุนที่ต่ำลง และเป็นเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน สำหรับการปรับตัวเพื่อมุ่งไปสู่ความยืดหยุ่นต่อภัยคุกคามจากสภาพอากาศจะมีความท้าทายมากขึ้น โดยมีมาตรการที่สำคัญ เช่น การพัฒนาระบบเตือนภัยสภาพอากาศรุนแรง การวางผังเมืองให้ยืดหยุ่นต่ออุทกภัย และคลื่นความร้อน การส่งเสริมการอนุรักษ์น้ำ และการเกษตรอย่างยั่งยืน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Green infrastructure)

 

ปัจจุบันเหมือนเราอยู่ในจุดหวานอมขมกลืน จะรีบเร่งดำเนินการให้โลกยั่งยืนก็มีอุปสรรค ความท้าทายและบททดสอบมากมาย จะทำคนเดียวหรือประเทศเดียวแบบไม่สนใจใครก็ไม่ได้เพราะจะไม่มีอิมแพ็กต์มากและยังต้องทำการค้าขายกับเขาตอนนี้ใครจะแตกแถวปล่อยเขาไป เพราะท้ายสุดแล้วการลงมือทำคือคำตอบ และให้เชื่อการทำในเหตุดีแล้วเดี๋ยวผลต่อประเทศก็จะดีขึ้นเอง

 

ภาพ: metamorworks / Shutterstock

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising