×

SCB EIC ชี้นักธุรกิจจีนบุกหนักตลาดไทย เร่งลงทุน FDI เจาะทุกเซกเตอร์

06.01.2021
  • LOADING...

ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ปี 2564 ประเมินว่า GDP โลกจะอยู่ที่ 5.4% ซึ่งแม้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวเมื่อเทียบกับปี 2563 ที่ติดลบ 4.1% โดยสหรัฐฯ ยุโรปมองว่าจะฟื้นตัว แต่ยังไม่เท่ากับช่วงก่อนวิกฤตโควิด-19 ขณะที่เศรษฐกิจจีนปี 2563 ยังเติบโตได้ (2%) อย่างต่อเนื่อง แม้จะชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้า

 

ดังนั้นปี 2564 แม้ว่าการลงทุนตรง (FDI) ทั่วโลกคาดว่าจะติดลบราว 10% แต่ในแง่การลงทุนในภูมิภาคเอเชียจะได้ประโยชน์จากที่จีนยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง และเอเชียมีการคุมโควิด-19 ได้ดีกว่า โดยปีนี้คาดว่าจะเห็นเม็ดเงินลงทุนจากจีนเข้าสู่อาเซียนและไทยเพิ่มขึ้น ทั้งจากความต้องการลงทุนใหม่และความต้องการที่อั้นมาตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ปี 2563

 

ทั้งนี้นักลงทุนชาวจีนมีมูลค่าการยื่นขอส่งเสริมการลงทุนจาก BOI สูงมากในปี 2562 มีมูลค่ารวม 290,000 ล้านดอลลาร์ แม้ว่าปี 2563 จะปรับลดลงจากโควิด-19 แต่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2564 จากนโยบายการกระจายความเสี่ยงและลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น

 

ขณะที่โควิด-19 ระลอกใหม่ที่เกิดขึ้นในไทยอาจกระทบต่อการตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มเม็ดเงินขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถเดินทางมาสำรวจพื้นที่ในไทยได้ อาจกระทบภาพการลงทุนครึ่งปีแรก แต่มองว่าเป็นความเสี่ยงระยะสั้น และยังต้องติดตามการกระจายวัคซีนทั่วโลก และจะเห็นการลงทุนเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

 

อย่างไรก็ตามไทยต้องเร่งในเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อดึงดูดนักลงทุนเข้ามา นอกจากนี้ยังมีปัจจัยสนับสนุน เช่น การลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภูมิภาค (The Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) และต้องจับตาความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน แม้สหรัฐฯ จะมีผู้นำคนใหม่ก็ตาม อาจจะเห็นทั้งนโยบายส่งเสริมและกีดกันทางการค้ามากขึ้น โดยทั่วโลกจะแบ่งเป็น 3 ขั้วอำนาจได้แก่ จีน สหรัฐฯ และยุโรป

 

มาณพ เสงี่ยมบุตร รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ปัจจุบันมองว่าสัดส่วนเงินลงทุนในไทยของจีนเมื่อเทียบกับอาเซียนยังน้อยเกินไป โดยปี 2562 จากมูลค่า FDI ของจีนทั้งหมดอยู่ที่ 111,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ​ จีนเข้าลงทุนในอาเซียนสัดส่วนราว 11% ขณะที่ไทยอยู่เพียง 1% เท่านั้น จึงมองว่าส่วนนี้ยังสามารถขยายเพิ่มได้อีก

 

ทั้งนี้ทางธนาคารทำรายงานส่องทิศทางการลงทุนของนักลงทุนจีนในประเทศไทยหลังโควิด-19 พบว่า มีนักลงทุนจีนที่ยังไม่เคยลงทุนในไทยกว่า 60% และ 66% มองว่าภายใน 2 ปีจะมีการลงทุนในไทย โดยปัจจัยที่เอื้อให้การลงทุนไทยยังเติบโตมาจากนโยบายการลงทุนต่างประเทศของจีนที่น่าจะเปลี่ยนไป จากเดิมที่มองการลงทุนในสหรัฐฯ ยุโรป น่าจะเปลี่ยนมาทางเอเชีย ไทยสูงขึ้นจากสถานการณ์การควบคุมโควิด-19 ที่ดีกว่า

 

ขณะเดียวกันมองว่ารูปแบบการลงทุนของจีนสู่ไทยจะเปลี่ยนไป จากเดิมที่จะเป็นการย้ายฐานผลิตมาไทยเพื่อส่งออกไปต่างประเทศเพื่อเลี่ยงนโยบายกีดกันทางการค้าจากประเทศอื่นๆ แต่ระยะหลังมองว่านักธุรกิจจีนจะหันมาบุกตลาดไทยมากขึ้น ทั้งภาคบริการ เทคโนโลยี โลจิสติกส์ สำนักงานทนายความ ร้านอาหาร ฯลฯ ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงให้นักลงทุนต้องเร่งปรับตัวผ่านการร่วมมือที่มากขึ้น

 

“จากผลสำรวจพบว่าเม็ดเงินที่มาลงทุนในไทยหลักๆ จะขนาดเล็กลง หลัก 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐลงมา แต่จำนวนที่มาลงทุนจะมากขึ้น ซึ่งต่างจากเดิมที่เม็ดเงินลงทุนจะมาขนาดใหญ่มูลค่าราว 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอยู่ในอุตสาหกรรมหลัก เช่น ยางรถยนต์ ฯลฯ”

 

ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนี้มาจากบริษัทจีน โดยเฉพาะ SMEs (ซึ่งขนาดใหญ่กว่าไทย) ต้องการย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ เพื่อเลี่ยงผลกระทบจากสงครามการค้า และต้องการขยายห่วงโซ่อุปทานของสายการผลิตให้กับอุตสาหกรรมหลัก (Supply Chain Integration) ในจีน ช่วงแรกจึงใช้เงินลงทุนน้อยลงเพื่อเรียนรู้ตลาดก่อนขยายธุรกิจในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม กลายเป็นความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีคู่แข่งที่มีความได้เปรียบทั้งด้านต้นทุนที่ต่ำกว่า เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า และมีประสบการณ์จากตลาดที่มีการแข่งขันสูงในประเทศจีน ดังนั้นนักธุรกิจไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือ รวมถึงการหาแนวทางเป็นคู่ค้ากับนักธุรกิจจีนเพื่อต่อยอดโอกาสทางธุรกิจด้วย

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories