สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ได้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินทั่วโลก โดยหากยืดเยื้อหวั่นดันน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ สร้างวิกฤตเงินเฟ้อ-เศรษฐกิจโลก นักลงทุนต้องเตรียมตัวรับมืออย่างไร
ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่ดำเนินการมาต่อเนื่องโดยมีการโจมตีฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานอย่างดุเดือด รวมถึงความเสี่ยงในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นเอเชียที่ปรับตัวลงแรงเนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน
ในฝั่งของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ความกังวลด้านอุปทานดันให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น โดยน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ทะลุระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปอยู่ที่ราว 82-83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ WTI ขยับขึ้นมาอยู่ที่ราว 76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สิ่งที่น่าสนใจคือทิศทางของสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่รอบนี้เม็ดเงินไหลเข้าถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐจนแข็งค่าขึ้น ในขณะที่ทองคำกลับถูกเทขายทำกำไรอย่างหนัก ส่วนหนึ่งอาจมาจากนักลงทุนต้องการเงินสดไปวางหลักประกัน เพื่อชดเชยพอร์ตส่วนอื่น
เปิด 3 ฉากทัศน์ ทิศทางสงคราม ป่วนราคาน้ำมันโลก
SCB CIO ประเมินทิศทางความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นไว้ 3 ฉากทัศน์ โดยมีตัวแปรสำคัญคือ ระยะเวลา ในการสู้รบ ดังนี้
- Base Case (โอกาสเกิด 60%): ปะทะรุนแรงระยะสั้น ยอมเจรจา คาดว่าการสู้รบและการปิดช่องแคบฮอร์มุซจะเกิดขึ้นในกรอบเวลาไม่เกิน 1 เดือน ซึ่งอ้างอิงกรอบเวลาที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยประเมินไว้ โดยอิหร่านจะยอมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาและยอมถอยในประเด็นนิวเคลียร์ หากออกหน้านี้ ความผันผวนจะลดลง และราคาน้ำมันดิบจะแกว่งตัวในกรอบ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- Best Case (โอกาสเกิด 25%): เปลี่ยนแปลงการเมืองอุปทานน้ำมันฟื้นไว การตอบโต้ของอิหร่านไม่เป็นผลสำเร็จ นำไปสู่การประท้วงของประชาชนและการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลใหม่ที่ฝักใฝ่ตะวันตกมากขึ้น ในกรณีนี้อุปทานน้ำมันจะกลับมาอย่างรวดเร็ว และราคาน้ำมันในระยะยาวจะปรับฐานลงไปสู่ระดับก่อนเกิดสงครามที่ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- Worst Case (โอกาสเกิด 15%): สงครามยืดเยื้อ น้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ หากการสู้รบและการปิดช่องแคบฮอร์มุซลากยาวเกิน 1 เดือน ปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศต่างๆ จะเริ่มร่อยหรอจนเกิดภาวะตื่นตระหนก (Panic) ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในระยะยาว ซึ่งจะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อวิกฤตเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลก
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก เอเชียเจ็บหนัก สหรัฐฯ-ยุโรป มีทางรอด
หากสงครามยืดเยื้อจนราคาน้ำมันพุ่งสูง จะสร้างผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อในแต่ละภูมิภาคไม่เท่ากัน ฝั่งประเทศพัฒนาแล้ว (DM) อย่างสหรัฐฯ แทบไม่ได้รับผลกระทบทางลบ เนื่องจากสามารถผลิตและส่งออกน้ำมันได้เอง ซึ่งอาจได้ประโยชน์จากส่วนแบ่งการตลาดที่เพิ่มขึ้นด้วย ขณะที่ยุโรปยังมีทางเลือกในการกลับไปใช้น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียผ่านท่อในยูเครนได้
ในทางกลับกัน กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) โดยเฉพาะในเอเชียที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก ประเทศไทยเองนำเข้าน้ำมันสูงและมีน้ำมันสำรองใช้ได้เพียงราว 60 วัน ต่ำกว่าหลายประเทศที่มี 90 วัน ซึ่งหากเงินเฟ้อจากราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น
ขณที่นโยบายการเงินของเอเชียและไทยที่เตรียมจะลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจต้องหยุดชะงักเพื่อหันมาแก้ปัญหาราคาน้ำมันแทน สำหรับตลาดหุ้นไทย กลุ่มพลังงานอาจช่วยพยุงตลาดได้บ้าง แต่กลุ่มหลักอย่างการท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบเชิงลบ ทำให้ภาพรวมตลาดยังคงถูกกดดัน
เจาะลึกหุ้นเกาหลีใต้ วิกฤตระยะสั้น โอกาสระยะยาวจาก AI
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) เป็นหนึ่งในตลาดที่ร่วงลงอย่างหนักถึง 4-5% จนต้องระงับการซื้อขายชั่วคราว เนื่องจากเกาหลีใต้พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและ LNG จากตะวันออกกลางโดยตรงสูงมาก ทำให้นักลงทุนกังวลว่าจะซ้ำรอยวิกฤตต้นทุนพุ่งเหมือนในอดีต
อย่างไรก็ตาม SCB CIO มองว่าโครงสร้างเศรษฐกิจเกาหลีใต้ในปัจจุบันต่างจากอดีต อุตสาหกรรมหลักคือเซมิคอนดักเตอร์ที่ผลิตชิปหน่วยความจำ (Memory Chip) ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมหาศาลจากเทรนด์ AI ทำให้บริษัทเหล่านี้สามารถผลักภาระต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นไปให้ผู้บริโภคได้ การร่วงลงของหุ้นเกาหลีใต้ในรอบนี้จึงมีสาเหตุผสมผสานทั้งจากความกังวลเรื่องน้ำมัน การขายทำกำไร และการถูก Force Sale จากนักลงทุนรายย่อยที่ใช้เลเวอเรจเก็งกำไรหลังจากตลาดขึ้นมาแรงกว่า 100% ใน 1 ปี
กลยุทธ์การลงทุน Wait & See รอจังหวะ ‘Buy on Weakness’
สำหรับคำแนะนำการลงทุน SCB CIO ประเมินบนสมมติฐาน Base Case โดยคาดว่าตลาดจะมีความผันผวนสูงจากการตอบโต้กันในช่วง 2-4 สัปดาห์นี้
- ระยะสั้น แนะนำให้ Wait and See โดยรอดูสถานการณ์ออกไปก่อน โดยเฉพาะในตลาดที่ร้อนแรงและมีความผันผวนสูง
- ระยะกลาง-ยาว เมื่อเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกหรือคู่กรณีกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา แนะนำกลยุทธ์ Buy on Weakness หรือทยอยสะสมในจังหวะย่อตัว
- กลุ่มที่น่าสนใจ โฟกัสไปที่ตลาดหุ้นที่ปรับตัวลงแรงแต่ยังมีปัจจัยขับเคลื่อน (Catalyst) การเติบโตในระยะยาวที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะ กลุ่มเอเชียเหนือ (เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น จีน) ซึ่งเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI ที่ยังคงเผชิญภาวะสินค้าขาดแคลนไปอีก 1-2 ปีข้างหน้า ส่วนตลาดสหรัฐฯ และยุโรปยังคงน่าสนใจ แต่อาจไม่ได้ปรับฐานลงมาลึกจนเป็นจังหวะซื้อที่ดีเท่ากับฝั่งเอเชีย
ภาพ: Yanlens / Shutterstock

