×

ไทยพาณิชย์ คาด ‘เงินบาท’ ปีนี้ไม่หลุด 30 บาท แม้แข็งค่าต่อเนื่อง แนะผู้ส่งออก-นำเข้าเร่งปิดความเสี่ยงรับมือความผันผวน

19.02.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบกราฟแสดงแนวโน้มค่าเงินบาทและความผันผวนในตลาดการเงิน

ท่ามกลางสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี จนสร้างความกังวลให้กับภาคการส่งออก ล่าสุด ธนาคารไทยพาณิชย์ ออกมาวิเคราะห์ทิศทางค่าเงินบาท ถึงความเป็นไปที่ค่าเงินบาทปีนี้จะแข็งหลุดระดับ 30 บาท ว่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นหรือไม่

 

แพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ Head of Financial Markets Function ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ระบุว่า ในปีนี้เป็นปีที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นพอสมควร โดยปัจจุบันเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 31 บาท ซึ่งการจะเห็นเงินบาทกลับไปอ่อนค่าที่ระดับ 33-34 บาทเหมือนในอดีตนั้น มองว่าไม่ใช่เรื่องง่ายในเวลานี้

 

เจาะลึก ‘เงินบาทจะแข็งค่า’ หลุด 30 หรือไม่?

 

ต่อประเด็นคำถามสำคัญที่ว่า เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าจนหลุดระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์หรือไม่ แพททริกมองว่า ระดับ 30 บาทถือเป็น แนวรับทางจิตวิทยามากกว่าแนวรับทางเศรษฐกิจ โดยประเมินว่าในปีนี้เงินบาท ยังไม่น่าจะหลุดระดับ 30 บาท และน่าจะยังยืนระยะอยู่ที่กรอบประมาณ 30-31 บาทได้

 

ปัจจัยกดดันในช่วงไตรมาสที่ 1 มาจากกระแสเงินทุนไหลเข้า (Fund Flow) สู่ตลาดเอเชียและตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ประกอบกับเป็นช่วง High Season ของการท่องเที่ยว และราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงต้นปี

 

อย่างไรก็ตาม แม้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะอ่อนค่าลงมาพอสมควรแล้ว แต่คาดว่าหลังจากนี้อาจเริ่มเข้าสู่ระยะชะลอตัว ทำให้เงินบาทน่าจะยังทรงตัวอยู่ได้

 

จับตาไตรมาส 2 และแนวโน้มครึ่งปีหลัง ‘บาทแข็งค่าต่อ’

 

สำหรับแนวโน้มในระยะถัดไป แพททริกชี้ว่าตลาดแบ่งมุมมองเป็น 2 ฝั่ง คือฝั่งที่มองว่าบาทจะแข็งต่อ กับฝั่งที่มองว่าจะมีการกลับตัวในช่วงกลางถึงปลายปี แต่ในเชิงสถิติ ไตรมาสที่ 2 มักจะเป็นช่วง Low Season ของไทย ซึ่งอาจทำให้เงินบาทมีโอกาสกลับมาอ่อนค่าได้บ้างบางส่วน

 

นอกจากนี้ ตลาดเริ่มเห็นสัญญาณการแยกตัว (Decoupling) ของความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำกับค่าเงินบาทบ้างแล้ว จากเดิมที่นักลงทุนมักจะเก็งกำไรค่าเงินบาททันทีที่ทองคำขึ้น แต่ปัจจุบันราคาทองเริ่มนิ่งขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันต่อการแข็งค่าของเงินบาทได้

 

แนะผู้ประกอบการเลิก ‘เก็งกำไร’ หันมา ‘ป้องกันความเสี่ยง’

 

แพททริกได้ให้คำแนะนำในการบริหารจัดการค่าเงินสำหรับผู้ประกอบการทั้งสองฝั่ง ดังนี้

 

  • ฝั่งผู้ส่งออก ต้องยอมรับความจริงว่าโอกาสที่เงินบาทจะกลับไปอ่อนค่าแตะ 32-33 บาทนั้น ไม่ง่าย หากรอจังหวะนั้นอาจเสียโอกาส แนะนำว่าในช่วงที่ค่าเงินบาทมีความผันผวนต่ำ หรือมีความนิ่ง ให้ใช้จังหวะนี้เข้าทำประกันความเสี่ยง (Hedging) บางส่วน หรือเลือกใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น บัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (FCD), FX Options หรือ FX Forwards เพื่อล็อกเรตกำไรไว้
  • ฝั่งผู้นำเข้า แม้ปีที่ผ่านมาบาทจะแข็งค่าเร็ว แต่ปีนี้อาจไม่ได้แข็งค่ารุนแรงต่อ ดังนั้นผู้นำเข้าควรเริ่มเพิ่มสัดส่วนการป้องกันความเสี่ยงให้สูงขึ้น เช่น ระดับ 70% เพื่อป้องกันกรณีที่ค่าเงินบาทเกิดการกลับตัว

 

แนะภาคธุรกิจรับมือบริหารความเสี่ยง ‘เงินบาท’

 

ประเด็นการดูแลค่าเงินของไทย โดยมองว่าลำพังการแทรกแซงจากภาครัฐอาจทำได้จำกัดเนื่องจากข้อจำกัดเรื่องการถูกเพ่งเล็งเป็นผู้บิดเบือนค่าเงิน (FX Manipulator) แต่สิ่งที่ทุกภาคส่วนควรเร่งปรับตัวคือ

 

  • ปรับพฤติกรรม SMEs ผู้ประกอบการรายย่อยมักไม่นิยมป้องกันความเสี่ยง (Hedging) เพราะหวังเก็งกำไรให้ได้เรตที่ดีกว่าตลาด ซึ่งมีความเสี่ยงสูง ต่างจากรายใหญ่ที่มีการป้องกันความเสี่ยงที่ดีกว่า จึงควรส่งเสริมให้ SME เข้าถึงและใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น
  • วิกฤตเป็นโอกาสในการลงทุน จังหวะที่เงินบาทแข็งค่าเป็นโอกาสดีสำหรับการลงทุนในต่างประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชน หากภาครัฐมีความชัดเจนเรื่องมาตรการภาษี จะช่วยสนับสนุนให้นักลงทุนไทยออกไปลงทุนนอกบ้านได้มากขึ้น
  • ใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐฯ โดยหันมาใช้สกุลเงินคู่ค้าโดยตรง เช่น ค้าขายกับจีนใช้เงินหยวน หรือค้าขายกับญี่ปุ่นใช้เงินเยน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์ได้ดี

 

ภาพ: Eugene_Photo / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising