×

‘สัตยา นาเดลลา’ นิยามสมการใหม่โลก AI: ไม่ใช่ใครฉลาดกว่า แต่คือ ‘ใครมีไฟฟ้าถูกกว่า’ คือผู้ชนะ

21.01.2026
  • LOADING...
‘สัตยา นาเดลลา’ นิยามสมการใหม่โลก AI: ไม่ใช่ใครฉลาดกว่า แต่คือ ‘ใครมีไฟฟ้าถูกกว่า’ คือผู้ชนะ

โลกกำลังถกเถียงกันว่าใครจะเป็นผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ ระหว่างสหรัฐฯ จีน หรือยุโรป แต่บนเวที World Economic Forum 2026 ที่ดาวอส สวิสเซอร์แลนด์ สัตยา นาเดลลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Microsoft เสนอกรอบคิดใหม่

 

การแข่งขัน AI ไม่ได้ตัดสินกันที่ ‘ใครฉลาดกว่า’ อย่างเดียว แต่กำลังถูกตัดสินด้วยคำถามที่เรียบง่ายกว่านั้นมากคือ ‘ใครมีไฟฟ้าถูกกว่า’

 

ในโลกที่ AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ต้นทุนพลังงานไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายอีกต่อไป หากแต่เป็น “ตัวแปรเชิงยุทธศาสตร์” ที่จะกำหนดศักยภาพการเติบโตของประเทศในทศวรรษหน้า

 

นาเดลลา เริ่มต้นอธิบายด้วยคำว่า AI Diffusion เราจะทำอย่างไรให้มัน ‘กระจายตัว’ ได้เร็วพอ ให้โมเดล ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐาน เข้าถึงได้ในวงกว้าง เพื่อสร้าง ‘ส่วนเกิน’ หรือ Surplus ทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นในทุกที่

 

‘สัตยา นาเดลลา’ นิยามสมการใหม่โลก AI: ไม่ใช่ใครฉลาดกว่า แต่คือ ‘ใครมีไฟฟ้าถูกกว่า’ คือผู้ชนะ 1

 

ถ้ามองย้อนกลับไป นี่คือเส้นทางเดียวกับวิวัฒนาการของเทคโนโลยีตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เมนเฟรม อินเทอร์เน็ต ไปจนถึงคลาวด์ โลกพยายามเปลี่ยนผู้คน สถานที่ และสิ่งของให้เป็นดิจิทัล เพื่อให้ซอฟต์แวร์ช่วยเราเข้าใจ วิเคราะห์ และคาดการณ์โลกได้ดีขึ้น ในบริบทนี้ AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือใหม่ แต่คือการเปลี่ยนแพลตฟอร์มในระดับเดียวกับอินเทอร์เน็ต หรืออาจใหญ่กว่านั้นด้วยซ้ำ

 

โจทย์จึงไม่ใช่ว่า AI ทำอะไรได้บ้าง แต่คือเรานำมันไปใช้ได้เร็วแค่ไหน นาเดลลายกตัวอย่างงานที่เคยใช้เวลา 12 ชั่วโมง วันนี้เหลือเพียงไม่กี่นาที หากไม่มี AI หลายองค์กรอาจไม่สามารถทำงานในสเกลปัจจุบันได้อีกต่อไป

 

เป้าหมายของยุคนี้จึงไม่ใช่การสร้างเทคโนโลยีใหม่ แต่คือการนำ AI ไปใช้ทีละบริษัท ทีละอุตสาหกรรม และทีละประเทศ เพื่อสร้าง “ส่วนเกิน” ใหม่ให้กับโลกทั้งระบบ

 

นาเดลลา อธิบายต่อว่า เศรษฐกิจโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ Token Economy หน่วยประมวลผลพื้นฐานที่ผู้ใช้ต้องซื้อเพื่อให้ AI ทำงาน ไม่ต่างจากน้ำมันในศตวรรษที่ 20 หรือข้อมูลในยุคอินเทอร์เน็ต โทเคนกำลังกลายเป็น ‘สินค้าโภคภัณฑ์ใหม่’ ของโลกดิจิทัล

 

หน้าที่ของทุกบริษัทและทุกประเทศจึงไม่ใช่เพียงการเข้าถึง AI แต่คือการแปลงโทเคนเหล่านี้ให้กลายเป็น ผลิตภาพ (productivity) และ การเติบโตทางเศรษฐกิจจริง

 

นาเดลลา นิยามตัวชี้วัดใหม่ของเศรษฐกิจ AI ว่า “tokens per dollar per watt” หรือความสามารถในการผลิตหน่วยประมวลผล AI ให้ได้มากที่สุด ภายใต้ต้นทุนเงินและพลังงานที่ต่ำที่สุด

 

“ถ้าคุณมีพลังงานที่ถูกกว่า คุณก็สร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจได้ดีกว่า และราคาของ Token จะลดลงครึ่งหนึ่งทุกๆ 3 เดือนครับ”

 

นี่คือเหตุผลที่ AI ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของซอฟต์แวร์ แต่ผูกติดกับโครงสร้างพื้นฐาน ตั้งแต่โรงไฟฟ้า กริดพลังงาน ไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งอาศัยการลงทุนมหาศาล

 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง โลกกำลังสร้าง Intelligence Grid โครงข่ายปัญญาที่ต้องเข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา ประเทศกล้าลงทุนและสร้างกริดนี้ได้เร็วกว่า ย่อมแปลง AI ให้กลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจได้ก่อน

 

‘สัตยา นาเดลลา’ นิยามสมการใหม่โลก AI: ไม่ใช่ใครฉลาดกว่า แต่คือ ‘ใครมีไฟฟ้าถูกกว่า’ คือผู้ชนะ 2

 

อย่างไรก็ตาม นาเดลลาส่งสัญญาณเตือนสำคัญว่า หาก AI ไม่สร้างประโยชน์จริง สังคมจะไม่ยอมรับ เนื่องจาก AI ใช้พลังงานจำนวนมหาศาล และพลังงานคือทรัพยากรที่โลกขาดแคลนมากขึ้นเรื่อยๆ

 

หากโทเคนที่ผลิตขึ้นมา ไม่ช่วยให้ระบบสาธารณสุขดีขึ้น ไม่ยกระดับการศึกษา ไม่เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ และไม่ทำให้ภาคเอกชนแข่งขันได้ดีขึ้น โลกอาจสูญเสีย ‘social permission’ ความยินยอมจากสังคมในการใช้พลังงานเพื่อ AI

 

นี่คือเส้นแบ่งระหว่าง ‘การเติบโตจริง’ กับ ‘ฟองสบู่’

 

‘สัตยา นาเดลลา’ นิยามสมการใหม่โลก AI: ไม่ใช่ใครฉลาดกว่า แต่คือ ‘ใครมีไฟฟ้าถูกกว่า’ คือผู้ชนะ 3

 

นาเดลลาตอบคำถามเรื่อง AI bubble ว่า “มันจะเป็นฟองสบู่หรือไม่ สัญญาณที่จะบอกว่าเป็นฟองสบู่คือ ถ้าเราพูดถึงแต่บริษัทเทคโนโลยีครับ แต่ถ้าเราเริ่มพูดถึงบริษัทยาที่ประสบความสำเร็จเพราะ AI ช่วยเร่งการทดลองทางคลินิก นั่นไม่ใช่ฟองสบู่”

 

นาเดลลา ยังได้ตอบคำถามว่า อธิปไตยทางข้อมูล(Data Sovereignty) สำคัญไหม โดยเขาชี้ว่า ในโลก AI อธิปไตยไม่ได้หมายถึงเพียงการควบคุมข้อมูลภายในประเทศ อธิปไตยที่สำคัญกว่าคือ ความสามารถของบริษัทในการฝังความรู้เฉพาะทางของตนเองไว้ในระบบ AI ที่ควบคุมได้

 

หากบริษัทไม่สามารถผสานโมเดล เข้ากับบริบท ข้อมูล และความรู้ของตนเอง มูลค่าทางเศรษฐกิจจะค่อยๆ ไหลออกไปยังผู้ถือแพลตฟอร์ม

 

ในยุค AI การรักษาความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ จึงกลายเป็นโจทย์เชิงยุทธศาสตร์ระดับองค์กร

 

“การใช้งานในบริษัทขนาดใหญ่กับขนาดกลางและเล็กต่างกัน มันเป็นรูปแบบบาร์เบล (Barbell) ครับ บริษัทเล็กที่เริ่มต้นใหม่จะใช้ง่ายกว่าเพราะไม่มีภาระเก่า ส่วนบริษัทใหญ่มีความได้เปรียบเรื่องข้อมูลและความสัมพันธ์ แต่ถ้าปรับตัวช้าจะถูกบริษัทเล็กแซงหน้า”

 

มองไปในอนาคต นาเดลลามองไม่ใช่โลกที่มี AI เพียงหนึ่งเดียวครองตลาด แต่คือ Multi-model world

 

ทั้งโมเดลเปิดและปิด ทั้งโมเดลขนาดใหญ่และเฉพาะทาง

 

“ความได้เปรียบจะไม่อยู่ที่ใครมีโมเดลใหญ่ที่สุด แต่อยู่ที่ใครสามารถผสมผสานจัดแจงโมเดลเหล่านั้นเข้ากับข้อมูลของคุณเอง ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่แท้จริงคือการที่บริษัทสามารถใช้โมเดลหลากหลายร่วมกับข้อมูลบริบทของตนเองเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ต้องการครับ” สัตยา นาเดลลา ทิ้งท้าย

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising