×

กูรูเงินดิจิทัลมั่นใจฟองสบู่ ‘บิตคอยน์’ ยังไม่แตก ชู 3 เหตุผลราคาไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นดอลลาร์ ย้ำผู้ลงทุนต้องรับความเสี่ยงได้สูง

22.01.2021
  • LOADING...
‘สตางค์โปร’ มั่นใจฟองสบู่ ‘บิตคอยน์’ ยังไม่แตก ชู 3 เหตุผลราคาไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นดอลลาร์ ย้ำผู้ลงทุนต้องรับความเสี่ยงได้สูง

หลังจากที่ราคาบิตคอยน์ปรับลดลงต่อเนื่องติดต่อกันถึง 3 วัน โดยลดลงจากระดับ 37,500 ดอลลาร์ต่อบิตคอยน์ ลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์ต่อบิตคอยน์ หรือลดลงไปราว 20% ทำให้นักลงทุนต่างตั้งคำถามว่า ‘ฟองสบู่’ บิตคอยน์กำลังจะแตกลงหรือไม่

 

ปรมินทร์ อินโสม ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่น ผู้ให้บริการเว็บเทรดสตางค์โปร กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมาราคาบิตคอยน์ขึ้นเร็วมาก จนหลายคนมองว่าเร็วๆ นี้ก็จะต้องปรับฐาน เหมือนกับที่เคยเป็นมาในอดีตเช่นปี 2017-2018

 

อย่างไรก็ตามในมุมมองส่วนตัว เชื่อว่า Cycle รอบนี้ยังไม่จบ ฟองสบู่บิตคอยน์ยังไม่แตก และจะสามารถทำ New High ได้อีก โดย JP Morgan ออกมายอมรับว่าบิตคอยน์จะเป็นการลงทุนที่ดี และบอกว่าราคาอาจจะขึ้นไปถึง 146,000 ดอลลาร์ต่อบิตคอยน์ได้ในระยะยาว

 

ปรมินทร์ วิเคราะห์ว่า การที่บิตคอยน์ทำราคาสูงสุดใหม่หลายครั้งนั้น ตลาดกำลังส่งสัญญาณว่า ความสำคัญของเหล่านักลงทุนรายใหญ่ (Big Whale) เริ่มลดบทบาทลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เพราะปัจจุบันผู้เล่นรายใหญ่และหน้าใหม่ ซึ่งเป็นนักลงทุนสถาบัน (Hedge Funds, Asset Management, Corporates) เข้ามามีบทบาทมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2020 เป็นต้นมา

 

“ผมเคยบอกมาตลอดว่าบิตคอยน์ จะเป็นสิ่งที่หายากขึ้น ไม่ใช่ในอนาคตอันใกล้ แต่คือปัจจุบันนี้แล้ว ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา มีบิตคอยน์ประมาณ 270,000 บิตคอยน์ มูลค่า 9.4 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณเกือบ 3 แสนล้านบาท ได้ถูกโอนออกจากกระดานเทรด (Exchange) ไปเก็บข้างนอกแทน ซึ่งต้องบอกเลยว่าเป็นปริมาณที่สูงมาก เพราะมากกว่า 1% ของจำนวนบิตคอยน์ที่ถูกสร้างขึ้นมาทั้งหมด 21 ล้านเหรียญ ถูกย้ายไปยังนักลงทุนสถาบันการเงินหรือ Whale ที่เป็นผู้ถือบิตคอยน์ระยะยาวเป็นส่วนใหญ่

 

ขณะที่ Grayscale Bitcoin Trust ซึ่งเป็นผู้ถือบิตคอยน์รายใหญ่ โดยถือมากกว่า 600,000 บิตคอยน์ หรือเรียกได้ว่ามากกว่า 3% ของบิตคอยน์ในตลาดโลก อยู่ในมือ Grayscale ซึ่งนั่นแปลว่าบิตคอยน์จะขึ้นหรือลงในตลาดตอนนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้จำนวนเงินเยอะในการดันหรือทุบราคา ถ้าวาฬจะทุบเพื่อเขย่าให้ (Shake Out) รายย่อยออกไปก็ไม่ต้องใช้เงินมาก หรือจะลากให้ราคาขึ้น เพื่อให้รายย่อยเข้าตามก็ไม่ต้องใช้เงินมากเช่นกัน

 

“ตลาดนี้ถือว่ามีความร้อนแรงและความเสี่ยงสูง นักลงทุนต้องบริหารเงินให้เป็น”​ ปรมินทร์กล่าวเตือน และเขายังกล่าวด้วยว่า “ราคาบิตคอยน์ผันผวนแรงจาก  42,000 ดอลลาร์ต่อบิตคอยน์ ลงมาต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์ต่อบิตคอยน์ ภายในเวลาไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นแล้วเงินที่จะนำมาใช้ลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี แนะนำว่าควรจะเป็นเงินเย็น เป็นเงินที่เรายอมรับได้ถ้าเกิดการสูญเสีย เงินที่ใช้ในชีวิตประจำวันหรือเงินที่ไปกู้มาผมก็ยังยืนยันว่าไม่ควรเสี่ยงเด็ดขาด ต่อให้รู้ว่าตลาดมันจะขึ้นก็ตาม นักลงทุนมือใหม่ควรศึกษาหาความรู้ให้เข้าใจ เทรดแบบมองข้อมูลเชิงพื้นฐาน และศึกษาข้อมูลเชิงลึกด้วยเพื่อป้องกันความเสี่ยง ที่สำคัญคือต้องใช้สติและวิจารณญาณในการลงทุน”

 

ส่วนเหตุผลสำคัญ 3 ข้อที่ทำให้บิตคอยน์จะไม่ลงไปต่ำกว่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ เหมือนช่วงปี 2018 ก่อนไตรมาสที่ 4 ปี 2020 ก็คือ

 

1) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนมาก เพราะสหรัฐฯ กระตุ้นเศรษฐกิจโดยการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ใช้ทั้งนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) และนโยบายการคลังที่ผ่านสภาคองเกรสแบบมโหฬาร นโยบายของโจ ไบเดน คือผลิตเงินขึ้นมาอีก 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้หลายๆ บริษัทและนักลงทุนต้องหาทางลดสภาพคล่อง ด้วยการนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการเก็บเงินสด

 

2) บิตคอยน์คือสินทรัพย์คงคลังตัวใหม่ บริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะ Reserve Asset มากขึ้นอย่างก้าวกระโดด ถ้าเทียบกับช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ล่าสุด BlackRock ซึ่งเป็นผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดก็เข้ามาในตลาดบิตคอยน์แล้ว โดยกำลังเตรียมการเข้าสู่ตลาดอนุพันธ์หรือ Bitcoin Futures รวมถึงได้ยื่นหนังสือถึง ก.ล.ต. สหรัฐฯ เรียบร้อยแล้ว 2 ฉบับ ได้แก่ BlackRock Funds V และ BlackRock Global Allocation Fund, Inc. ซึ่ง BlackRock มี Assets Under Management: 7.81 Trillion USD หรือประมาณ 234 ล้านล้านบาท

 

3) สินทรัพย์ดิจิทัล เริ่มมีช่องทางการเข้าถึงที่แพร่หลายสู่ผู้ใช้ทั่วโลกมากขึ้น ผ่าน PayPal ที่มีทั้ง 20 ล้านร้านค้า และสมาชิกผู้ใช้ทั่วโลกประจำอยู่ 346 ล้านสมาชิก รวมไปถึงความร่วมมือของ Visa และ USDC ซึ่งจะทำให้ร้านค้าจำนวน 60 ล้านร้านค้าทั่วโลกเข้าถึงการใช้เงินคริปโตเคอร์เรนซีได้

 

“เรากำลังอยู่ในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง และปีนี้บิตคอยน์และคริปโตเคอร์เรนซีจะถูกยอมรับโดยคนทั่วโลก เป็น Mass Adoption มากขึ้น และอยากฝากว่านักลงทุนมือใหม่อย่าหลงเชื่อคนที่มาชวนลงทุนแบบตรวจสอบไม่ได้ จะซื้อขายให้ปลอดภัย ต้องผ่านเว็บเทรดที่ได้รับใบอนุญาตศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลจาก ก.ล.ต. อย่างสตางค์โปร ที่เน้นการพัฒนาระบบความเสถียร รวดเร็ว ตลอดจนรักษามาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูล และสินทรัพย์ของลูกค้าเป็นอันดับหนึ่ง” ปรมินทร์ กล่าวย้ำ

 

 พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories