Salesforce ระบุว่าธุรกิจที่นำ AI Agent มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ มีโอกาสที่รายได้จากการขายจะเพิ่มขึ้น 20% และคะแนนความพึงพอใจของลูกค้าจะสูงขึ้น 20% เช่นเดียวกัน
อภิสิทธิ์ คุปรัตน์ ผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยของ Salesforce ผู้นำระดับโลกด้านระบบบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เปิดเผยว่า ธุรกิจที่นำ AI Agent มาใช้อย่างเต็มรูปแบบมีโอกาสจะเห็นรายได้เพิ่มขึ้นได้ถึง 20% ซึ่งเป็นผลจากการที่ธุรกิจสามารถเพิ่มเวลาขายและบริการเป็น 24 ชั่วโมง เพิ่มขึ้นจากเดิมที่อาจจะแค่ 8-12 ชั่วโมง หากใช้พนักงานขายเพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกันระยะเวลาในการขายหรือให้บริการต่อหนึ่งธุรกรรมก็สั้นลง และยังช่วยลดข้อจำกัดในเรื่องของภาษาต่างๆ ทำให้ธุรกิจสามารถขยายฐานลูกค้าในหลากหลายภูมิภาค
ปัจจุบันการเปิดรับ AI Agent ของอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ได้อยู่แค่ธุรกิจขายสินค้าทั่วไป แต่ยังรวมถึงธุรกิจที่มีความซับซ้อน เช่น ธนาคารพาณิชย์ โรงพยาบาล เป็นต้น
อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือเรื่อง “ต้นทุน ธุรกิจต้องพิจารณาเทียบกับประสิทธิภาพ ถ้าต้นทุนเท่าเดิมประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น หรือต้นทุนอาจจะสูงขึ้น แต่ช่วยเพิ่มฐานลูกค้า ก็อาจเป็นสิ่งที่คุ้มค่า” อภิสิทธิ์กล่าว
การประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทุกภาคอุตสาหกรรม ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต ปัจจุบัน AI ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของประเทศไทยอย่างชัดเจน โดยอุตสาหกรรมดิจิทัลคาดการณ์ว่าตลาด AI ในประเทศไทยจะมีอัตราการเติบโตต่อปีที่ 32.33% และจะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 233,000 ล้านบาท ภายในปี 2031
ทั้งนี้ Salesforce ประกาศเปิดตัว Agentforce ในรูปแบบภาษาไทยอย่างเป็นทางการ โดยในปัจจุบัน Agentforce Service และ Employee Agent พร้อมให้บริการในรูปแบบภาษาไทยอย่างสมบูรณ์แล้ว
นอกจากนี้ Salesforce ได้นำเสนอ 5 เทรนด์และโอกาสด้าน Agentic AI ล่าสุด ที่องค์กรไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดในปี 2026 เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจดิจิทัล
1. โอกาสทองในการก้าวสู่ยุค Agentic Enterprise
จากผลการสำรวจของ Salesforce พบว่า 84% ของผู้บริหารระดับสูงในประเทศไทยมองว่า Generative AI เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญลำดับต้น ๆ ที่จะกำหนดความสำเร็จของธุรกิจ จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่จะต่อยอดจากทัศนคติเชิงบวกนี้ เพื่อผลักดันการนำ AI มาใช้ในประเทศไทยให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น
2. ผู้ประกอบการ MSME สามารถปลดล็อกโอกาสการเติบโตครั้งใหญ่ด้วย Agentic AI
องค์กรขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยและแหล่งจ้างงานหลักของประเทศ กำลังเผชิญความท้าทายหลายประการ อาทิ การขาดแคลนทรัพยากร ซึ่งส่งผลให้การดำเนินงานล่าช้า ขาดประสิทธิภาพ และการให้บริการลูกค้าที่ไม่ดีเท่าที่ควร AI Agent จึงเป็นโซลูชันดิจิทัลที่เหมาะสมสำหรับ MSME เนื่องจากสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการเฉพาะ เข้าถึงได้ง่าย และขยายขีดความสามารถได้ไม่จำกัด ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย Agentic AI ผู้ประกอบการ MSME จะสามารถยกระดับการบริการลูกค้าให้ทัดเทียมกับองค์กรขนาดใหญ่
3. Agentic AI เปิดโอกาสการเติบโตทางธุรกิจสู่เมืองรอง
Agentic AI เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างองค์กรในเมืองรองและเมืองใหญ่ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้ทัดเทียมกัน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาแบบก้าวกระโดด ทั้งในด้านการเข้าถึงบริการ การเติบโตของเศรษฐกิจท้องถิ่น และการสร้างโอกาสใหม่ๆ สำหรับแรงงานในพื้นที่
4. Agentic Service สร้างโอกาสใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มรายได้
ในการให้บริการลูกค้าไทยอย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจากโมเดลการบริการแบบเดิม จากผลการศึกษาของ Salesforce ในรายงาน State of Service พบว่า 74% ของบุคลากรในภาคบริการในประเทศไทยระบุว่า ลูกค้ามีความต้องการบริการที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น การนำ AI Agent มาใช้จะช่วยให้องค์กรสามารถมอบประสบการณ์การบริการที่เป็นส่วนตัวและตอบสนองความต้องการตามบริบททางวัฒนธรรมของลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยรายได้จากการขายจะเพิ่มขึ้น 20% และคะแนนความพึงพอใจของลูกค้าจะสูงขึ้น 20%
5. การทดลองอย่างต่อเนื่องเพื่อค้นหาศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของ AI
ปัจจุบันเราเพียงแค่เริ่มสัมผัสถึงประโยชน์เพียงส่วนน้อยของเทคโนโลยี AI เท่านั้น ยังมีโอกาสและศักยภาพอีกมหาศาลที่รอการค้นพบและพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทคโนโลยีแบบ Agentic พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เราจะได้เห็นการใช้งานแบบใหม่ๆ ที่อาจจะเกินความคาดหมายของเราในตอนนี้ ซึ่งอาจเปลี่ยนวิธีที่เราใช้ชีวิต ทำงาน และติดต่อสื่อสารไปอย่างสิ้นเชิง


