เครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ (Coalition for the Rights of Refugees and Stateless Persons: CRSP) เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group: MWG) และเครือข่ายปฏิรูประบบการย้ายถิ่นฐาน (Thailand Migration Reform Consortium: TMR) ออกแถลงการณ์ร่วมวันนี้ (31 ตุลาคม) เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยึดมั่นในหลักการห้ามผลักดันกลับไปสู่อันตราย (Non-Refoulement) และเคารพความประสงค์ของผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ 2 คน ที่ต้องการเดินทางไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม
ผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ทั้งสองคน ถูกควบคุมตัวในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2557 โดยหนึ่งในสองคนถูกกักตัวไว้ตั้งแต่เป็นผู้เยาว์ ภายหลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ ทั้งสองคนถูกย้ายจากเรือนจำมายังสถานกักตัวคนต่างด้าว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สวนพลู) เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 เพื่อรอการส่งกลับ
โดยทั้งสองคนยืนยันกับตัวแทนทางกฎหมายว่า “ไม่ยินยอมกลับจีน” แต่นับตั้งแต่ถูกย้ายมาที่ห้องกักฯ ตัวแทนทางกฎหมายยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพบ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 มีการพบหารือระหว่างเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยกับเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพียงแค่ไม่กี่วันหลังการย้ายตัวชาวอุยกูร์สองคนมาที่ห้องกักฯ ทำให้ภาคีเครือข่ายมีความกังวลอย่างยิ่งต่อความเสี่ยงในการบังคับส่งกลับของผู้ลี้ภัยทั้งสองคน
ทางเครือข่ายมีข้อห่วงใยต่อการประชุมของสภาความมั่นคงแห่งชาติที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ อาจมีวาระที่ต้องลงมติตัดสินชะตากรรมของผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ เหมือนในเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 การตัดสินใจของสภาความมั่นคงแห่งชาติที่นำไปสู่การส่งกลับชาวผู้ลี้ภัยอุยกูร์ 40 คนจากสถานกักตัวแห่งเดียวกันไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครสามารถติดต่อเพื่อยืนยันชะตากรรม และความปลอดภัยของพวกเขาทั้ง 40 คนได้
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีมติจากการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของกรณีนี้ว่า การส่งผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ 40 คนกลับไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนทั้งที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า จะตกอยู่ในอันตรายนั้นเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ขัดต่อหลักการห้ามผลักดันกลับไปสู่อันตราย (Non-Refoulement) ขัดต่ออนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ (CAT) มาตรา 3 และขัดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 13
นอกจากนี้ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติยังเสนอให้รัฐบาลและสภาความมั่นคงแห่งชาติทบทวนการส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์อีก 5 คนที่เหลือ ซึ่งรวมถึงสองคนนี้ โดยต้องคำนึงถึงหลักการห้ามผลักดันกลับไปสู่อันตราย กฎหมายภายในประเทศและอนุสัญญาที่เกี่ยวข้อง การประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบและรอบด้าน ซึ่งรวมถึงการประเมินสถานการณ์ของชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับไปแล้วด้วย
ทั้งนี้รัฐบาลมีช่องทางตามกฎหมายอยู่แล้ว ตามข้อ 8 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569 กำหนดให้ประเทศที่สามหรือองค์การระหว่างประเทศร้องขอรับตัวบุคคลที่เสี่ยงต่อการถูกทรมานหรือถูกบังคับให้สูญหายได้ โดยบุคคลนั้นให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร
เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการ ดังนี้
- ยุติการบังคับส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับสาธารณรัฐประชาชนจีน
- อนุญาตให้ผู้แทนทางกฎหมาย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เข้าพบและให้ความคุ้มครองแก่ผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ในสถานกักตัวคนต่างด้าว สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้โดยทันที
- เคารพการตัดสินใจโดยอิสระและได้รับข้อมูลครบถ้วน (Informed decisions) ของผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ทั้งสอง
- อำนวยความสะดวกให้ผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์เดินทางไปตั้งถิ่นฐานใหม่ ณ ประเทศที่สามตามที่มีความประสงค์ของตัวผู้ลี้ภัยและประเทศที่สาม
ภาพ: Getty Images
อ้างอิง:
- Thailand Migration Reform Consortium – เครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน / Facebook

