×

กรมชลฯ กางแผนรับมวลน้ำเหนือ จ่อขยับระบายเขื่อนเจ้าพระยาแตะ 1,300 ลบ.ม./วินาที เตือน 6 อำเภออยุธยานอกคันกั้นน้ำเตรียมรับผลกระทบ

โดย THE STANDARD TEAM
21.09.2026
  • LOADING...
ภาพน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพื่อรับมวลน้ำเหนือ

วันนี้ (21 กันยายน) ที่ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน สามเสน วิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมทรัพยากรน้ำ สำนักการระบายน้ำ (กทม.) และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ เพื่อประเมินแนวโน้มและปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง รองรับปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนและลดผลกระทบต่อประชาชน

 

จากสถิติสภาพอากาศในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (19-20 กันยายน) พบฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดแพร่ เชียงราย กำแพงเพชร และสุโขทัย ซึ่งมีปริมาณฝนสะสมมากกว่า 100 มิลลิเมตร (ล่าสุดกำแพงเพชร 146 มม. และพิษณุโลก 136 มม.) ส่งผลให้ปริมาณน้ำท่าในลำน้ำสายหลักเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ภาคใต้ยังคงต้องเฝ้าระวังฝนตกสะสมที่อาจก่อให้เกิดน้ำท่วมขังและน้ำหลาก

 

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวม 55,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ร้อยละ 73 ของความจุ) ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกราว 20,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวม 16,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ร้อยละ 68) ยังรับน้ำได้อีกประมาณ 7,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

 

อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานได้เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำที่มีระดับน้ำสูงอย่างใกล้ชิด ได้แก่ เขื่อนกิ่วลม เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนขุนด่านปราการชล และเขื่อนแก่งกระจาน โดยประสานการทำงานร่วมกับ กฟผ. และ สทนช. เพื่อระบายน้ำอย่างเหมาะสม ควบคู่ไปกับการกักเก็บน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งหน้า

 

สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาพบว่า ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านสถานีวัดน้ำ C.2 จังหวัดนครสวรรค์ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ 1,377 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กรมชลประทานจึงมีความจำเป็นต้องทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จากปัจจุบัน 990 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็นอัตรา 1,000–1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อควบคุมระดับน้ำเหนือเขื่อน

 

การปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำดังกล่าว จะส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณพื้นที่ริมแม่น้ำด้านท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 0.50–1.50 เมตร ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อ พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ 6 อำเภอในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ อำเภอเสนา ผักไห่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน และบางไทร ทั้งนี้ กรมชลประทานยืนยันว่าระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนที่อยู่ภายในแนวคันกั้นน้ำ

 

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมเชิงรุก กรมชลประทานได้ส่งหนังสือแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำและแนวโน้มการระบายน้ำไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้ง 11 จังหวัด เพื่อให้หน่วยงานในพื้นที่สามารถแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงที

 

พร้อมกันนี้ ได้เตรียมสรรพกำลังเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์รวม 5,732 หน่วย (อาทิ เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ รถบรรทุกน้ำ) รวมถึงเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อให้พร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนและแก้ไขปัญหาในพื้นที่เสี่ยงได้ทันที โดยเน้นย้ำให้ทุกโครงการชลประทานประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า ใช้ข้อมูลจากแบบจำลองเพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างแม่นยำ ทั้งในการบรรเทาอุทกภัยและการสำรองน้ำไว้ใช้ในอนาคต

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising