การผลิตไฟฟ้าไม่จำเป็นต้องเป็นหน้าที่ของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่อีกต่อไป เมื่อประชาชนสามารถเปลี่ยนหลังคาบ้านให้เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้เอง และขายส่วนที่เหลือคืนให้การไฟฟ้าได้
ประเด็นสำคัญ
- 2562 จุดเริ่มต้น ‘โซลาร์ภาคประชาชน’
- หลักประกัน 5 หมื่นบาท สูงถึง 36% ของมูลค่างาน
- แนะทบทวนหลักประกันให้เหลือ 10-15% ของมูลค่างาน
- ไม่ใช่แค่รายเล็ก รายใหญ่ก็ได้รับผลกระทบ
- เป้าหมาย 1 ล้านหลัง ต้องทยอยติดตั้ง ไม่ใช่พร้อมกันทั้งหมด
- มองข้อดี ช่วยเพิ่มกำลังผลิต 5,000 MW ลดนำเข้า LNG 8.5 แสนตันต่อปี
- โซลาร์ภาคประชาชน ใครได้ประโยชน์ ใครต้องรับภาระ?
2562 จุดเริ่มต้น ‘โซลาร์ภาคประชาชน’
แนวคิดการส่งเสริมให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านไม่ใช่เรื่องใหม่ของประเทศไทย เพราะรัฐบาลเคยผลักดันโครงการ ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ มาแล้วตั้งแต่ปี 2562 โดยเปิดให้ครัวเรือนติดตั้ง Solar Rooftop และขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้การไฟฟ้าได้ ทว่า ไม่ประสบความสำเร็จและมีคนเข้าร่วมต่ำกว่าเป้าหมาย ผ่านไป 5 ปี มียอดรับซื้อไม่ถึง 60% ของเป้าหมาย เกิดจากเงื่อนไขที่ไม่ดึงดูดใจและอุปสรรคด้านต้นทุน
กระทั่ง รัฐบาลอนุทินเดินหน้านโยบายนี้อีกครั้งด้วยมาตรการสนับสนุนที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ผ่านการอุดหนุนค่าซื้ออุปกรณ์และติดตั้งสูงสุด 50,000 บาทต่อครัวเรือน ตั้งเป้าครอบคลุม 1 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ พร้อมให้เงินสนับสนุนค่าจัดซื้ออุปกรณ์และติดตั้งสูงสุด 50,000 บาทต่อราย
เป้าหมายของโครงการไม่ใช่เพียงช่วยให้ประชาชนลดค่าไฟฟ้า ยังสามารถ
- เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
- เปิดโอกาสให้ครัวเรือนมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนได้สูงสุด 24,000 ล้านบาทต่อปี
- ประชาชนขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้การไฟฟ้าได้สูงสุด 5 กิโลวัตต์ ในอัตรารับซื้อ 2.20 บาทต่อหน่วย ระยะเวลา 20 ปี ตามเงื่อนไขโครงการ
โดยยอดขายไฟฟ้าจะนำมาหักลบกับค่าไฟฟ้าที่ใช้ หากมีส่วนต่างจากการขายไฟฟ้าเกินกว่ายอดค่าไฟฟ้า เงินส่วนที่เหลือจะถูกโอนเข้าบัญชีที่แจ้งไว้ในสัญญา
ขณะเดียวกัน โครงการยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่ให้บริการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์และขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เข้ามาร่วมรับงานติดตั้ง ซึ่งอาจช่วยสร้างรายได้และกระจายโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการในประเทศ
อย่างไรก็ตาม เมื่อโครงการมีเป้าหมายขยายการติดตั้งให้ครอบคลุมถึง 1 ล้านครัวเรือน คำถามที่ต้องพิจารณาจึงมีมากกว่าการประหยัดค่าไฟของประชาชน ตั้งแต่ความคุ้มค่าของเงินสนับสนุน เงื่อนไขหลักประกันที่ผู้รับเหมาต้องแบกรับ ไปจนถึงความพร้อมของโครงข่ายไฟฟ้าที่ต้องรองรับการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานที่กระจายอยู่ตามบ้านเรือนทั่วประเทศ
ท้ายที่สุด โครงการนี้จะช่วยให้ประชาชนและประเทศได้ประโยชน์จากพลังงานสะอาดอย่างเต็มที่เพียงใด และการลงทุนที่เกิดขึ้นจะคุ้มค่ากับต้นทุนที่ต้องใช้หรือไม่ เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องชวนกันวิเคราะห์
ชัพมนต์ จันทรพงศ์พันธุ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย (TPVA) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ในมุมผู้ประกอบการ ว่า สมาคมสนับสนุนโครงการเพราะเป็นโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมผลิตไฟฟ้าสะอาด ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐควร ‘ทบทวนเงื่อนไขหลักประกัน’ ให้มีสัดส่วนเหมาะสมกับมูลค่างานและความเสี่ยง เพื่อไม่ให้กลายเป็นภาระต่อผู้ประกอบการจนกระทบต่อความสำเร็จของโครงการ
หลักประกัน 5 หมื่นบาท สูงถึง 36% ของมูลค่างาน
ชัพมนต์ มองว่า การกำหนดมาตรฐานอุปกรณ์ งานติดตั้ง และบริการหลังการขายเป็นเรื่องจำเป็น รวมถึงการเรียกหลักประกันเพื่อคัดกรองผู้รับเหมาที่จะเข้ามาติดตั้งระบบให้ประชาชน แต่สิ่งสำคัญคือการกำหนดวงเงินหลัก ประกันต้องมีสัดส่วนเหมาะสมกับความเสี่ยงและมูลค่างาน
“หากพิจารณาจากราคากลางการติดตั้งระบบโซลาร์ที่ 140,000 บาทต่อหลังคาเรือนหรือระบบ ขณะที่กำหนดให้ผู้รับเหมาหรือผู้ให้บริการติดตั้งวางหลักประกันผู้ว่าจ้าง 50,000 บาทต่อระบบ เท่ากับคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 36% ของมูลค่างาน ซึ่งถือเป็นภาระที่สูงเกินไป”

แม้หลักประกันดังกล่าวจะสามารถคืนและนำไปหมุนเวียนใช้กับงานอื่นได้ แต่ในระหว่างรอการตรวจรับงานและการเชื่อมต่อระบบ ผู้ประกอบการยังต้องใช้วงเงินหรือหลักทรัพย์มารองรับเงินประกันดังกล่าว ส่งผลต่อสภาพคล่องและความสามารถในการรับงานพร้อมกันหลายโครงการ
นอกจากนี้ ยังมีหลักประกันอีกส่วนหนึ่งจำนวน 10,000 บาท สำหรับคุ้มครองผลงานและดูแลระบบเป็นระยะเวลา 7 ปี
“สมาคมเห็นว่าเงื่อนไขนี้ไม่ได้สูงเกินไป แต่ควรพิจารณาการคืนเงินประกันตามสัดส่วนระยะเวลาที่ผู้ประกอบการให้บริการและรับผิดชอบงานอย่างถูกต้อง แทนการกำหนดให้ต้องวางเงินไว้ตลอดระยะเวลา 7 ปี”
แนะทบทวนหลักประกันให้เหลือ 10-15% ของมูลค่างาน
สำหรับแนวทางปรับหลักเกณฑ์ให้เกิดความสมดุลระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้ประกอบการ ชัพมนต์ เสนอว่า หากอ้างอิงแนวทางการวางหลักประกันตามสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การกำหนดหลักประกันไว้ที่ประมาณ 10-15% ของมูลค่างานน่าจะมีความเหมาะสมมากกว่า
โดยอาจกำหนดให้ผู้รับเหมาวางหลักประกัน 15% ของมูลค่างานในช่วงเริ่มต้น และเมื่อดำเนินงานแล้วเสร็จ สามารถเปลี่ยนหลักประกันบางส่วน เช่น 5% ของมูลค่างาน ให้เป็นหลักประกันสำหรับคุ้มครองผลงานต่อไปอีก 7 ปี วิธีนี้จะช่วยลดภาระเงินทุนของผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันยังคงมีหลักประกันรองรับคุณภาพงานและบริการหลังการขาย
“ผมมองว่าประเด็นหลักประกันเป็นหนึ่งในเงื่อนไข สำคัญที่อาจกำหนดว่าโครงการจะเดินหน้าได้ราบรื่นเพียงใด เพราะแม้ผู้ประกอบการจะสนใจเข้าร่วมโครงการ แต่หากต้องแบกรับภาระเงินประกันในระดับสูง ก็อาจทำให้การรับงานและการขยายการติดตั้งทำได้ยากขึ้น”
ไม่ใช่แค่รายเล็ก รายใหญ่ก็ได้รับผลกระทบ
ชัพมนต์ อธิบายว่า ‘ภาระหลักประกัน’ ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็ก แต่ครอบคลุมทุกขนาดธุรกิจ เพียงแต่แต่ละรายมีความสามารถในการรองรับภาระด้านเงินทุนแตกต่างกัน
“ผู้ประกอบการรายเล็กอาจมีทีมช่างที่มีคุณภาพและมีศักยภาพในการติดตั้ง แต่มีวงเงินสินเชื่อจากธนาคารจำกัด ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดกลางซึ่งรับงานหลายโครงการพร้อมกัน ต้องบริหารเงินทุนทั้งการจัดซื้ออุปกรณ์ การจ่ายค่าแรง และการวางหลักประกันไปพร้อมกัน”
ส่วนผู้ประกอบการรายใหญ่ แม้จะมีเงินทุนและวงเงินสินเชื่อมากกว่า แต่เมื่อรับงานจำนวนมากและเปิดหน้างานติดตั้งพร้อมกันหลายแห่ง ก็ต้องใช้เงินทุนรองรับหลักประกันในระดับสูงเช่นเดียวกัน
เขายกตัวอย่างว่า ผู้ประกอบการรายเล็กอาจเปิดหน้างานพร้อมกันได้ประมาณ 10-20 แห่ง รายกลางประมาณ 20-50 แห่ง
ส่วนรายใหญ่อาจมีหน้างานพร้อมกันในระดับหลักร้อยแห่ง ดังนั้น การวางหลักประกันจึงเป็นภาระที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการทุกขนาด
หากรัฐบาลยังคงหลักเกณฑ์เดิม สิ่งที่ต้องกำหนดให้ชัดเจนคือกระบวนการวางหลักประกันต้องวางไว้กับใคร ใครเป็นผู้ตรวจรับงาน และจะคืนเงินประกันเมื่อใด เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนบริหารสภาพคล่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกหนึ่งเงื่อนไขสำคัญคือระยะเวลาการตรวจรับงานและคืนหลักประกัน โดยชัพมนต์ ระบุว่า กระบวนการดำเนินงานตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ จัดหาอุปกรณ์ ติดตั้ง ไปจนถึงการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า อาจใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือนต่อโครงการ แม้ขั้นตอนติดตั้งจริงจะใช้เวลาเพียง 2-3 วันก็ตาม
ดังนั้น หากภาครัฐและหน่วยงานการไฟฟ้าสามารถกำหนดขั้นตอนตรวจรับงานให้ชัดเจน และคืนหลักประกันได้ภายใน 7 วันตามแนวทางที่รัฐมนตรีระบุไว้จริง ก็จะช่วยให้ผู้ประกอบการบริหารเงินทุนหมุนเวียนได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขดังกล่าวต้องมีการกำหนดระยะเวลาและแนวปฏิบัติที่ชัดเจน รวมถึงต้องทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการได้ตามกรอบเวลาที่กำหนด ไม่เช่นนั้นภาระเงินทุนที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับอาจยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้
เงินกู้ 2 แสนล้านบาท ต้องลงทุนโครงข่ายไฟฟ้าควบคู่เปลี่ยนผ่านพลังงาน
นอกจากเงื่อนไขหลักประกันแล้ว อีกประเด็นที่สมาคมให้ความสำคัญคือการนำเงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก. วงเงิน 200,000 ล้านบาท มาใช้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
โดยชัพมนต์ มองว่า เป้าหมายสำคัญไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเพิ่มจำนวนครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์ แต่ต้องช่วยลดต้นทุนพลังงานของประเทศในระยะยาวด้วย
เมื่อมีระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบกระจายตัวเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ ย่อมทำให้รูปแบบการซื้อขายและการไหลเวียนของไฟฟ้าในแต่ละโครงข่ายเปลี่ยนแปลงไป จึงจำเป็นต้องลงทุนปรับปรุงระบบส่ง และระบบจำหน่ายไฟฟ้าให้รองรับพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy: RE) ที่เพิ่มขึ้น
จึงเสนอให้พิจารณาใช้เงินลงทุนปรับปรุงระบบของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ทั้งระบบส่ง ระบบจำหน่าย และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและรองรับการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานที่กระจายตัวมากขึ้น
นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) ในระดับสถานีไฟฟ้าย่อย การพัฒนาระบบควบคุมและติดตามการทำงาน (Monitoring) การยกระดับสู่ระบบ Smart Grid รวมถึงการติดตั้ง Smart Meter เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลและพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของแต่ละครัวเรือนได้แม่นยำขึ้น
เป้าหมาย 1 ล้านหลัง ต้องทยอยติดตั้ง ไม่ใช่พร้อมกันทั้งหมด
สำหรับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ชัพมนต์มองว่า โครงข่ายไฟฟ้าของประเทศไทยมีความแข็งแรงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค และการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งมีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและมาตรฐานการเชื่อมต่อระบบอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการติดตั้งโซลาร์ภาคประชาชนเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ก็จำเป็นต้องปรับปรุงระบบรองรับไปพร้อมกัน ทั้งระบบกักเก็บพลังงาน ระบบควบคุม และระบบข้อมูล เพื่อให้การบริหารจัดการไฟฟ้ามีประสิทธิภาพและรักษาเสถียรภาพของโครงข่าย
ประเมินว่า เป้าหมายติดตั้ง 1 ล้านหลัง ภายในระยะเวลา 1 ปี ไม่ได้หมายความว่าทุกระบบจะเชื่อมต่อเข้าสู่โครงข่ายพร้อมกันทั้งหมด แต่จะทยอยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณเดือนละ 80,000 หลัง จึงยังมีเวลาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานไปพร้อมกับการดำเนินโครงการ
ทั้งนี้ การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าไม่ควรรอให้การติดตั้งโซลาร์ครบ 1 ล้านหลังแล้วจึงเริ่มดำเนินการ แต่ต้องถือเป็นภารกิจสำคัญที่ทำควบคู่กันไปตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ
มองข้อดี ช่วยเพิ่มกำลังผลิต 5,000 MW ลดนำเข้า LNG 8.5 แสนตันต่อปี
อย่างไรก็ตาม ด้านประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ชัพมนต์ มองว่า แม้อุปกรณ์หลักอย่างแผงโซลาร์เซลล์และอินเวอร์เตอร์ส่วนใหญ่ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แต่การติดตั้งระบบ การจ้างงาน การจัดซื้อจัดจ้าง และบริการที่เกี่ยวข้องยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการไทยได้

หากโครงการสามารถดำเนินการได้ครบ 1 ล้านหลัง โดยติดตั้งระบบขนาด 5 กิโลวัตต์ต่อหลัง จะทำให้ประเทศไทยมีกำลังการผลิต ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นรวม 5,000 เมกะวัตต์ใน 1 ปี
ถ้าโครงการนี้สำเร็จกำลังผลิตดังกล่าวจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 6,300-7,000 ล้านหน่วยต่อปี
โดยหากคำนวณจากตัวเลขขั้นต่ำที่ 6,300 ล้านหน่วย จะเทียบเท่าการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าประมาณ 44 ล้าน MMBTU ต่อปี หรือคิดเป็นการลดการนำเข้า LNG ได้ประมาณ 850,000 ตันต่อปี
“การลดการนำเข้า LNG จะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่งพลังงาน เช่น สงครามยูเครนและสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจทำให้ราคา LNG ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับต่ำกว่า 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไปอยู่ที่ 20-30 ดอลลาร์สหรัฐฯ”
ดังนั้น หากประเทศไทยสามารถลดการนำเข้า LNG ได้เกือบ 1 ล้านตันต่อปี ก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนเชื้อเพลิง และเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
โซลาร์ภาคประชาชน ใครได้ประโยชน์ ใครต้องรับภาระ?
ท้ายที่สุด ชัพมนต์มองว่าโครงการโซลาร์ภาคประชาชนเป็นนโยบายที่มีประโยชน์ต่อประเทศ ทั้งการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าสะอาด ลดการนำเข้าพลังงาน และสร้างการจ้างงานในประเทศ แต่ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการเพียงอย่างเดียว
“โจทย์สำคัญคือการบริหารจัดการให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสม ตั้งแต่ประชาชนที่ต้องได้รับระบบติดตั้งที่มีคุณภาพ ผู้ประกอบการที่ต้องมีสภาพคล่องเพียงพอในการดำเนินงาน ไปจนถึงหน่วยงานการไฟฟ้าที่ต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน”
เพราะท้ายที่สุดแล้ว โครงการโซลาร์ภาคประชาชน 1 ล้านหลังจะสร้างประโยชน์ได้อย่างเต็มศักยภาพหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินสนับสนุน 50,000 บาทต่อครัวเรือนเท่านั้น
แต่ยังขึ้นอยู่กับการออกแบบหลักเกณฑ์ที่เป็นธรรม การคืนหลักประกันที่ตรงเวลา และการลงทุนโครงข่ายไฟฟ้าที่ต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่า โครงการนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อให้เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มนายทุนใหญ่ แต่สร้างขึ้น เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน เพิ่มโอกาสการออม ลดการใช้ไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน
ภาพ: richardjohnson, Wojciech Wrzesien / Shutterstock

