×

ตั้งหลักกันใหม่

06.03.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบสถานการณ์ความผันผวนของตลาดหุ้นและราคาสินทรัพย์โลก จากวิกฤตตะวันออกกลาง

ภาพการลงทุนเดือน กุมภาพันธ์ ถือได้ว่าเป็นเดือนที่ดีทั้งไทย ทั้งต่างประเทศ แต่ที่ดีที่สุดคือ หุ้นไทย ตลาดหุ้นเดินหน้าปรับตัวสูงขึ้นจนขึ้นไปยืนเหนือระดับ 1,500 จุด เพราะผลการเลือกตั้งที่พรรครัฐบาล หรือ ภูมิใจไทยได้จำนวน ส.ส. เป็นอันดับ 1 ตลาดหุ้นตอบรับดีมาก ผลตอบแทนตลาดเงินตลาดตราสารหนี้ก็ให้ผลตอบแทนที่ดี สอดรับกับการลดอัตราดอกเบี้ยของ กนง. ลงมาอยู่ที่ 1% และคาดว่าจะไม่มีการลดอัตราดอกเบี้ยอีกแล้วภายในปีนี้ ส่วนทองคำก็ยังคงปรับตัวสูงขึ้นได้ ดูแล้วประเทศไทยดูดีมากและมีแนวโน้มไปได้อีกยาว อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างหยุดลงภายในวันเดียว ปัจจัยเสี่ยงเพียงข้อเดียวที่นักลงทุนต่างก็เฝ้าระวังมาเป็นแรมเดือนก็ปะทุขึ้น ตามมาดูกัน

 

เช้าวันที่ 28 ก.พ. สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านทางอากาศ และอิหร่านตอบโต้ทันทีไปยังฐานทัพสหรัฐฯ หลายแห่งที่กระจายในหลายประเทศในตะวันออกกลาง ล่าสุดวันที่ 1 มี.ค. มีรายงานข่าวว่าผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิตแล้ว สถานการณ์ปัจจุบันยังมีความเปราะบางสูง โอกาสที่จะเกิดสงครามระดับภูมิภาค ณ ขณะนี้ยังเป็นไปอย่างจำกัด ราคาสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมดจะตอบสนองทางลบ แต่น้ำมันและทองคำปรับตัวขึ้นจากความเสี่ยงการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน เนื่องจากช่องแคบ Hormuz ถูกควบคุมโดยอิหร่าน ทำให้การจราจรเรือบรรทุกน้ำมันหยุดชะงักเกือบทั้งหมด ลองมองไปข้างหน้าโดยนำเหตุการณ์ในอดีตมาเปรียบเทียบ จะพบว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกจะปรับตัวลงประมาณ 1-2 สัปดาห์ ก็จะเจอจุดต่ำสุด และราคาจะกลับมาเท่าเดิมในอีก 1 – 2 สัปดาห์ กรอบ 4 สัปดาห์ นี้ อยู่บนพื้นฐานที่เป็นสงครามในวงจำกัดไม่ลุกลามไปยังภูมิภาคอื่น

 

การคาดการณ์ที่เลวร้ายที่สุด สมมุติฐานนี้เป็นการสรุปมาจากหน้าข่าวในต่างประเทศ เป็นการเรียบเรียงจากข้อมูลที่ได้จากสื่อต่างๆ ทั่วโลกมาสรุปไว้ตรงนี้นะครับ

 

กลยุทธ์ของอิหร่านจะโจมตีประเทศต่างๆ เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจให้กับกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เพื่อเร่งให้ไปบีบสหรัฐลดการโจมตีอิหร่านลง การสู้รบจะยืดเยื้อไปประมาณ 4-6 สัปดาห์ วัตถุประสงค์ของสงครามที่ต่างกันระหว่างสหรัฐฯ กับ อิสราเอล โดยสหรัฐฯ ต้องการแค่ยุติโครงการอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งต่างกับอิสราเอลที่ต้องการเปลี่ยนระบอบการปกครองของอิหร่าน ทำให้กระบวนการในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเจรจาหยุดยิง รวมไปถึงการจัดตั้งคณะเจรจาใหม่ น่าจะยืดเยื้อไปเป็น 3 – 6 เดือน เพราะไม่ใช่การหาผู้นำใหม่ แต่เป็นการเปลี่ยนระบอบการปกครอง จึงต้องให้กองทัพอิหร่านรวมถึง Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) ซึ่งเป็นหนึ่งในกองกำลังของอิหร่านยอมด้วย

 

ถ้ามองจากภาพนี้ภาวะไม่แน่นอนจะค่อนข้างยาวนานถึงระดับปี Fund flow จะไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย โดยเฉพาะสกุลเงินสหรัฐฯ น้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก การปรับตัวสูงขึ้นของน้ำมันจะกลายเป็นแรงผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง

 

มาดูกันว่าจะเป็นอย่างไรกันต่อไป ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมขออธิบายโอกาสและความเป็นไปได้ ผ่านการใช้เครื่องมือทางเทคนิค เนื่องจากว่าสถานการณ์ต่างประเทศนั้นคาดการณ์ได้ยากในขณะที่สถานการณ์ในประเทศจากการจะได้มีพรรคที่มีเสียงข้างมากเป็นรัฐบาล ถือเป็นข่าวดี งั้นขอเล่าผ่านเครื่องมือทางเทคนิค การที่ SET index มีโอกาสผ่านพ้นจุดสูงสุดของปีนี้ไปแล้วที่บริเวณ 1,540 – 1,550 จุดก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นระดับที่เกินกว่าปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้น ส่วนใหญ่จะประเมินกันไว้ที่ 1,430 จุด ดังนั้น ที่บริเวณ 1,430 จุด ถือเป็นระดับ SET index ทางเทคนิคที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ส่วนตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนรุ่นอายุ 3 – 5 ปี และ อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้น 0.1 – 0.2% แสดงว่านักลงทุนลดความเสี่ยงโดยการขายตราสารรุ่นยาวออกมา ลงทุนในตลาดเงินแทน และก็ไหลเข้าสู่เงินสกุลสหรัฐฯ เป็นเหตุผลหลักที่ค่าเงินสหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินทุกสกุลทั่วโลก ราคาทองคำกับน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ทองคำมีแรงขายทำกำไรเป็นช่วงๆ ทำให้ราคาทองทำยังไม่ทำจุดสูงสุดใหม่

 

โดยพอร์ตการลงทุน บนสมมุติฐานว่าสงครามไม่ยืดเยื้อ การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบ Hormuz คิดเป็น 20% ของโลก การจัดการแหล่งน้ำมันและการเร่งการผลิตเพิ่มเติม น่าจะช่วยลดภาวะการขาดแคลนน้ำมันไปได้บ้าง และหลังจากตลาดหุ้นหาจุดต่ำสุดได้ภายใน 1 – 2 สัปดาห์ ก็น่าจะกลับสู่ที่เดิมได้ ในอีก 2 สัปดาห์ วงจรนี้น่าจะจบได้ในหลักเดือน ดังนั้น ยังคงให้น้ำหนัการลงทุนในหุ้น 50% เป็นสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น เวียตนาม จีน และ ไทย แบ่งเท่าๆ กัน เน้นหุ้นขนาดใหญ่ หลีกเลี่ยงหุ้นขนาดเล็ก กลุ่มที่น่าสนใจเน้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานอีก 40% ไปตราสารหนี้เอกชน เน้น investment grade อายุไม่เกิน 5 ปี ที่เหลือ 10% ทอง กับ REIT

 

ภาพ: Miha Creative / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories