วันนี้ (14 กุมภาพันธ์) จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจราชการ ที่ กลุ่มเหมืองหินเขาสามง่าม อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี เพื่อติดตามการกำกับดูแลการประกอบกิจการเหมืองแร่และรับฟังแผนแม่บท (Master Plan) การทำเหมืองในภาพรวม พร้อมมอบนโยบายสำคัญในการไฟเขียว แนวทางฟื้นฟูพื้นที่หลังสิ้นสุดประทานบัตร โดยผลักดันให้พัฒนาบ่อเหมืองเดิมเป็นแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อความมั่นคงของชุมชน ควบคู่กับการยกระดับมาตรการสิ่งแวดล้อม
การลงพื้นที่ครั้งนี้มี พีรวัส สมวงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมติดตาม โดยรัฐมนตรีช่วยฯ ได้เน้นย้ำหลักการสำคัญว่า กิจการเหมืองแร่เป็นการใช้พื้นที่ในลักษณะเปลี่ยนสภาพต่อเนื่อง ดังนั้น การบริหารจัดการจึงต้องดำเนินการอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมและการรักษาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่
จ่าเอกยศสิงห์ ระบุว่า ภารกิจเร่งด่วนของกระทรวงฯ คือการกำกับให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามแผนผังโครงการอย่างเคร่งครัด และต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) โดยเฉพาะเมื่อสิ้นสุดการทำเหมืองแล้ว จะต้องฟื้นฟูสภาพพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ได้แก่
1. การพัฒนาแหล่งน้ำ: ปรับปรุงบ่อเหมืองให้เป็นอ่างเก็บน้ำหรือแก้มลิงชุมชน เพื่อรองรับน้ำฝนและใช้ประโยชน์ในการเกษตรช่วงหน้าแล้ง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาทรัพยากรน้ำให้จังหวัดในระยะยาว
2. การฟื้นฟูระบบนิเวศ: เพิ่มพื้นที่สีเขียว ปลูกป่าทดแทน และคืนสภาพธรรมชาติให้กลับมาสมบูรณ์
3. คุมเข้มมลพิษ: ต้องมีระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพ ไม่ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ และมีมาตรการลดฝุ่นละอองอย่างเข้มงวด
“ผู้ประกอบการที่มีกำไรจากการดำเนินกิจการ ไม่ควรทอดทิ้งท้องถิ่น กระทรวงพร้อมสนับสนุนผู้ที่ทำถูกต้องตามกฎหมาย และเปิดช่องทางให้หารือร่วมกันหากมีอุปสรรค เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นรูปธรรมและยั่งยืน” รัฐมนตรีช่วยฯ กล่าว
เพื่อลดข้อร้องเรียนและสร้างความเชื่อมั่นให้ชุมชน รมช.อุตสาหกรรม ได้เสนอแนวทางจัดตั้งอาสาสมัครเฝ้าระวังในพื้นที่ เพื่อร่วมตรวจสอบการประกอบกิจการให้เป็นไปตามกฎหมาย พร้อมฝาก 3 ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติให้ผู้ประกอบการร่วมดำเนินการ คือ 1. ส่งเสริมการจ้างงานคนในพื้นที่เพื่อสร้างรายได้และลดปัญหาการจราจรจากการเคลื่อนย้ายแรงงาน 2. เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อเป็นแนวกันชนลดฝุ่นและมลพิษ และ 3. สร้างความร่วมมือในกลุ่มผู้ประกอบการ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตควบคู่กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน
ด้านตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการเหมืองและโรงโม่หินในพื้นที่ ต่างขานรับนโยบายดังกล่าว โดยยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนแผนฟื้นฟูพื้นที่หลังสิ้นสุดสัมปทานให้เป็นแหล่งน้ำสาธารณะ ซึ่งจะทำให้ชุมชนเห็นประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังสะท้อนความรู้สึกขอบคุณรัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรม โดยระบุว่าพื้นที่ทำเหมืองขนาดย่อมในราชบุรีดำเนินการมากว่า 30 ปี แทบไม่เคยมีรัฐมนตรีลงมาตรวจเยี่ยมด้วยตนเอง การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญ ทำให้ภาคธุรกิจและประชาชนมั่นใจว่า ภาครัฐมีความจริงใจในการกำกับดูแลกิจการให้โปร่งใส และมุ่งเน้นประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง


