วันนี้ (14 มกราคม) รังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวภายหลังศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องในคดีที่ เบน สมิธ นักธุรกิจชาวต่างชาติ ยื่นฟ้องรังสิมันต์ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา พร้อมทั้งฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งเป็นจำนวนเงิน 100 ล้านบาท
รังสิมันต์ระบุว่า ต่อกรณีดังกล่าว ไม่ได้กังวล แต่แปลกใจ เรื่องความกังวลตอนนี้คงยังไม่มีเพราะเจอลักษณะแบบนี้มาหลายครั้ง และคงต้องเตรียมในเรื่องของการสู้คดี และเรามั่นใจในเรื่องของพยานหลักฐานเพียงแต่แปลกใจคือ ในชั้นของการไต่สวนมูลฟ้อง เห็นท่าทีของผู้รับมอบอำนาจไม่ได้มีความมั่นใจ และมีลักษณะค่อนข้างไม่สามารถยืนยันได้ว่า คนในรูปที่ตนเองอภิปรายเป็น เบน สมิธหรือไม่
“ผมจึงแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น อย่างที่เรารู้กันว่าศาลรับฟ้อง แต่ว่าไม่เป็นไร พร้อมทำหน้าที่ในการสู้คดีต่อไป และมั่นใจว่าคงต้องใช้กลไกศาลในการที่จะเรียกพยานเอกสารพยานหลักฐานต่างๆ จำนวนมาก ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ไปใช้กลไกศาลในการที่จะแสวงหาข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับเรื่องสแกมเมอร์ต่อไป” รังสิมันต์กล่าว
รังสิมันต์กล่าวด้วยว่า เรารู้อยู่แล้วว่ากระบวนการฟ้องหมิ่นประมาทเป็นไปเพื่อการปิดปาก และเราต้องไม่ยอมรับให้การปิดปากแบบนี้เกิดขึ้น แน่นอนว่าเขาพยามจะปิดปากตนเอง แต่ยืนยันว่าเราก็เดินหน้าทำหน้าที่ต่อไป และอีกด้านหนึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นบทเรียนสำหรับทุกฝ่ายเช่นเดียวกัน เพราะผู้ที่มีหน้าที่ในการผดุงความยุติธรรม ซึ่งท่าทีของทนายความที่เป็นหน้าฉากให้กับ เบน สมิธ ในเวลานี้ เขาพยายามที่จะเอากรณีที่ศาลรับฟ้องไปบอกว่า อย่ามาเอา เบน สมิธ มาเกี่ยวข้องให้เป็นในเรื่องของการเมือง เขาพยายามใช้กลไกที่จะทำให้เราไม่สามารถที่จะสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ หรือขยายผลเรื่องนี้
รังสิมันต์กล่าวต่อว่า อยากให้พี่น้องผู้สื่อข่าวช่วยกันคิดว่า ถ้าตนเองไม่พูดเรื่อง เบน สมิธ วันนี้จะมีการยึดทรัพย์หรือไม่ ถ้าตนเองไม่ทำงานกันอย่างต่อเนื่องในฐานะประธานกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ ในเวลานั้น จะมีการดำเนินการหรือการขยายผลหรือไม่ในกรณีของ เบน สมิธ และ ยิม เลียก
“ดังนั้น สิ่งที่ผู้ผดุงความยุติธรรมทั้งหลายต้องคิด คือวันนี้เขาพยายามทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งผมไม่ได้มีผลประโยชน์ขัดแย้งอะไรกับ เบน สมิธ แต่ขณะเดียวกัน ผลประโยชน์ของประเทศชาติ เงินจำนวนตั้งเท่าไหร่ที่ผ่านการฟอกเงินในประเทศไทย จะไม่รักษาจริงๆ หรือ ก็เป็นสิ่งที่อยากให้ทุกฝ่ายคิดเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ส่วนตัวไม่ได้หนักใจในเรื่องนี้ พร้อมเดินหน้าและวันที่ 26 มกราคม ก็ลุยต่อ มีส้มไม่มีเทา มีเราไม่มีแป้ง เป็นแคมเปญของเราชัดเจน ไปเจอกันที่จังหวัดพะเยาต่อ” รังสิมันต์ทิ้งท้าย


