×

เปิดแนวคิดโรงพยาบาลรามคำแหง เพิ่ม Productive แพทย์ ใช้ iPod และ iPad ดูแลผู้ป่วยแทนระบบกระดาษ

10.04.2020
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

4 mins. read
  • ‘โรงพยาบาลรามคำแหง’ เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลที่ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาทรานส์ฟอร์มการดูแลรักษาคนไข้ โดยได้นำ iPad และ iPod รวมกว่า 1,000 เครื่องมาใช้งานแทนระบบกระดาษ
  • การนำอุปกรณ์อย่าง iPad และ iPod ตลอดจนแอปพลิเคชันเข้ามาใช้งาน หลักๆ ก็เพื่อจุดประสงค์การเพิ่มความคล่องตัวในการดูแลรักษาผู้ป่วยของแพทย์และพยาบาล ลดขั้นตอนการรักษา และเพิ่มความแม่นยำในการตรวจ
  • โรงพยาบาลรามคำแหงตั้งเป้าเป็นโรงพยาบาลที่ ‘Hi-Tech’ และ ‘Hi-Touch’ กับคนไข้ ลดเวลาที่แพทย์หรือพยาบาลต้องมานั่งขีดๆ เขียนๆ คำสั่งจ่ายยา แต่เพิ่มเวลาในการดูแลรักษาคนไข้ให้ได้นานขึ้นแทน

เคยสงสัยไหมว่าตัวหนังสือกระยึกกระยือบนแผ่นกระดาษคำวินิจฉัยโรคและใบสั่งจ่ายยาของแพทย์ ที่จริงแล้วเขียนว่าอะไรกันแน่ แล้วพยาบาลหรือเภสัชกรที่ต้องประสานงานต่อใช้เวลานานแค่ไหนในการฝึกอ่านตัวหนังสือพวกนั้นให้แตกฉานจนสามารถทำงานต่อได้แบบไร้ปัญหา

 

แล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่าการทำงานของแพทย์และพยาบาลผ่าน ‘ระบบกระดาษ’ แบบเดิมๆ จะไม่ก่อให้เกิดข้อผิดพลาดและความยุ่งยากล่าช้าในการดูแลรักษาผู้ป่วย?

 

‘โรงพยาบาลรามคำแหง’ นับเป็นหนึ่งในต้นแบบโรงพยาบาลที่ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาทรานส์ฟอร์มการบริหารงาน เพื่อดูแลรักษาคนไข้ ผู้ป่วย เพิ่มประสิทธิภาพและความ Productive ของแพทย์เป็นอย่างมาก โดยปัจจุบัน พวกเขาได้นำ iPad และ iPod รวมกว่า 1,000 เครื่องมาใช้งาน

 

แต่คำถามก็คือ ทำไมต้องเป็น iPad และ iPod ด้วย? สมาร์ทดีไวซ์เหล่านี้ช่วยเพิ่ม Productivity ให้กับบุคลากรแพทย์ของโรงพยาบาลรามคำแหงได้มากน้อยแค่ไหน?

 

ทรานส์ฟอร์มโรงพยาบาลสู้ ‘Digital Disuptive’ ลดความผิดพลาด ลดขั้นตอนรักษาผู้ป่วย

โรงพยาบาลรามคำแหงเริ่มเปิดให้บริการดูแลรักษาผู้ป่วยครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2531 ถ้านับจนถึงปัจจุบันก็จะพบว่า พวกเขาได้ให้บริการผู้ป่วยมานานกว่า 32 ปีเต็มแล้ว 

 

แต่ถ้าย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นที่ทำให้โรงพยาบาลหันมาให้ความสำคัญกับด้านไอทีและนวัตกรรม เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อยกประสิทธิภาพในการทำงานของแพทย์ พยาบาลและการให้บริการผู้ป่วยนั้น ทั้งหมดเกิดจากแนวคิดของทีมผู้บริหารโรงพยาบาลที่ต้องการปรับตัวเพื่อให้โรงพยาบาลรามคำแหงสามารถแหวกว่ายฝ่าคลื่น ‘Digital Disuptive’ ได้อย่างมั่นคง

 

ปัจจุบันแนวคิดดังกล่าวได้ถูกพัฒนาออกมาในรูปแบบ ‘Patient Flow’ เพิ่มความคล่องตัวในการดูแลรักษาคนไข้ให้ได้ทันเวลา รวดเร็ว เนื่องจากทุกวินาทีล้วนแล้วแต่มีผลต่อชีวิตของคนคนหนึ่ง 

 

เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2558 ที่โรงพยาบาลรามคำแหงได้นำแอปพลิเคชัน Smart Ward เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยยกระดับการทำงานของแพทย์ (แอปพลิเคชันใช้เฉพาะโรงพยาบาลในเครือรามคำแหง) ช่วยให้สามารถดูข้อมูลของคนไข้ เช็กรายละเอียดผลตรวจเลือด ผลเอกซเรย์ ประวัติการจ่ายและสั่งยา เพื่อช่วยให้ลดความซับซ้อน เพิ่มความรวดเร็ว และ ‘เวลา’ ให้แพทย์สามารถดูแลผู้ป่วยได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

 

 

ตัวอย่างเช่น ในอดีต ขั้นตอนในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่ต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลจะมีขั้นตอนมากถึง 7 ขั้นตอน ประกอบด้วย

 

  1. แพทย์เขียนคำสั่งจ่ายยา สั่งการรักษาผ่านกระดาษ
  2. พยาบาลรับคำสั่ง 
  3. ส่งคำสั่งการรักษาและจ่ายยาต่อไปเภสัช 
  4. เภสัชรับคำสั่งจ่ายยา 
  5. ดำเนินการจัดยา 
  6. พยาบาลนำยาไปให้ในห้องผู้ป่วย 
  7. จัดเตรียมยาให้กับผู้ป่วย

 

 

แต่ทุกวันนี้เมื่อมีการนำแอปพลิเคชัน Smart Ward มาใช้งานผ่าน iPad และ iPod โมเดล Made to Order จากโรงงาน (ผลิตเพื่อใช้งานในโรงพยาบาลรามคำแหงโดยเฉพาะ) ก็ช่วยให้ขั้นตอนต่างๆ รวดเร็วมากขึ้น เพิ่มความคล่องตัวให้กับบุคลากรแพทย์ พยาบาล ลดความยุ่งยาก จนเหลือขั้นตอนการทำงานเพียง 3 ขั้นตอนเท่านั้นคือ 

 

  1. แพทย์สั่งการรักษาและจ่ายยาโดยตรงบนแอปพลิเคชัน 
  2. เภสัชรับคำสั่งแล้วให้หุ่นยนต์จัดยาให้ 
  3. พยาบาลยืนยันความถูกต้องของยาด้วยการสแกน QR Code ก่อนนำยาให้กับผู้ป่วย

 

ขณะที่ในมุมของการรับคนไข้เข้าตรวจรักษา เดิมทีที่เป็นระบบแฟ้มเอกสารข้อมูลคนไข้ โรงพยาบาลจะต้องใช้เวลานานกว่า 4 นาทีในการหาเอกสาร แต่ปัจจุบันหลังจากที่เปลี่ยนมาใช้ระบบ IT และแอปพลิเคชันแล้ว สามารถช่วยให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาพบแพทย์ได้ทันทีภายใน 1 นาที ลดระยะเวลาการเข้าตรวจได้ถึง 70%

 

ส่วนในมุมของข้อมูลความเป็นส่วนตัวผู้ใช้งานนั้น แพทย์โรงพยาบาลรามคำแหงอธิบายให้เราฟังว่า ในกรณีที่อุปกรณ์ถูกนำออกจากโรงพยาบาล ดีไวซ์นั้นๆ ก็จะหลุดออกจากระบบทันที ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยได้ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลส่วนตัวผู้ป่วย

 

 

“เราตั้งใจจะเป็นโรงพยาบาล Hi-Tech และ Hi-Touch กับคนไข้”

ความจริงแล้วการที่โรงพยาบาลรามคำแหงนำ iPod และ iPad หรือสมาร์ทแอปพลิเคชันต่างๆ เข้ามาใช้งานในการดูแลรักษาผู้ป่วย หรือการรับผู้ป่วยเข้าตรวจนั้น ไม่ใช่เพื่อแนวคิด ‘Paperless’ หรือลดการใช้งานกระดาษให้มากที่สุด ลดความผิดพลาดการรักษา เพิ่มสปีดการดูแลคนไข้เท่านั้น

 

แต่ ชัยยุทธ ตันประทุมวงษ์ IT Director โรงพยาบาลรามคำแหง บอกกับเราว่า การที่โรงพยาบาลรามคำแหงนำนวัตกรรมและระบบ IT เข้ามาประยุกต์ใช้งานอย่างจริงจังนั้น ไม่ได้ตั้งต้นจากการมองว่าจะต้องนำระบบออฟไลน์หรือกระดาษออกไป 

 

 

แต่เพราะพวกเขาตั้งใจจะเป็นโรงพยาบาลที่ ‘Hi-Tech’ และ ‘Hi-Touch’ กับคนไข้ ลดเวลาที่แพทย์หรือพยาบาลต้องมานั่งขีดๆ เขียนๆ คำสั่งจ่ายยา หรือมัวแต่ยุ่งยากกับโฟลว์งานดูแลคนไข้ที่ยุ่งเหยิง เพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับเวลาในการดูแลรักษาคนไข้ให้ได้นานขึ้นแทน

 

ปัจจุบันโรงพยาบาลรามคำแหงมีจำนวนอุปกรณ์ iPad และ iPod ที่นำเข้ามาใช้งานแทนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะรวม 1,000 เครื่องแล้ว จากเดิมที่เคยใช้งานทั้งสองอุปกรณ์ในช่วงแรกๆ รวมกันเพียง 50 เครื่อง เนื่องจากพบว่าประสิทธิภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วยทำได้ดีขึ้นจริง ขณะที่แพทย์ก็ปรับตัวได้อย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน

 

โดยมีแอปพลิเคชันที่ใช้งานเฉพาะในโรงพยาบาลจำนวน 13 แอปพลิเคชัน โดยเป้าหมายของโรงพยาบาลรามคำแหงยังตั้งเป้าจะพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ๆ ให้ออกมารองรับการใช้งานของบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยให้ได้ครอบคลุมรอบด้านมากยิ่งขึ้น

 

โดยเฉพาะในยุคที่ประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โลก 5G และการเผชิญหน้ากับโรคระบาดโควิด-19 ยิ่งโรงพยาบาลทรานส์ฟอร์มมาใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้เร็วแค่ไหน โอกาสการดูแลรักษาผู้ป่วยให้ได้เต็มประสิทธิภาพ ถูกจุด และแม่นยำก็จะมากขึ้นตามไปด้วย

หมายเหตุ: ภาพประกอบในบทความนี้ถ่ายทำก่อนเกิดเหตุโรคระบาดโควิด-19 รุนแรงในประเทศไทย

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories