×

คุยกับ ‘หมอมิ้ง’ ภารกิจพรรคเพื่อไทย ทลายกำแพงประกันสังคม เพื่อเข้าถึงสิทธิไม่น้อยกว่าบัตรทอง

16.02.2026
  • LOADING...
ภาพ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช แกนนำพรรคเพื่อไทย พร้อมข้อความ 'ภารกิจพรรคเพื่อไทย ทลายกำแพงประกันสังคม เพื่อเข้าถึงสิทธิไม่น้อยกว่าบัตรทอง'

สิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลของคนไทยที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องมี 3 กองทุนหลัก ประกอบด้วย 1) สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ เกิดขึ้นในปี 2523 ดูแลโดยกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง 2) สิทธิประกันสังคม เกิดขึ้นในปี 2533 ดูแลโดยสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน มีปลัดกระทรวงเป็นประธานคณะกรรมการหรือประธานบอร์ดโดยตำแหน่ง และ 3) สิทธิบัตรทอง หรือ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า “30 บาทรักษาทุกโรค” ดูแลโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) องค์การมหาชนภายใต้พระราชบัญญัติ เกิดขึ้นในปี 2545 ในรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่มาจากการเลือกตั้งปี 2544 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540

 

เป็นเวลา 24 ปีผ่านไป ในท่ามกลางเสียงสะท้อนจากประชาชนซึ่งเป็นผู้ป่วยที่เข้ารับบริการสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลจาก 3 กองทุนของรัฐ

 

ปรากฏว่า บัตรทอง หรือ ‘30 บาทรักษาทุกโรค’ ได้รับเสียงสะท้อนในทางบวกอย่างโดดเด่น บนหลักการบุคคลทุกคนมีสิทธิ ‘ยกเว้นที่มีสิทธิอื่นแล้ว’

 

ขณะที่ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 ซึ่งจ่ายเงินสมทบทุกเดือน กลับเผชิญข้อจำกัดที่กำหนดโดยสำนักงานประกันสังคม และกติกาที่ระบุ “ยกเว้นที่มีสิทธิอื่นแล้ว” ทำให้ผู้ประกันตนซึ่งนับเป็น “สิทธิอื่น” ไม่สามารถเข้ารับบริการจากสิทธิบัตรทองได้

 

THE STANDARD สัมภาษณ์ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช แกนนำพรรคเพื่อไทย อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หนึ่งในผู้ร่วมบุกเบิกบัตรทองในรัฐบาลพรรคไทยรักไทยตั้งแต่สมัยแรกปี 2544 และส่งผลให้พรรคไทยรักไทยได้รับการเลือกตั้งสมัยที่ 2 ในการเลือกตั้ง 2548 โดยสามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะถูกรัฐประหารในปี 2549

 

แนวคิดริเริ่มบัตรทองซึ่งมาหลังสิทธิอื่น แต่ปัจจุบันแซงหน้าสิทธิประกันสังคมและสิทธิอื่นๆ ของรัฐด้านการรักษาพยาบาลไปแล้ว

 

นพ.พรหมินทร์: ทีมคนรุ่นพวกผม เช่น คุณหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ คุณหมอวิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร ท่านเป็นผู้ที่สนใจในเรื่องบัญชีและเป็นนักเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข health financing คือการบริหาร จึงได้ทำตัวเลขออกมาชุดหนึ่งให้เห็นว่างบประมาณภาครัฐที่ใช้จ่ายทั้งหมดเป็นอย่างไรบ้าง แล้วคำนวณว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวต่อคนประมาณเท่าไหร่ หลังจากนั้นก็เปลี่ยนวิธีคิด

 

การมีบัตรทอง สามสิบบาทรักษาทุกโรค คือการเปลี่ยนวิธีคิด จากก่อนหน้านั้นรัฐจัดสรรงบประมาณตามขนาดโรงพยาบาล ถ้าขนาดใหญ่ได้เงินจำนวนมาก ถ้าขนาดเล็กได้เงินจำนวนน้อย แต่ละโรงพยาบาลก็ของบประมาณตามที่ขอได้ และได้รับการพิจารณาเป็นครั้งๆ ไม่ได้นับรายหัวประชากรที่แต่ละโรงพยาบาลต้องดูแล แล้วแต่ใครวิ่งได้ก็ได้งบประมาณ

 

ตอนนั้นมีปัญหามาก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือพื้นที่ห่างไกล คนก็ไม่อยากไปทำงาน หมอก็ไม่อยากไป ทรัพยากรก็จำนวนน้อย

 

บัตรทองเปลี่ยนไปเป็นรัฐจัดสรรงบประมาณโดยนับต่อหัวประชากรที่โรงพยาบาลต้องดูแล จึงเป็นการสลับข้างกันใหม่ ทำให้ภาคอีสานหรือภาคชนบทได้ทรัพยากรเพิ่มขึ้น เพราะมีประชากรจำนวนมาก งบประมาณนับตามจำนวนต่อหัวที่โรงพยาบาลต้องดูแล จึงได้งบประมาณเพิ่มขึ้น แทนที่จะไปกระจุกกันแต่บางโรงพยาบาล

 

บัตรทองจึงเป็นการจัดระบบใหม่ในตอนนั้น หลังจากนั้นก็มีฝ่ายต่อต้านโจมตีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเราก็ต้องค่อยๆ ทำความเข้าใจ จนขณะนี้อยู่ตัวแล้ว อยู่ตัวในระดับหนึ่ง มีวิธีการเบิกจ่ายที่ต้องตกลงกันตลอดเวลาเป็นเรื่องปกติ โลกไม่ได้หยุดนิ่ง นี่คือเรื่องบัตรทองสามสิบบาทรักษาทุกโรค

 

นำตัวเลขมาพิจารณาดูว่างบประมาณเหล่านี้ควรจะรักษาอะไรบ้างเป็นพื้นฐาน จะใช้ยาอะไรเป็นพื้นฐาน สำหรับโรคที่ค่ารักษาสูงๆ ก็ค่อยๆ ขยับ เช่น จากเดิมไม่มีการเบิกค่าล้างไต ต่อมาจนถึงปัจจุบันเบิกค่าล้างไตได้

 

ส่วนการรักษามะเร็ง ล่าสุดถึงขนาดว่าให้มีงบประมาณส่วนหนึ่งไว้สำหรับวิธีการรักษาที่ไฮเทค

 

คุณหมอวิโรจน์ผู้บุกเบิกมาพร้อมคุณหมอสงวน คุณหมอวิโรจน์เรียนจบจากอังกฤษ แล้วปัจจุบันทำงานช่วยองค์การอนามัยโลก World Health Organization (WHO) ในหลายเรื่อง

 

นอกจากนั้นก็มีคุณหมอจเด็จ ธรรมธัชอารี ซึ่งเป็นคนรุ่นหลังที่เข้ามาร่วมด้วยตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของบัตรทอง ปัจจุบันคุณหมอจเด็จเป็นเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

 

ระหว่างที่ผมเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หลังการเลือกตั้งปี 2566 ผมเคยคุยกับหมอจเด็จ ว่า มีเงินจำนวนหนึ่งเบิกได้ถึงขั้นใช้ Proton ในการรักษามะเร็ง เพราะฉะนั้น ใครที่มีความจำเป็นต้องรักษาแบบนั้น ก็ไปรับการรักษาในหมวดนั้น

 

เป็นไปได้อย่างไรที่คนใช้สิทธิประกันสังคมไม่สามารถใช้สิทธิบัตรทองได้

 

นพ.พรหมินทร์: เพราะเงินคนละส่วนกัน เพราะฉะนั้นเราต้องมาทลายกำแพงตรงนี้ มีปัญหามาตั้งแต่ยี่สิบปีที่แล้ว มีอาจารย์โรงเรียนแพทย์ซึ่งเป็นอาจารย์ที่เก่งมากขณะนั้นเป็นข้าราชการ

 

คุณพ่อของอาจารย์ท่านนี้เป็นผู้ประกันตนกับสำนักงานประกันสังคม ท่านป่วย แล้วประกันสังคมบอกว่าคุณพ่อของอาจารย์แพทย์ท่านนี้ต้องเบิกประกันสังคมก่อน ไม่สามารถใช้สิทธิข้าราชการของบุตรชายไปเบิกค่ารักษาพยาบาลให้คุณพ่อได้ทันที ปัญหาแบบนี้ก็เคยมี เรื่องเหล่านี้เป็นกฎที่มนุษย์เขียนขึ้น

 

กรณีนี้เป็นเรื่องการเบิกจาก ‘สิทธิข้าราชการ’ กับ ‘สิทธิประกันสังคม’ คือ ลูกเป็นข้าราชการเป็นอาจารย์หมอที่เก่งมาก ส่วนคุณพ่อเป็นผู้ประกันตนที่สำนักงานประกันสังคมต้องดูแล ปรากฏว่าลูกต้องการใช้สิทธิข้าราชการเบิกให้คุณพ่อ แต่ได้รับคำตอบจากประกันสังคมว่าคุณพ่อต้องเบิกประกันสังคมให้ครบก่อน นี่เป็นตัวอย่าง

 

ผมว่าถ้าคุยจากหลักใหญ่ก่อน แล้วแก้ปัญหาอย่างยืดหยุ่นก็จะสามารถดูแลได้ครอบคลุม ขจัดความลักลั่นได้

 

กองทุนที่มีมาก่อนบัตรทอง (ข้าราชการกับประกันสังคม) ยังขาดการคุยในรายละเอียด บางครั้งบริหารกฎมากกว่าบริหารงาน

 

ในทางตรงกันข้ามเมื่อไม่กี่วันก่อน คุณหมอคนหนึ่งมีสิทธิเบิกราชการด้วย แต่เนื่องจากวันที่เข้าโรงพยาบาลลูกยังไม่บรรจุรับราชการ คุณหมอไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มีสิทธิบัตรทอง สามสิบบาทรักษาทุกโรค รักษามะเร็งและตัดต่อลำไส้ใหม่ เขาไม่ต้องจ่ายตังค์เลย เพราะว่า สามสิบบาทรักษาทุกโรคครอบคลุมการรักษา และ ‘สามสิบบาทรักษาทุกที่’ ทำให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยได้ด้วย เคสนี้ต้องส่งโรงเรียนแพทย์เพราะต้องรักษาขั้นสูง เขาเป็นเพื่อนผม เพิ่งมาเล่าให้ผมฟังว่าไม่เสียตังค์เลย เพราะใช้สิทธิสามสิบบาท เขาก็มาชมนโยบายนี้

 

ทางออกที่ควรจะเป็น

 

นพ.พรหมินทร์: ผมว่าขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ ที่เล่ามาเป็นการทำให้คลี่คลาย คือทำให้สิทธิใกล้เคียงกัน โดยจัดวิธีบริหารเท่านั้นเอง ไม่ต้องแก้กติกาเพราะยากมาก เพียงแต่ให้กองทุนประกันสังคมมาซื้อบริการเฉพาะสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลจากสปสช. ซึ่งดูแลบัตรทองอยู่แล้ว ก็จะเท่าเทียมกัน แล้วตกลงกันจัดสรรใช้เงินจำนวนแค่ไหนอย่างไร ใช้จ่ายอย่างไร ความครอบคลุมอะไร ประกันสังคมอยากได้แบบไหน เป็นเรื่องที่สามารถตกลงกันได้โดยไม่ต้องแก้กติกา

 

ถ้าย้อนอดีตไปสมัยพรรคไทยรักไทยริเริ่มบุกเบิกบัตรทอง สามสิบบาทรักษาทุกโรค เหตุใดตอนนั้นไม่รวมเอาสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลนี้ให้แก่ผู้ประกันตนและสิทธิอื่นๆ รวมอยู่ในบัตรทองด้วย

 

นพ.พรหมินทร์: ขอให้เข้าใจว่า แต่ละกองทุนมีพัฒนาการของตัวเอง สำหรับ 3 กองทุนหลัก ต้องคุยกันเพื่อแก้ปัญหา โดยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยหลังการเลือกตั้ง 2566 ได้เริ่มทำไปแล้ว แต่เวลาของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยสั้นมาก

 

ย้อนอดีตเพื่อทำความเข้าใจ กองทุนข้าราชการเกิดขึ้นปี 2523, ต่อมากองทุนประกันสังคมเกิดขึ้นปี 2533 สมัยนั้นก็เป็นของใหม่พร้อมกับอีกเรื่องคือเรื่องลิขสิทธิ์ที่เป็นเรื่องใหม่ ผมจำได้สมัยนั้นผมยังรับราชการอยู่

 

ส่วนสามสิบบาทรักษาทุกโรคหรือบัตรทอง มายุครัฐบาลพรรคไทยรักไทยซึ่งมาจากการเลือกตั้งปี 2544

 

เมื่อปี 2544 ในขณะนั้นเรากำลังสร้างของใหม่ ไม่ใช่ละเลยผู้มีสิทธิในกองทุนอื่น แต่บังเอิญกองทุนที่มีมาก่อนก็แยกกันบริหาร เรามองว่าเขามีกฎระเบียบของเขาอยู่แล้ว

 

ต่อมาเราก็พัฒนาบัตรทอง พอพัฒนามาเรื่อยๆ กลายเป็นบริการด้านการรักษาพยาบาลของบัตรทองบางเรื่องดีกว่าสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลของกองทุนอื่นๆ

 

นอกจากนั้นพบว่าการเบิกจ่ายระหว่าง 3 กองทุน ไม่เท่ากัน เช่น ค่าผ่าตัดไส้ติ่ง แต่ละกองทุนเบิกไม่เท่ากัน เรื่องเหล่านี้มีรายละเอียดมาก

 

พรรคเพื่อไทยไม่ได้เพิ่งพูดเรื่องประกันสังคม

 

นพ.พรหมินทร์: เรื่องนี้พรรคเพื่อไทยถูกหาว่า ‘ทำไมมาพูดทีหลัง’ ซึ่งไม่จริง เพราะมีเรื่องใหม่เพิ่งเกิด เรามีจุดยืนของเรา ไม่ใช่เรื่องนโยบายใหม่ แต่เป็นหลักการในการบริหาร ส่วนนโยบายเรื่องต่างๆ พรรคเพื่อไทยมีเยอะแยะ

 

วันนี้ที่ประกันสังคมกลับมามีประเด็นอีกครั้ง เนื่องจากมีปัญหาว่า คนจะไปเปลี่ยนกติกาการเลือกบอร์ดประกันสังคม ปัญหาจึงโผล่มา ไม่งั้นสังคมวงกว้างก็ไม่รู้ว่ามีปัญหาอะไร จะบอกว่าเราไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าก็ไม่ใช่ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมาในแต่ละยุคแต่ละสมัย มีความแตกต่างกัน

 

รอบนี้เริ่มต้นจากภายในสำนักงานประกันสังคม จะไปเปลี่ยนกติกา การเลือกบอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้าง จึงลามไปเรื่องอื่นๆ มาเจอแอปพลิเคชั่นล่ม เว็บไซต์ล่มเป็นเดือนๆ ยิ่งไปกันใหญ่

 

รวมถึงประสิทธิภาพการบริหารในการดูแลผู้ประกันตนก็ถูกเปรียบเทียบกับสิทธิบัตรทอง นอกจากนั้นมีปัญหาความโปร่งใสในการลงทุน ซึ่งถ้าไม่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจก็ควรให้มืออาชีพมารับผิดชอบดูแล

 

ประเด็นเรื่องการเลือกตั้งบอร์ดฝ่ายลูกจ้าง หลักการของเราคือเห็นว่า ผู้ประกันตน 1 คนควรมีสิทธิเลือกตัวแทนเข้าไปเป็นบอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้างได้ครบทั้ง 7 คน ตามสิทธิของเขาไม่ใช่เลือกได้คนเดียว

 

ประกันสังคมขณะนี้บริหารสิทธิประโยชน์หลายเรื่องโดยสำนักงานเดียว เช่น สิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาล กับ สิทธิประโยชน์เงินบำเหน็จบำนาญ การบริหารต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละเรื่อง เช่น เรื่องบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ก็จะมีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ดูแลเรื่องเดียวคือ ทำเงินก้อนนี้ให้มีประโยชน์เพียงพอกับการดูแล เขาอาจจะดูเรื่องการนำเงินไปลงทุน ไม่ต้องมาดูแลสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาล ส่วนสิทธิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ผู้ดูแลคือกรมบัญชีกลาง ส่วนบัตรทอง ผู้ดูแลคือ สปสช.

 

แต่ประกันสังคมดูหลายเรื่องหลายสิทธิประโยชน์ ซึ่งต้องใช้ความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน การจะแก้ปัญหาอะไรต้องเข้าใจรากฐานปัญหาก่อน เมื่อเราเจอปัญหาก็หาทางออก เพราะหากย้อนอดีตต้องเข้าใจเงื่อนไขในอดีตด้วยว่าอาจจะยังไม่มีหลายเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลัง เช่น ในอดีตผู้ประกันตนก็มีจำนวนน้อย

 

ส่วนปัจจุบันจำนวนผู้ประกันตนมีเยอะ เมื่อมีคนพูดถึงตัวเลข “งบฯ 10%” ก็ต้องเข้าใจด้วยว่า 10% จากจำนวนที่น้อย กับ 10% ของจำนวนที่เยอะมากกว่าในอดีตแล้ว ควรจะปรับการบริหารอย่างไร เป็นต้น

 

ตอนทำบัตรทอง น่าจะยากกว่าประกันสังคม แต่พรรคไทยรักไทยก็ทำสำเร็จมาแล้ว

 

นพ.พรหมินทร์: งานสร้างกับงานแก้ มีความแตกต่างกัน สมัยนั้นประกันสังคมยังไม่มีปัญหาที่ปรากฏขึ้นอย่างทุกวันนี้ เมื่อวันนี้มีปัญหาให้เห็น ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ควรแก้ไข และแน่นอนพรรคเพื่อไทยมีทางออก

 

ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล จะแก้ปัญหาประกันสังคมอย่างไร

 

นพ.พรหมินทร์: สิ่งที่เกิดขึ้น จุดยืนเราชัด จากปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้ เรามีจุดยืน 6-7 ข้อที่ประกาศไปแล้ว เรื่องสำคัญคือ ผู้ประกันตน 1 คนควรมีสิทธิเลือกตัวแทนเข้าไปเป็นบอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้างได้ครบทั้ง 7 คน เพราะเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย คือเป็นแบบที่เคยเลือกตั้งมาก่อนหน้านี้

 

ข้อ 2 เรื่องกองทุน ต้องบริหารโดยมืออาชีพ

 

ข้อ 3 เนื่องจากเจ้าของเงินมี 3 ฝ่าย (ลูกจ้าง/นายจ้าง/รัฐบาล) แต่เป้าหมายคือบริหารให้ผู้ประกันตนทั้งสิ้น ทั้งหมดคือประโยชน์ของผู้ประกันตน เมื่อ 3 ฝ่ายเข้ามา โดยหลักต้องสามารถเลือกประธานบอร์ด จาก 21 คนในบอร์ด 3 ฝ่ายนั้น ไม่ใช่ประธานบอร์ดเป็นโดยตำแหน่งปลัดกระทรวงแรงงาน

 

นี่คือข้อเสนอของเรา

 

อีกเรื่องสำคัญคือสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนด้านการรักษาพยาบาล ปัจจุบันพบว่าบางเรื่องในสิทธิประโยชน์นี้กลับด้อยกว่าการรักษาพยาบาลของสิทธิบัตรทอง

 

การแก้ปัญหา เราเสนอว่าให้มีการตกลงกันซื้อบริการเดียวกันจาก สปสช. โดย ประกันสังคมจะเพิ่มอะไรให้ผู้ประกันตน ก็สามารถทำได้ เพื่อให้แตกต่างจากบัตรทอง

 

ในฐานะสปสช. เชี่ยวชาญการให้บริการสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาล ใช่หรือไม่

 

นพ.พรหมินทร์: เพราะสปสช.มีการพัฒนาไปเรื่อยๆ เมื่อพัฒนาไปแล้วอาจจะไม่เท่ากันกับประกันสังคม อย่างที่ศ.นพ.ชวลิต เลิศบุษยานุกูล แพทย์รังสีรักษา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ท่านให้ความเห็นว่า การรักษามะเร็งของสปสช. (บัตรทอง) ดีกว่าประกันสังคม เป็นต้น

 

ดังนั้น ถ้าเป็นอย่างนี้ เพื่อให้มีความเท่ากันก่อน ก็ให้ประกันสังคมมาซื้อบริการจากสปสช.

 

ปัจจุบันสปสช. ได้รับงบประมาณซื้อบริการประกันสุขภาพให้กับประชาชนที่อยู่นอกสิทธิประกันสังคมกับข้าราชการ

 

ดังนั้น ให้ประกันสังคมมาขอซื้อบริการจากสปสช. นั่นเป็นหลักที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเรากำลังดำเนินการอยู่ มีการหารือแล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการ ยังไม่ลงตัว ก็บังเอิญมีการเปลี่ยนรัฐบาลเสียก่อน รัฐบาลหลังจากนั้นไม่ใช่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย

 

ส่วนค่าใช้จ่ายต่อหัวของผู้ประกันตน ก็มาตกลงกันว่าควรจะเป็นอย่างไร เจ็บป่วยเท่าไหร่ซึ่งสามารถดูได้จากตัวเลขสถิติการเจ็บป่วยและค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้วมาต่อรองกัน

 

ต้องเข้าใจว่า พรรคเพื่อไทยเราไม่ได้อยู่ในรัฐบาลมานาน ตอนเราเป็นรัฐบาลอีกครั้งหลังเลือกตั้งปี 2566 ได้พยายามดำเนินการที่พยายามจะเอาเรื่องเหล่านี้มาจัดการร่วมกัน โดยคุณพิชัย ชุณหวชิร ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้สั่งกรมบัญชีกลางพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ของข้าราชการ เพื่อดูแลเรื่องนี้ คุณพิชัยดูแลรับผิดชอบสิทธิประโยชน์ของข้าราชการ

 

ขณะเดียวกัน ผมเองก็คุยกับท่านเลขาธิการสปสช. ว่า ปัญหานี้ค้างคามานาน มีคนบอกว่าผู้ประกันตนได้รับสิทธิด้อยกว่าผู้มีสิทธิบัตรทองของสปสช.

 

ผมจึงเชิญคุณหมอจเด็จ เลขาธิการสปสช. มาหารือแนวทางของผม และได้คุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ณ วันนั้น คือ คุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ เพื่อหารือกันว่า จะเอามารวมกันอย่างไร โดยหลักการ ถ้าให้เท่ากันหรือไม่น้อยไปกว่ากัน ง่ายนิดเดียว

 

หลักการสำคัญคือว่า เนื่องจากว่าผู้ประกันตน ขณะนี้มีเงินกองทุนที่ดูแลเรื่องการรักษาพยาบาลอยู่แล้ว จาก 7 สิทธิประโยชน์ (กรณีชราภาพ/ กรณีสงเคราะห์บุตร/ กรณีเจ็บป่วย/ กรณีตาย/กรณีทุพพลภาพ/ กรณีคลอดบุตร/กรณีว่างงาน เฉพาะ ม.33)

 

ผมได้คุยกันหารือกันว่า ซื้อบริการเดียวกันจากสปสช.บัตรทอง เป็นความริเริ่มที่จะบริหาร แทนที่จะต่างคนต่างบริหาร แล้วในที่สุดไม่เท่ากันแบบนี้ ถ้าประกันสังคมจัดสรรโดยมาซื้อบริการจาก สปสช. ด้วยเงินจำนวนหนึ่งซึ่งยังไม่รู้ว่าเท่าไหร่เพราะประกันสังคมมีหลายหมวด ก็จะทำให้ผู้ประกันตนได้รับบริการพื้นฐานเดียวกัน มีไม่น้อยไปกว่าบัตรทอง

 

รูปธรรมที่พรรคเพื่อไทยคิดเรื่องการประกันสุขภาพจากรัฐ ทั้ง 3 กองทุน (ข้าราชการ-ประกันสังคม-บัตรทอง) คือจะทำอย่างไร

 

นพ.พรหมินทร์: เทียบเคียงกันครับ คือ พื้นฐานจริงๆ ทุกคนควรจะได้รับการดูแลเหมือนกันเรื่องหลักประกันสุขภาพ นั่นคือประชาชนส่วนใหญ่ได้รับแล้วขณะนี้คือบัตรทอง ที่ดูแลโดยสปสช. เป็นฐานอยู่แล้ว

 

ส่วนประกันสังคมจะไปเพิ่มอะไรให้ผู้ประกันตน เพราะผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 ทุกคนจ่ายค่าพรีเมียมมาด้วย ก็ให้ทางประกันสังคมและสปสช. ไปคุยกันว่า ประกันสังคมอยากได้อะไรที่แตกต่าง

 

ส่วนข้าราชการก็เช่นกัน สิทธิประโยชน์ต่างๆ ก็คงต้องมาเทียบเคียงกันดูว่าเขาควรได้อะไร เพราะข้าราชการก็ต่างจากสิทธิอื่นอีก ข้าราชการมีสิทธิประโยชน์ไปถึงเรื่องครอบครัว คู่สมรส บิดามารดา บุตร เพราะฉะนั้น ข้าราชการก็อีกหมวดหนึ่ง ซึ่งต้องมาเทียบเคียง

 

ตอนนั้นท่านอธิบดีกรมบัญชีกลาง แพตริเซีย มงคลวนิช ก็มาช่วยกันทำงานช่วงปลายรัฐบาลพรรคเพื่อไทยช่วงที่ผ่านมา เพราะกรมบัญชีกลางครอบคลุมค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ควรกำหนดกติกาอย่างไร อันนี้มีรายละเอียดจำนวนมาก ต้องทำงานด้วยกัน ท่านอธิบดีก็บอกกำลังทำอยู่

 

หากย้อนกลับไปปี 2544 รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ทำไมทำแต่บัตรทอง ไม่ได้รวมเรื่องประกันสังคมกับข้าราชการเข้ามาด้วย

 

นพ.พรหมินทร์: ขณะนั้น 2 กลุ่มนี้คือข้าราชการกับประกันสังคม มีสิทธิของตัวเองอยู่แล้ว เราจึงดูแลเฉพาะกลุ่มที่เหลือ ที่ไม่ได้อยู่ในสิทธิใด ก็ต้องมาจัดการพอสมควรอยู่แล้วเรื่องงบประมาณต่างๆ

 

ถ้าหากจัดการตั้งแต่แรกโดยนำมาปนกันจะเกิดความวุ่นวาย ดังนั้นจึงแยกส่วนที่ยังไม่อยู่ในสิทธิใด ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ที่เราดูแลชัดเจน

 

เมื่อเวลาผ่านไป ในที่สุดก็เริ่มมีเรื่องแตกต่างกันเรื่อยๆ ซึ่งเราต้องมาปรับกันใหม่

 

พรรคไทยรักไทยผลักดันจนทำให้บัตรทองเกิดขึ้นจริง แต่พรรคถูกวิจารณ์อย่างไรในช่วงเริ่มต้น

 

นพ.พรหมินทร์: สโลแกนที่เราใช้ คือ “สามสิบบาทรักษาทุกโรค” แต่ถูกสบประมาทว่า “สามสิบบาทตายทุกโรค” ขณะที่เราเป็นรัฐบาลแล้วกำลังดำเนินการก็จะถูกสบประมาทแบบนี้ โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองอื่นที่เขาไม่เห็นด้วยกับเรา เขาก็มีข้อครหาต่างๆ

 

เมื่อไหร่ที่มีความคิดริเริ่มใหม่ๆ ก็จะมีคนออกมาคัดค้าน สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ปี 2569 ก็เช่นกัน นโยบายที่เราออกมาใหม่ๆ ก็จะมีเสียงออกมาคัดค้าน แต่ในที่สุดมันจะได้รับการพิสูจน์เสมอ

 

การสร้างความวิตกกังวลว่าโครงการบัตรทองจะทำให้โรงพยาบาลเจ๊ง ขณะที่ความเป็นจริงจะเจ๊งได้อย่างไรในเมื่อมีงบประมาณจัดสรรทุกปีสำหรับประชากรทุกคนที่ไม่ได้อยู่ในสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลของกองทุนอื่น

 

นพ.พรหมินทร์: อันนี้ผมก็ได้ยินมาตลอดและพยายามเข้าไปดูแล เนื่องจากผมเคยเป็นผู้บริหารโรงพยาบาลมาก่อน ถ้าสมมติมีงบประมาณมา ก็ขึ้นอยู่กับการบริหารว่าบริหารจัดการแล้วผลออกมาเป็นอย่างไรบ้าง ที่จริงโรงพยาบาลต่างๆ มีเงินบำรุงเหลืออยู่มากมายแม้ไม่ถึง 100% บางที่จำนวนประชาชนน้อย ก็อาจจะมีปัญหาการเงินขัดสน แต่ส่วนใหญ่ในภาพรวม เมื่อเอาเงินบำรุงมารวมกันจะเป็นจำนวนเงินหลายหมื่นล้าน ซึ่งกรมบัญชีกลางมีตัวเลขอยู่

 

เงินบำรุงหมายถึงว่าเราเอางบประมาณที่จัดไปแล้ว เหลืออยู่ที่โรงพยายาบาลรัฐทั้งประเทศ หลายหมื่นล้านบาท ประมาณ 6-7 หมื่นล้านบาทจากโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ

 

บางแห่งก็มีปัญหา ซึ่งเป็นไปได้จริง แต่ต้องแยกว่า ปัญหาเกิดเนื่องจากการบริหาร หรือมีปัญหาเรื่องการขาดแคลนจริงๆ ซึ่งเรื่องนี้ต้องแก้เป็นจุดๆ

 

สมัยก่อนนี้มีบางโรงพยาบาลที่แพทย์ขยันทำงาน แต่มีประชากรตรงนั้นจำนวนน้อย แพทย์จึงทำเกิน ด้วยความขยันบวกกับไม่ได้ดูแลเรื่องบัญชี ผู้ตรวจของกระทรวงสาธารณสุขจึงเข้าไปช่วยดูแล แล้วไปแก้ปัญหาตรงนั้น อันนี้เป็นเรื่องปกติของการบริหาร

 

หลักคิดต่อการดูแลรักษาชีวิตประชาชน

 

นพ.พรหมินทร์: ในฐานะพรรคการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อไปดูแลผลประโยชน์ของสังคม ผมว่าสิทธิขั้นพื้นฐานจะต้องมีในสังคมที่อยู่ด้วยกัน แม้รายได้แต่ละคนไม่เท่ากัน

 

เพราะฉะนั้นจึงมีระบบที่เรียกว่าภาษี ภาษีคือเก็บจากคนที่มี เพื่อมาใช้จ่ายดูแลทั้งการพัฒนาประเทศไปข้างหน้า และส่วนหนึ่งดูแลคนที่ยังขาด เป็นปรัชญาที่มาของคำว่าภาษี

 

ภาษีไม่ได้เก็บเพื่อมาดูแลเฉพาะคนจ่ายภาษีเท่านั้น แต่ภาษีเก็บเพื่อนำมาใช้จ่ายให้กับส่วนรวม ภาษีเป็น 1 ในตัวเชื่อม เพื่อให้รัฐดูแลโครงสร้างพื้นฐาน ถนนหนทางต่างๆ สร้างความสะดวกต่างๆ ให้ประชาชนทั่วไป และถ้าใครขาดก็ต้องเติม ดังนั้น รัฐต้องดูแลคนส่วนที่ด้อยโอกาสกว่าด้วยเสมอ

 

สมมติเด็กที่เกิดมาจน แต่ในที่สุดเขาสามารถประสบความสำเร็จได้ ถ้าได้รับการดูแล ได้รับโอกาส ได้รับการศึกษา เขาสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้ถ้ามีโอกาส เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่า เขาไม่ควรต้องได้รับการดูแล

 

บนโลกนี้จึงได้มีกำหนดเรื่อง ‘เส้นความยากจน’

 

ในประเทศไทยเองสภาพัฒน์ก็กำหนดเส้นความยากจนเป็นอย่างไร สำหรับคนที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีกิน มีใช้ มีที่นอน มีปัจจัย 4 ครบ คนนั้นควรมีรายได้ต่อหัวต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 3,078 บาท นั่นคือที่มา ที่พรรคเพื่อไทยเสนอ คนไทยไร้จน เพื่อดูแลคนกลุ่มเหล่านี้

 

กลุ่มที่ต่ำกว่าเส้นความยากจนซึ่งมีถึง 3.4 ล้านคน เราพยายามหาตัวตน จ่ายให้เขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เพื่อให้พลังทางเศรษฐกิจขับเคลื่อนไปได้อย่างเต็มที่ เป็นหน้าที่ของรัฐต้องดูแลทุกคนให้เสมอภาคเท่าเทียมกัน หลักการนี้ก็มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising