×

ตำรวจแถลงชุมนุม #ม็อบ18กรกฎา จับกุมแล้ว 13 ราย เตรียมดำเนินคดีเพิ่ม หลังใช้กระสุนยาง-แก๊สน้ำตาสกัด

โดย THE STANDARD TEAM
19.07.2021
ม็อบ18กรกฎา

วานนี้ (18 กรกฎาคม) เมื่อเวลา 21.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต. ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) และโฆษก บช.น., พล.ต.ต. ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โฆษก ตร.) และ พ.ต.อ. กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. ร่วมแถลงข่าวสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุมเยาวชนปลดแอกเมื่อช่วงเย็นวันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

 

พล.ต.ต. ยิ่งยศ กล่าวว่า การชุมนุมในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ การดำเนินการของตำรวจมีการใช้กำลังจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล 14 กองร้อย จากกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน 4 กองร้อย โดยกฎหมายที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เป็นหลักคือ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 คือห้ามการจัดกิจกรรมรวมกลุ่มของคนที่มีคนรวมกันมากกว่า 5 คน ด้วยเหตุผลนี้การแจ้งการชุมนุมตาม พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ คงไม่สามารถนำมาใช้ในห้วงเวลานี้ได้ ด้วยเหตุผลในการยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด

 

การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งแต่เริ่มดำเนินการจนสิ้นสุด เป็นไปตามขั้นตอนการควบคุมฝูงชนตามกฎหมายและตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทั้งในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายขั้นต้นพร้อมไปกับการระงับยับยั้งฝูงชนไม่ให้ทำลายทรัพย์สินของทางราชการและสถานที่ราชการ

 

ด้าน พล.ต.ต. ปิยะ กล่าวว่า กรณีที่มีการนัดหมายชุมนุมของกลุ่มราษฎร, กลุ่มเยาวชนปลดแอก (Free Youth) และกลุ่มภาคีเครือข่ายแนวร่วมต่างๆ #ม็อบ18กรกฎา ในวันที่ 18 กรกฎาคม โดยเริ่มมีการชุมนุมตั้งแต่เวลา 10.00 น. จนกระทั่งเวลา 12.20 น. กลุ่มเยาวชนปลดแอกได้มีการตั้งรถเครื่องเสียงและมีการรวมตัวกัน เวลา 13.00 น. ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาล (สน.) สำราญราษฎร์ ได้ประกาศให้กลุ่มผู้ชุมนุมยุติการชุมนุมเนื่องจากการชุมนุมดังกล่าวเป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย เวลา 13.10 น. กลุ่มมวลชนได้รวมตัวกันบริเวณผิวจราจร จากนั้นได้นำรถยนต์และรถจักรยานยนต์ปิดการจราจรบริเวณถนนราชดำเนิน และมีการตั้งขบวนเพื่อเดินทางไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาล เวลา 13.50 น. กลุ่มมวลชนเริ่มออกเดินขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและมาหยุดที่บริเวณแยกผ่านฟ้า เวลา 15.30 น. ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาล (สน.) นางเลิ้ง ได้ประกาศเตือนกลุ่มผู้ชุมนุมให้ยุติการดำเนินกิจกรรม

 

เวลา 15.40 น. กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มมีการขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่และทำลายทรัพย์สินของทางราชการ จากนั้นได้มีการจุดพลุไฟและเผาสิ่งต่างๆ บริเวณรอบสะพานผ่านฟ้า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประกาศเตือนกลุ่มผู้ชุมนุมอีกครั้งแต่กลุ่มผู้ชุมนุมไม่ปฏิบัติตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจมีความจำเป็นที่จะใช้การฉีดน้ำ แก๊สน้ำตา และกระสุนยางกับกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อป้องกันการเสียหายที่อาจจะลุกลามได้มากกว่านี้ ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมยุติการกระทำชั่วคราวก่อนเคลื่อนขบวนไปรวมตัวกันยังสะพานชมัยมรุเชษฐ์ โดยใช้เส้นทางถนนนครสวรรค์เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนพิษณุโลกและหยุดรวมตัวกันบริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชษฐ์

 

เวลา 17.09 น. อานนท์ นำภา ได้ประกาศให้กลุ่มมวลชนไปรวมตัวกันที่เชิงสะพานชมัยมรุเชษฐ์เพื่อเตรียมการปะทะกับเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน เวลา 17.30 น. กลุ่มการ์ด WeVo และมวลชนบางส่วนได้พยายามฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเข้าไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาล เจ้าหน้าที่จึงทำการฉีดน้ำและใช้แก๊สน้ำตา ต่อมาเวลา 17.40 น. แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมได้ประกาศให้ผู้ชุมนุมมารวมตัวกันบริเวณแยกนางเลิ้ง จากนั้นเวลา 18.20 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้เผาหุ่นจำลองบริเวณแยกนางเลิ้ง เวลา 18.35 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้ประกาศยุติการชุมนุม แต่ยังมีกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนไม่ยอมกลับและยังคงปักหลักบริเวณแยกนางเลิ้ง มีการเผาหุ่นฟางและสิ่งต่างๆ รอบแยกนางเลิ้ง โดยหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้ 13 ราย มีตำรวจควบคุมฝูงชนได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ 8 ราย และยังรักษาดูอาการที่โรงพยาบาลตำรวจ 6 ราย

 

พล.ต.ต. ปิยะ ระบุว่า กรณีที่มีสื่อมวลชนถูกลูกหลงกระสุนยางของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น เบื้องต้นทางกองบัญชาการตำรวจนครบาลต้องขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากการพูดคุยกับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเบื้องต้นทราบว่ากระสุนยางพลาดไปโดนที่แขนซ้าย ซึ่งขณะนี้ตัวน้องที่ได้รับบาดเจ็บได้กลับไปพักรักษาตัวที่บ้านแล้ว

 

ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุมที่ยังไม่ยอมกลับหลังจากประกาศยุติการชุมนุมในเวลา 17.30 น. แล้ว ทางสถานีตำรวจนครบาลที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายต่อไป ซึ่งจะมีความผิดข้อหาร่วมชุมนุมโดยผิดกฎหมายและฝ่าฝืนออกนอกเคหสถานในเวลา 21.00-04.00 น.

 

ทั้งนี้ การกระทำของผู้ชุมนุมเป็นการรวมกลุ่มที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด ซึ่งรวมกลุ่มมากกว่า 5 คน กระทำการให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองและกระทบต่อการใช้รถใช้ถนนของประชาชน ในส่วนของการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ที่ถูกจับกุมนั้น จะมีความผิดตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ฉบับที่ 27, ประกาศกรุงเทพมหานคร ฉบับที่ 36 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ, พ.ร.บ. โรคติดต่อฯ, พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ, พ.ร.บ. ความสะอาดฯ, พ.ร.บ. เครื่องขยายเสียงฯ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งหมด (ข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์และทำให้เสียทรัพย์)


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories