โจทย์ท้าทายของระบบสุขภาพไทยในวันนี้ ไม่ใช่เรื่อง ‘ความสามารถทางการแพทย์’ แต่คือ ‘โอกาสในการเข้าถึง’ ทางเลือกในการรักษาที่รวดเร็วได้มาตรฐาน เครื่องมือแพทย์ที่ครบครัน และทีมแพทย์เฉพาะทางที่พร้อมดูแลภายใต้ข้อจำกัดของเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประเทศ
แม้ประเทศไทยจะมีมาตรฐานการรักษาที่ได้รับการยอมรับ แต่ผู้ป่วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างจังหวัดจำนวนไม่น้อยยังคงต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ หรือจังหวัดใหญ่ รวมถึงต้องรอคอยการเข้าถึงแพทย์เฉพาะทางและบริการทางการแพทย์ที่มีความซับซ้อน ส่งผลให้ต้องแบกรับต้นทุนแฝง ทั้งค่าเดินทาง เวลาที่สูญเสีย และความเสี่ยงในการได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ด้วยเหตุนี้ แนวคิด ‘Value-Based Healthcare’ จึงได้รับความสนใจมากขึ้น ในฐานะแนวทางที่ให้ความสำคัญกับ ‘ความคุ้มค่าของการรักษา’ ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว โดยมุ่งบริหารจัดการต้นทุนที่ไม่จำเป็น และมุ่งเน้นลงทุนในสิ่งที่ส่งต่อผลลัพธ์ด้านสุขภาพของผู้ป่วยโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น บุคลากร ความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และเครื่องมือทางการแพทย์ที่จำเป็นต่อการวินิจฉัยและรักษา
นี่คือโจทย์ที่ PRINC Group นำมาใช้เป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาเครือโรงพยาบาลพริ้นซ์ ภายใต้เป้าหมาย ‘มาตรฐานการรักษาที่ดี ที่เข้าถึงได้ทั่วประเทศ’ ผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ คุณภาพการรักษา การเข้าถึงบริการ และค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่าสมเหตุสมผล โดยมีเครือข่ายโรงพยาบาล 19 แห่งทั่วประเทศเป็นฐานในการเชื่อมบริการสุขภาพให้ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

ต้นแบบ ‘Value-Based Healthcare’ คุณค่าที่ผู้ป่วยรับรู้ได้จริง
PRINC Group เครือโรงพยาบาลเอกชนที่มีเครือข่ายครอบคลุม 19 แห่ง ใน 15 จังหวัดทั่วประเทศ เป็นหนึ่งในองค์กรที่นำแนวคิด Value-Based Healthcare มาปรับใช้โดยมุ่งลงทุนในสิ่งที่จำเป็นต่อการรักษาที่เน้นตอบโจทย์ผู้ป่วย ทั้ง แพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ เทคโนโลยี และเครื่องมือทางการแพทย์ เพื่อยกระดับมาตรฐานการรักษาให้เข้าถึงประชาชนในเมืองรองและต่างจังหวัดมากยิ่งขึ้น โดยไม่เพิ่มภาระต้นทุนที่เกินจำเป็น
อีกหัวใจสำคัญของแนวทางนี้ คือการนำโมเดล Hub & Spoke มาใช้ควบคู่ในการบริหารเครือข่ายโรงพยาบาล โดยให้โรงพยาบาลขนาดเล็กในเครือแต่ละแห่งเป็นจุดเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ที่รวดเร็ว ขณะที่ศูนย์ความเชี่ยวชาญ หรือ Hub ของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ทำหน้าที่รองรับผู้ป่วยที่ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
โมเดลนี้ไม่ได้เป็นเพียงระบบส่งต่อผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาล แต่เป็นการเชื่อมโยงมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยให้ต่อเนื่องตั้งแต่การพบแพทย์ การตรวจวินิจฉัย การวางแผนรักษา ไปจนถึงการติดตามอาการที่โรงพยาบาลใกล้บ้านเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมในทุกช่วงของการดูแล โดยทุกโรงพยาบาลทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย (Network) ที่มีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ กลไกสำคัญที่ทำให้โมเดล Hub & Spoke ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ Referral System หรือระบบการส่งต่อผู้ป่วยอย่างไร้รอยต่อภายในเครือโรงพยาบาลพริ้นซ์ โดยใช้ระบบบันทึกประวัติคนไข้และใช้ข้อมูลเดียวกัน รวมทั้งแสดงประวัติผ่าน PRINC Health Application ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงข้อมูลและติดตามการรักษาตามระดับความซับซ้อนของโรคได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องเริ่มต้นค้นหาสถานพยาบาลใหม่ทุกครั้งที่อาการเปลี่ยนแปลง ช่วยลดภาระการเดินทางของผู้ป่วยและครอบครัว ขณะเดียวกันยังทำให้ทรัพยากรทางการแพทย์เฉพาะทางถูกใช้ในจุดที่จำเป็น โดยยังคงมาตรฐานการรักษาไว้อย่างต่อเนื่อง

เบื้องหลังการดำเนินงาน คือการใช้จุดแข็งของเครือข่ายโรงพยาบาล 19 แห่ง ผ่านการบริหารจัดการและวิเคราะห์ระบบจากส่วนกลาง (Centralized Management) โดยนำข้อมูลและประสบการณ์จากโรงพยาบาลในเครือมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อพัฒนากระบวนการทำงานและบริหารต้นทุน (Process & Cost Optimization) เพื่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ในการบริหารห่วงโซ่อุปทานและการส่งต่อ ทำให้สามารถควบคุมต้นทุน ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน และทรัพยากรกลับไปลงทุนในสิ่งที่จำเป็นต่อมาตรฐานการรักษาผู้ป่วยที่คุ้มค่าได้มากยิ่งขึ้น
แนวทางดังกล่าวสะท้อนผ่าน 3 องค์ประกอบสำคัญของ Value-Based Healthcare ได้แก่ Medical Quality คุณภาพการรักษา Accessibility บริการที่เข้าถึงได้ และ Reasonable Cost ค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผล ซึ่งเป็นหลักคิดที่ PRINC Group ใช้ในการพัฒนาเครือข่ายโรงพยาบาล เพื่อตอบโจทย์ให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้ใกล้บ้าน
หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าว คือการมุ่งพัฒนาศักยภาพการดูแลผู้ป่วยโรคที่มีความซับซ้อนอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะโรคมะเร็ง ผ่านการพัฒนา Oncology Hub เริ่มจากการเปิดศูนย์มะเร็งและรังสีรักษาแห่งแรกของจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งให้บริการผู้ป่วยโรคมะเร็งครอบคลุมทุกสิทธิการรักษา (อยู่ระหว่างดำเนินการสิทธิ สปสช. “บัตรทอง” หรือ สิทธิ 30 บาท / UC) พร้อมลงทุนกว่า 100 ล้านบาทในเครื่องฉายรังสี VitalBeam มาตรฐานระดับโลกเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้เข้าถึงการรักษาได้อย่างรวดเร็ว และสามารถเชื่อมโยงการวินิจฉัย การรักษา และการดูแลต่อเนื่องร่วมกับโรงพยาบาลในเครือ ภายใต้มาตรฐานการรักษาที่เหมาะสม และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย

เจาะแผนการลงทุนเพื่อสร้าง Value-Based Healthcare ที่สมบูรณ์แบบ
หากมองแผนการลงทุนของ PRINC Group ในช่วงปี 2025-2026 จะเห็นทิศทางที่ชัดเจนในการต่อยอดแนวคิด Value-Based Healthcare และยกระดับการเข้าถึงของประชาชนผ่านการขยายเครือข่าย ยกระดับศักยภาพการรักษา และเชื่อมโยงบริการสุขภาพเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้มากขึ้น
หนึ่งในแผนสำคัญคือการขยายเครือข่ายโรงพยาบาลเพิ่มเติมสู่จังหวัดนครราชสีมา ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการแพทย์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านการเข้าถือหุ้นใหญ่โรงพยาบาล ป.แพทย์ 1-2 เพื่อพัฒนาเพิ่มเติมและเพิ่มโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่เข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานของเครือข่ายโรงพยาบาลพริ้นซ์มากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน PRINC GROUP ยังลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับผู้ป่วยและเพิ่มศักยภาพบริการในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ผ่านการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยแห่งใหม่ของโรงพยาบาลพิษณุเวช พิจิตร ซึ่งมีแผนเปิดให้บริการในเดือนตุลาคม 2026 โดยอาคารแห่งใหม่จะรองรับการขยายพื้นที่แผนกผู้ป่วยนอก ห้องฉุกเฉิน และห้องผ่าตัด ขณะที่โรงพยาบาลพิษณุเวช กำแพงเพชรจะทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมบริการทางการแพทย์ของเครือข่ายในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง
นอกจากนี้ยังลงทุนกว่า 550 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างศูนย์มะเร็งพิษณุเวช จังหวัดพิษณุโลก โดยมีเป้าหมายพัฒนาให้เป็น Oncology Hub สำหรับผู้ป่วยที่ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการในเดือนมกราคม 2027 รวมไปถึงการลงทุนในธุรกิจสุขภาพเกี่ยวเนื่อง เพื่อเติมเต็มความต้องการด้านสุขภาพที่หลากหลายขึ้น โดยเฉพาะบริการสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยพักฟื้น ผ่านธุรกิจบ้านอาจารย์พงษ์ศักดิ์ ซึ่งมุ่งให้บริการดูแลสุขภาพผู้สูงวัยแบบครบวงจร
และทั้งหมดนี้สะท้อนแนวทางของ PRINC Group ในการพัฒนาเครือข่ายโรงพยาบาลเอกชนและระบบการบริการสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่สามารถเข้าถึงการรักษาที่คุ้มค่ามีคุณภาพและมาตรฐานที่ดีใกล้บ้าน
อ้างอิง


