×

เปิดนโยบายพลิกฟื้นตลาดหุ้นไทย จากตัวแทน 8 พรรคการเมือง ‘ปฏิรูป ก.ล.ต. – สานต่อ TISA – คืนชีพ LTF – ลดขั้นตอน IPO’ อะไรคือสิ่งที่เร่งด่วนที่สุดในสายตาว่าที่รัฐบาลใหม่

16.01.2026
  • LOADING...
เปิดนโยบายพลิกฟื้นตลาดหุ้นไทย จากตัวแทน 8 พรรคการเมือง ปฏิรูป ก.ล.ต. - สานต่อ TISA - คืนชีพ LTF - ลดขั้นตอนIPO อะไรคือสิ่งที่เร่งด่วนที่สุดในสายตาว่าที่รัฐบาลใหม่

จากงาน ‘ประชันวิสัยทัศน์รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ-ตลาดทุนไทยรอด?’ ที่จัดขึ้นโดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โดยมีตัวแทนจาก 8 พรรคการเมือง ร่วมแสดงวิสัยทัศน์และนโยบายที่จะถูกนำมาใช้ หากได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ได้แก่

 

นิกร ซัจเดว์ ทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจ พรรคกล้าธรรม

 

ดร. คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่

 

สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย

 

ดร. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

 

กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์

 

ดร. เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรค พรรคเพื่อไทย

 

อนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย

 

ดร. อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค พรรครวมไทยสร้างชาติ

 

โดยมี นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและบรรณาธิการบริหาร THE STANDARD เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย

 

ไฮไลต์สำคัญจากงานอยู่ในรอบที่ 2 ซึ่งมีคำถามว่า ‘หากพรรคการเมืองของท่านได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ท่านคิดว่านโยบายตลาดทุนเรื่องใดเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด 3 เรื่อง ที่พรรคการเมืองของท่านจะดำเนินการโดยเร็ว เพราะอะไร และดำเนินการอย่างไร?’

 

พรรคกล้าธรรม: จัดอันดับเรตติ้งบริษัทจดทะเบียน ปั้น Road show ดึงดูดทุนต่างชาติ

 

นิกร บอกว่า แม้ตลาดมีบริษัทจำนวนมาก แต่หลายแห่งกำไรดีแต่ราคาหุ้นไม่ขึ้น เนื่องจากขาดความโปร่งใส และความต่อเนื่องของนโยบาย โดยเสนอนโยบาย สนับสนุนตลาดทุนดังนี้

 

1. รัฐบาลทำหน้าที่เป็น Facilitator สนับสนุนให้ใช้ AI Monitoring ในตลาดหุ้น

 

เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างเจ้าของบริษัทและนักลงทุน (Agency conflict) โดยการทุจริตที่เกิดส่วนนึงเกิดจาก mindset ของเจ้าของบริษัทที่ยังรู้สึกอยาก มีอำนาจควบคุมทุกอย่างโดยไม่คำนึงถึงผู้ถือหุ้นและนักลงทุนรายย่อย แม้จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนแล้ว

 

2. จัดอันดับเรตติ้งบริษัทจดทะเบียน

 

เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่อยู่ในภาค New economy ให้มาตั้งฐานการผลิตใน EEC ตั้งเงื่อนไขให้ต้องถ่ายทอดเทคโนโลยี ให้กับบริษัทในไทยแลกกับการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนสินค้า made in Thailand พร้อมต่อยอดจัด Road show ให้กับบริษัทที่มีเรตติ้งดี

 

พรรคไทยก้าวใหม่: ตั้งศาลตลาดทุน-กำหนด KPI ตัดสินคดีทุจริตหุ้น

 

ดร. คเณศ มองว่า 3 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำเพื่อแก้ปัญหาตลาดทุนมีดังนี้

 

1. ฟื้นความเชื่อมั่น

 

ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมีปริมาณการซื้อขายลดลงจากระดับ 100,000 ล้านบาทต่อวัน เหลือระดับ 30,000 – 40,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากคดีบริษัทจดทะเบียน โกงหุ้นและหนีไปต่างประเทศที่เกิดขึ้นหลายครั้ง บั่นทอนความเชื่อมั่นตลาดหุ้นไทย

 

โดยมีแนวทางแก้ไขดังนี้

 

  • รัฐบาลและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต้องเป็นแกนนำออกมาตรการเชิงรุก ‘Prevention action’ ร่วมกับหน่วยที่เกี่ยวข้องได้แก่ ปปง., ก.ล.ต, ธปท. และสมาคมธนาคารไทย ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตบริษัทจดทะเบียน ด้วยการแบ่งปันข้อมูลผ่านระบบกลาง ประเมินความเสี่ยงผู้ลงทุนว่ามีความผิดปกติ หรือไม่อย่างไร รวมถึงโบรกเกอร์ที่ต้องมีมาตรการตรวจสอบ kyc และ dcc ที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น
  • ตั้งศาลตลาดทุน เพื่ออำนวยความสะดวก เร่งการพิจารณาคดีทุจริตในตลาดทุน

 

ให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น

 

  • ตั้ง KPI พิจารณาคดีตลาดทุน กำหนดเป้าหมายจำนวนคดีที่ถูกตัดสินแล้ว
  • ใช้ AI รวมศูนย์ข้อมูลบริษัทจดทะเบียนให้ตลท.สามารถตรวจจับการถือหุ้นที่ผิดปกติ
  • เมื่อพบธุรกรรมที่ผิดปกติให้อำนาจธนาคารในการยึดเงินชั่วคราวให้เร็วที่สุด เพื่อจำกัดความเสียหาย

 

2. เพิ่มสภาพคล่องในตลาด

 

  • ฟื้นสิทธิประโยชน์ทางภาษีกองทุน LTF และการลงทุนในหุ้น โดยกำหนดระยะเวลาการถือหุ้นแต่ละตัว ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในระดับนึง
  • จัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ช่วยเพิ่มตัวเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุน และไม่กระทบหนี้ภาครัฐ
  • รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องประชาสัมพันธ์กับนักลงทุนถึง

 

การปฏิรูปโครงสร้างตลาดหุ้นไทยให้มีความโปร่งใสมากขึ้น ผ่านกระบวนการตรวจสอบ และบทลงโทษอย่างชั

 

3. สร้างผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่

 

  • นโยบาย SME และ Start up แสนล้าน กลไกคล้าย Venture capital โดยรัฐบาลต้องให้เงินทุนสนับสนุน SME เพื่อเตรียมความพร้อมจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ด้านตลาดหลักทรัพย์ต้องเปิดพื้นที่ให้ SME มีพื้นที่แสดงศักยภาพ

 

ทั้งนี้หากพรรคไทยก้าวใหม่มีโอกาสได้เป็นรัฐบาล จะผลักดันให้สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เป็นหนึ่งในที่ปรึกษาเศรษฐกิจของรัฐบาล เพื่อกำหนดทิศทาง และยุทธศาสตร์การทำงานให้สอดคล้องกับตลาดทุน โดยจะบรรจุแผนพัฒนาตลาดทุน ในแผนพัฒาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 14 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในปี 2570 นี้ เพราะตลาดทุนคือกลไกหลักในการพัฒนา ความมั่งคั่งของรัฐบาลและประชาชน เป็นเครื่องมือส่งเสริมการออม และการลงทุนระยะยาว

 

พรรคไทยสร้างไทย: Tokenized Thailand เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรที่ถูกกดราคา

 

สุรเดช กล่าวว่า ปัญหาของตลาดหุ้นไทยวันนี้คือ ขาดความโปร่งใส และบทลงโทษที่เด็ดขาด ดังนั้นตลาดหุ้นไทยต้องเปลี่ยน mindset มองบริษัทที่เตรียม IPO เป็นลูกค้าที่ต้องดูแล ในขณะเดียวกันถ้ามีการทำความผิด จะต้องมีบทลงโทษ ที่เด็ดขาดและทันท่วงที โดยไม่เหมารวมออกกฎระเบียบ เพื่อป้องกันการทุจริต จนเป็นอุปสรรคต่อบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ ผ่านการดำเนินนโยบายดังนี้

 

1. ตั้งกองทุนรวมหุ้น ป้องกันการ Forced sell โดยให้บริษัทจดทะเบียนจำนำหุ้นไว้

 

พอครบ 3 ปีค่อยไถ่ถอนคืนพร้อมจ่ายดอกเบี้ย

 

2. สอนเยาวชนให้ออมผ่านหุ้นและคริปโตเคอร์เรนซี จนมีความมั่งคั่ง เพื่อจูงใจให้คนมีลูกในอนาคต

 

3. ทำ market maker ให้ถูกกฎหมาย โดยมีหน้าที่ช่วยจัดสมดุลปริมาณการ ซื้อขายในตลาดหุ้น แทนการปั่นหุ้น

 

4.โครงการ Tokenized thailand นำสินค้าโภคภัณฑ์ของไทย ที่ถูกกำหนดราคา โดยตลาดโลกมาแปลงให้อยู่ในรูปแบบโทเคน เปิดให้มีการซื้อขาย บนกระดานสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อเพิ่มอำนาจการกำหนดราคา

 

พรรคประชาชน: ดัน sme เข้าซัพพลายเชนโลก เพิ่มมูลค่าตลาดหุ้น

 

ดร. ชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน กลายเป็นสินทรัพย์ที่ถูกด้อยค่า เพราะขาดบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่เป็น growth engines จึงต้องการแนวทางการกระตุ้นจากภาครัฐอย่างเร่งด่วน ด้วยการสนับสนุนนโยบายดังนี้

 

1. Orange mega project สนับสนุนให้บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กเข้าไปอยู่ในซัพพลายเชน สินค้าเทคโนโลยี หรือสินค้าที่ประเทศไทยมีความต้องการนำเข้าสูง เพื่อผลักดันศักยภาพ ให้พร้อมจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าตลาดให้เติบโตขึ้น

 

2. Tax individual account

 

ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เมื่อมีการลงทุนหุ้นแทนที่การลงทุนในกองทุน ลดหย่อนภาษีดั้งเดิม ซึ่งคิดค่าธรรมเนียมแพง การสนับสนับสนุนให้คนลงทุนในหุ้น จะเพิ่มการแข่งขันกับกองทุนให้ลดราคาค่าธรรมเนียมลงมา ซึ่งเป็นประโยชน์แก่นักลงทุน

 

3. เพิ่มสภาพคล่องตลาดทุน

 

ปรับกฎระเบียบการซื้อขายให้มีความซับซ้อนน้อยลง และมีความทันสมัยมากขึ้น โดยต้องพิจารณาแก้ปัญหาให้ถูกจุด เปรียบเทียบกับแนวปฏิบัติของตลาดต่างประเทศ

 

4. ปรับปรุงการกำกับดูแลตลาดทุน

 

โดยต้องแยกการกำกับดูแลออกจากการเมือง ต้องปรับโครงสร้างตั้งแต่ หน่วยงานกำกับดูแล และโครงสร้างของบริษัทจดทะเบียน

 

พรรคประชาธิปัตย์: เร่งสร้างความเชื่อมั่น ปราบทุจริต-ฟอกเงิน ปฏิรูป ก.ล.ต.

 

กรณ์กล่าวว่า ลำพังเศรษฐกิจดีอย่างเดียวไม่พอให้ตลาดหุ้นฟื้น แต่ต้องประกอบด้วย 3 เงื่อนไข ได้แก่ 1. ความเชื่อมั่น 2. สินค้ามีคุณภาพ และ 3. กติกาที่เป็นธรรม

 

กรณ์เน้นย้ำปัญหา “วิกฤตศรัทธา” โดยแยกปัญหาออกเป็น 2 ส่วน คือ การทุจริตโดยตรง (เช่น กรณีหุ้น MORE, STARK) และการใช้ตลาดหุ้นเป็นแหล่งฟอกเงิน โดยชี้เป้าไปที่โบรกเกอร์ในฐานะด่านหน้าที่ต้องคัดกรองลูกค้า ไม่ใช่ปล่อยให้ทุนสีเทาเข้ามาได้ และตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ต้องติดตามพฤติกรรมการซื้อขาย

 

แต่เป้าใหญ่ที่สุดที่กรณ์พุ่งเป้าคือ ก.ล.ต. โดยเขากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า จากประสบการณ์ที่เข้ามาดูแลเรื่องนี้ ผมผิดหวังในการทำงานของ ก.ล.ต. ถ้าจะเรียกศรัทธากลับมา ต้องเอาจริงมากกว่านี้

 

“ต้องขอออกตัว ผมเป็นคนที่เพื่อนไม่ค่อยเยอะ และในฐานะคนที่เกี่ยวโยงกับตลาดทุนมาแต่ไหนแต่ไร ก็อาจจะเป็นเรื่องที่แปลกที่ผมไม่เคยเรียนหลักสูตร วตท. ในฐานะนักการเมืองผมเป็นคนขี้เกรงใจคน และผมกลัวว่าถ้ารู้จักคนเยอะ ผมจะไม่กล้าขยับ สังคมไทยประเด็นปัญหาหุ้น การฟอกเงิน หันซ้ายหันขวา คนรู้จักทั้งนั้น”

 

“พรรคเราเอาจริงกับเรื่องแบบนี้แน่นอน และผมขอบอกนะครับ ตำแหน่งประธาน ก.ล.ต. อำนาจโดยตรงอยู่ที่คณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถ้าจะเอาจริงกับเรื่องนี้ สามารถจัดการได้เลย”

 

อีกส่วนคือ ผลักดันกฎหมายให้ ปปง. มีอำนาจยึดทรัพย์สินได้ทันทีโดยไม่ต้องรอหมายศาล หากพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครคือ ผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริง (Ultimate Beneficiary Owner) เพื่อตัดวงจรนอมินีและทุนสีเทา

 

ขณะเดียวกันการซื้อสินทรัพย์มูลค่าสูง เช่น อสังหาริมทรัพย์ หรือทองคำ ไม่ควรทำได้ด้วยเงินสด เพื่อป้องกันการฟอกเงิน รวมทั้งแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างรายย่อยกับโปรแกรมเทรดความเร็วสูง (HFT) และการยืมหุ้นขายชอร์ต (Short Selling)

 

พรรคเพื่อไทย: ดัน Digital Asset เชื่อมโยงเศรษฐกิจจริง ลดขั้นตอน IPO

 

ดร. เผ่าภูมิ ระบุว่า เน้นย้ำบทบาทของตลาดทุนในการเป็นกลไกปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และมองว่าตลาดทุนต้องเดินตามภาคเศรษฐกิจจริง โดยพรรคเพื่อไทยมีนโยบายผลักดันสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ให้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งการแยก ก.ล.ต. เพื่อกำกับดูแล Digital Asset ออกมาโดยเฉพาะ การออก G Token เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลได้ง่ายขึ้น การทำ Tourist Digipay ดึงเม็ดเงินคริปโตจากนักท่องเที่ยว การผลักดัน พ.ร.บ. Financial Hub และการ Tokenization of Real World Assets

 

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายลดขั้นตอน IPO ให้เหลือ 1 ปี แก้ไขกฎระเบียบเพื่อเอื้อให้ SMEs เข้าจดทะเบียนได้ง่ายขึ้น รวมถึงโครงการ ‘หวยเกษียณ’ ที่จะสร้างเม็ดเงินเข้าสู่กองทุน กอช. และไหลเวียนเข้าสู่ตลาดทุนและตลาดบอนด์ โดยตั้งเป้าให้มีสินทรัพย์ดิจิทัล 1 แสนล้านบาท และ 4 ล้านบัญชี

 

“เราตั้งเป้าลดระยะเวลา IPO จากปัจจุบันเฉลี่ย 2 ปี จะทำให้เหลือ 1 ปี โดยการลดขั้นตอนและแก้กฎหมายและระเบียบต่างๆ รวมทั้งปลดล็อก SMEs ในการจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องทำให้มีกฎเกณฑ์ง่ายกว่าบริษัทขนาดใหญ่”

 

พรรคภูมิใจไทย: สร้างเสถียรภาพการเมือง-วินัยการคลัง สานต่อ TISA ส่งเสริมการออมระยะยาว

 

อนุชา มองว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือฟื้นฟูความเชื่อมั่น ผ่านนโยบายรัฐที่ชัดเจนและต่อเนื่องตลอด 4 ปี เพื่อสร้างเสถียรภาพทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง รวมถึงการแสดงให้เห็นถึงวินัยทางการคลังที่เข้มแข็ง การบังคับใช้กฎหมายอย่างศักดิ์สิทธิ์ ลงโทษผู้กระทำผิดอย่างรวดเร็ว และคัดเลือกกรรมการอิสระที่มีความสามารถจริง ไม่ใช่แค่เอาคนมีชื่อเสียงเข้ามา

 

“ต้องทำให้มั่นใจว่า (ไทย) มีความมั่นคงทั้งเศรษฐกิจ และการเมืองด้วย นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้ากฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ คงต้องดำเนินการให้ผู้กระทำความผิด หรือวางแผนจะกระทำความผิด ต้องได้รับโทษชัดเจน ไม่ใช่รอให้ผ่านไป 3 – 4 ปี เพราะตลาดหุ้นรอไม่ได้ รวมถึงกรรมการอิสระต้องมีความรับผิดชอบ มีความรู้ความสามารถ ไม่ใช่เอา big name เข้าไป แล้วไม่ดำเนินการอะไร ”

 

ในส่วนของการออม พรรคภูมิใจไทยจะสานต่อกองทุนการออมแห่งชาติ (TISA) เพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและทางเลือกการลงทุนที่หลากหลาย เพื่อดึงดูดเม็ดเงินกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทย แทนที่จะไหลออกไปลงทุนใน ETF หรือกองทุนต่างประเทศ และพัฒนาขีดความสามารถในการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ของไทยให้ดียิ่งขึ้น

 

พรรครวมไทยสร้างชาติ: ปลดล็อกนวัตกรรม คืนชีพ LTF ตั้งเป้า SET 2,000 จุด

 

ดร. อรรถวิชช์ กล่าวว่า ปัญหาตลาดหุ้นไทยไม่เติบโตเพราะขาดนวัตกรรม โดยเฉพาะพลังงานสะอาดที่ถูกผูกขาด จึงเสนอกฎหมายเสรีโซลาร์เพื่อให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ยังเสนอให้นำกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กลับมาอีกครั้ง โดยลดระยะเวลาถือครองเหลือ 5 ปีปฏิทิน (หรือเพียง 3 ปีกับ 3 วัน) เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ “รวยเร็ว จนไว”

 

“เศรษฐกิจยุคใหม่รวยเร็วจนไว ท่านจะไปเก็บภาษีเขาในปีที่เขาพีคที่สุด แล้วในวันที่เขาจนที่สุด ดูแลเขาหรือไม่ นี่คือเศรษฐกิจรุ่นใหม่ ซึ่งรัฐต้องโตตามให้ทัน” ดร. อรรถวิชช์กล่าว โดยเชื่อว่าการนำ LTF กลับมาจะสร้างความคึกคักให้ตลาดหุ้น และตั้งเป้าดัชนี SET แตะ 2,000 จุดในปี 2570 พร้อมทั้งเสนอให้ปรับระบบเครดิตบูโรเป็น Credit Scoring และลบข้อมูลเครดิตบูโรทันทีเมื่อปิดบัญชีหนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อและการแข่งขันของธนาคารพาณิชย์

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising